ดาหน้าโต้ ‘อภิสิทธิ์’ ปัดเกณฑ์ตอบคำถาม เคาะให้รอเลือกตั้งท้องถิ่น

“ออมสิน-ณรงค์” ปัดเก็บข้าวของ เตรียม พร้อมปรับ ครม. งงแค่เก็บของตามปกติแต่ข่าวออกมาเป็นตุเป็นตะ บรรดา รมต.ยังส่ายหัวไม่รู้คืบหน้า “บิ๊กป้อม” อารมณ์ดีตอบสื่อยังไม่รู้ตัวเองจะอยู่หรือไป ทุกอย่างอยู่ที่นายกฯตัดสินใจ เชื่อสุขภาพยังไหว “บิ๊กฉัตร” ทำใจ เก้าอี้ รมว.เกษตรฯเป้าถล่มทุกรอบ ด้านเกษตรกรเสนอตั้งกระทรวงข้าว ดาหน้าโต้ “มาร์ค” จัดฉากเกณฑ์คนตอบ 6 คำถามนายกฯ “บิ๊กป๊อก” ยันคนมาด้วยสมัครใจ แนะ “มาร์ค” ทำใจสบายๆ ปลัด มท.ย้ำมีคำสั่งห้ามชี้นำแค่ช่วยอำนวยความสะดวก เผยโคราชแชมป์ตอบคำถาม “บิ๊กป้อม” ยักไหล่ไม่สนนักการเมือง ขอฟังคำตอบจากประชาชน “อภิสิทธิ์” ย้ำมีเกณฑ์คนผ่านไลน์ แนะถามเรื่องปากท้องดีกว่าถามเรื่องเผชิญหน้า “ประวิตร” ระบุให้รอ คสช.เคาะเลือกตั้งท้องถิ่น “วิษณุ” แจงจำเป็นต้องปลดล็อกพื้นที่ที่มีเลือกตั้ง

กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังอึมครึม มีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับในไม่ช้า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ อย่างไร ก็ตาม ล่าสุดรัฐมนตรีที่มีข่าวเก็บของเตรียมตัวย้ายออกจากที่ทำงานต่างปฏิเสธความเชื่อมโยงถึงการปรับ ครม.

“บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 พ.ย. ที่ทำเนียบ รัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 13-14 พ.ย. ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

“ออมสิน” งงข่าวเก็บของหลุดเก้าอี้

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม.ถึงกรณีกระแสข่าวการเก็บของที่ห้องทำงาน หลังจากนายกฯจะทำการปรับ ครม.ว่า ไม่มีอะไร เห็นข่าวที่ออกมาก็งงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ตนเก็บของเป็นเรื่องของการเก็บตามนโยบาย 5 ส ประกอบด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย ไม่ได้เป็นการเก็บเพื่อเตรียมตัวออกแต่อย่างใด เอาเอกสารที่หาไม่เจอในห้องเก็บของไปเรียงไว้ในลัง ไม่มีอะไรเลย และไม่ได้เพิ่งมาทำเร็วๆนี้ ทำมา 2-3 อาทิตย์แล้ว ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นเรื่องผิดปกติเลย ยืนยันว่าไม่มีสัญญาณใดๆทั้งสิ้น แปลกใจว่าเป็นข่าวจนเป็นเรื่องเป็นราวได้ยังไง

“บิ๊กเข้” ชี้เก็บทุกวันไม่เกี่ยวปรับ ครม.

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆภายหลังมีกระแสข่าวได้เก็บของที่ห้องทำงานทำเนียบฯแล้วว่า “ผมเก็บของอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวปรับ ครม.”

บรรดา รมต.ยังไม่รู้ความคืบหน้า

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องการปรับ ครม.จริงๆ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลับมาทำงานที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล อีกหรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามว่า พร้อมที่จะทำงานตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาใช่หรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ตอบว่า ตนเป็นคนมีวินัยอยู่แล้ว พร้อมยิ้มและทำท่าตะเบ๊ะ ก่อนเดินขึ้นห้องประชุม ครม.

ด้าน พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้นายกฯยังไม่ได้หารือกับตนเรื่องการปรับ ครม. และไม่เคยพูดว่าจะปรับ ครม.ใหญ่ หรือเล็ก เช่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าวสั้นๆถึงกระแสข่าวมีรายชื่อถูกปรับโยกย้ายว่า ไม่มี ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

“บิ๊กป้อม” ยังไม่รู้ตัวเองจะอยู่หรือไป

ต่อมาเวลา 12.30 น. ภายหลังประชุม ครม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวแต่งตั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เป็นรัฐมนตรี และขยับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เป็น ผบ.ตร.แทนว่า สื่ออยากย้ายก็ย้าย จะได้เอา พล.ต.อ.ศรีวราห์ขึ้น คุณจะย้ายไหม เรื่องนี้ไม่ต้องให้ตนยืนยันก็ดูไป เมื่อถามว่า ให้ดูไปหมายความว่ามีโอกาสใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มี เมื่อถามว่า ทำไม พล.ต.อ.จักรทิพย์โดนเลื่อยขาเก้าอี้ตลอด พล.อ.ประวิตรตอบว่า บอกไม่ได้ ตนไม่ได้เป็นคนเลื่อย ถามอะไรไม่รู้ ไม่ได้เรื่องเลย เมื่อถามย้ำว่า รองนายกฯพูดกำกวมจึงต้องถามให้ชัดเจน พล.อ.ประวิตรตอบว่า อะไรกำกวม ไม่มีอะไรอ้ำอึ้ง กำกวม การที่บอกให้รอดูแล้วมันเป็นอย่างไร และตนคงไม่ดูคุณสมบัติของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ว่า สามารถเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่หน้าที่ เป็นหน้าที่ของนายกฯ ตอนนี้ไม่รู้ว่านายกฯตัดสินใจอย่างไร ตนเองยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่หรือเปล่า แล้วนายกฯจะมาปรึกษาอย่างไร ตนจะอยู่หรือไปยังไม่รู้เลย

สุขภาพยังไหว–อารมณ์ดีคุยสื่อ

เมื่อถามว่า นายกฯกลับจากภารกิจต่างประเทศ จะมีเซอร์ไพรส์เลยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า แล้วแต่นายกฯ เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล นายกฯไม่ได้คุยกับตนไม่มีใครรู้ทั้งนั้น นายกฯทำคนเดียว และบรรยากาศในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ รัฐมนตรีแต่ละคนก็หน้าตาแจ่มใส ส่วนที่มีกระแสข่าวลือที่มีรัฐมนตรีบางท่านเตรียมเก็บของแล้วนั้น สื่อเขียนกันไปเอง เมื่อถามว่า ส่วนตัวท่านยังไหวหรือไม่กับตำแหน่งรองนายกฯ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่รู้ ผมยังไม่รู้ตัวเลย” เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงสุขภาพร่างกายยังสู้ไหวหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวย้ำอีกว่า ก็ไม่รู้ยังไง ดูไม่ออกเหรอ สื่อดูออกไหม เมื่อถามว่าจะลาออกเองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรชี้นิ้วพร้อมกับกล่าวว่า “ถามอย่างนี้ไอ้ห่า สุขภาพผมยังไม่เป็นอะไร” เมื่อถามว่า คิดว่านายกฯจะปรับท่านออกหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ ต้องไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จะมาถามอะไรตน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประวิตรตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดี และช่วงที่นั่งในรถประจำตำแหน่งได้ลดกระจกรถลง พร้อมกล่าวกับสื่อว่า ถามอะไรไร้สาระ

“บิ๊กฉัตร” ทำใจตกเป็นเป้าเด้ง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตั้งแต่การประชุม ครม.ครั้งที่แล้ว จนถึงวันนี้ยังไม่เจอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เลย ผู้สื่อข่าวถามว่า เหนื่อยใจหรือไม่ เพราะโดนหนักเลยในช่วงนี้ พล.อ.ฉัตรชัยตอบว่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ก็โดนแบบนี้ทุกครั้ง

“ไก่อู” โบ้ยรัฐบาลเก่าใช้งบผิดพลาด

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ที่มีแรงกดดันไปที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐบาลมีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาอยู่จำนวนหนึ่ง แต่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ใช้งบฯส่วนนี้เพื่อการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืนเลย โดยใช้เงินเกือบทั้งหมดให้กับเกษตรกรผู้ที่รายได้น้อยด้วยกลวิธีต่างๆ ไม่สนใจกลไกตลาด ขอเพียงให้เกษตรกรได้มีเงินใช้ แต่รัฐบาลนี้ไม่ทำเช่นนั้น เราพยายามแบ่งงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศ และอีกส่วนเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจไม่โดนใจเหมือนโครงการต่างๆของรัฐบาลที่ผ่านมา และปัญหาคือไม่มีใครอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ กลายเป็นปัญหาหนัก

ไม่มีการแจ้งปรับออกเป็นรายคน

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า สำหรับการปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้แจ้งปรับออกเป็นรายบุคคล แต่เป็นการพูดโดยภาพรวมในการประชุม ครม.สัปดาห์ที่แล้วว่าจะมีการปรับ พร้อมระบุการทำงานต้องยึดประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่มีโควตารัฐมนตรีทหาร หรือพลเรือน ใครก็แล้วแต่ที่ยังอยู่ในตำแหน่งขอให้ทำงานต่อไป ส่วนใครถูกปรับออกขออย่าโกรธเคือง อย่าน้อยใจ เพราะนายกฯทำด้วยความจำเป็นเพื่อประโยชน์ชาติ ดังนั้นไม่มีรัฐมนตรีคนใดทราบว่าตัวเองจะถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่

เกษตรกรเสนอตั้งกระทรวงข้าว

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานกรรมการ กลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย เปิดเผยที่ จ.ลพบุรี ว่า ได้ทำหนังสือเสนอถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพื่อให้รัฐบาลจัดตั้งกระทรวงการข้าว เนื่องจากข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอันดับหนึ่งของชาติ และเป็นอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ แต่ชาวนาไทยกลับประสบปัญหาวิกฤติสะสมนานกว่า 40 ปี แถมนโยบายของรัฐยังเปิดโอกาสให้บริษัทกิจการเกษตรข้ามชาติซึ่งมีทุนมหาศาลเข้ามาทำในประเทศ ส่งผลกระทบต่อชาวนา และความมั่นคงทางอาชีพ ความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทย การแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวกระจายอยู่ในแต่ละกระทรวงไม่เป็นเอกภาพ ดังนั้นคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทยมีมติให้ปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการข้าว ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตให้เป็นกระทรวงการข้าว เพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นเอกภาพและปรับปรุงกฎหมายต่างๆให้มีประสิทธิภาพต่อไป

มท.1 โต้ “มาร์ค” เกณฑ์คนตอบคำถาม

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดให้ประชาชนตอบคำถาม 6 ข้อ เมื่อเวลา 08.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การตอบคำถามซึ่งเริ่มวันที่ 13 พ.ย. เป็นวันแรกว่า มีคนมา ตอบคำถาม 19,580 คน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยังไม่มีการสรุปเนื้อหา ส่วนจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาตอบคำถามมากขึ้นหรือไม่นั้น เคยพูดไปแล้วใครที่จะไปตอบคำถามของนายกฯให้ไปตามจุดที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ เมื่อถามถึง กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า มีการเกณฑ์คนมาตอบคำถาม พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า นายอภิสิทธิ์พูดหลายประเด็น เรื่องที่จะเสนอแนะท่านนายกฯก็ให้ไปคุยกับท่านนายกฯเอง แต่ตนขอชี้แจงที่นายอภิสิทธิ์บอกว่ามีการเกณฑ์คน ขอยืนยันว่าประชาชนมาด้วยความสมัครใจ และต้องแสดงตนด้วยตัวเอง ไม่มีการสั่งการ หรืออำนวยการอะไร ใครทำถือว่ามีความผิด ไม่มี นโยบายให้เกณฑ์คน ไม่ต้องการรู้มากหรือรู้น้อย ประชาชนมาแค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ต้องการแห่แหนเกณฑ์คน ทำใจให้สบายๆ

ย้ำห้ามชี้นำ แค่อำนวยความสะดวก

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมชาติที่วันแรกคนจะมาน้อยถ้ามามากวันแรกจะถูกกล่าวหาว่ากระทรวงมหาดไทยเกณฑ์คนมา เราจึงต้องปล่อยให้เป็นอิสระ เราไม่ต้องการให้มีการแอบอ้าง จะมามากมาน้อยกำหนดไม่ได้ ยืนยันว่าไม่มีการเกณฑ์คน 100% สั่งห้ามไปแล้วว่าห้ามมีการชี้นำ ทำได้เพียงอำนวยความสะดวก ส่วนการตอบคำถามในโซเชียลมีเดียไม่สามารถเอามานับรวมได้ เนื่องจากไม่ทราบตัวตนที่แน่ชัด เมื่อถามว่า จะมีการเปิดเผยรายละเอียดคำตอบหรือไม่ นายฉัตรชัยตอบว่า กระทรวงมหาดไทยรวบรวมส่งให้รัฐบาล ส่วนวิธีการจัดการเป็นเรื่องที่รัฐบาลและ คสช.จะไปพิจารณา กระทรวงมหาดไทยไม่ยุ่งเกี่ยว ส่วน 4 คำถามก่อนหน้านี้ ประชาชนยังสามารถตอบได้อยู่ และยังทำอย่างต่อเนื่อง

เผยโคราชแชมป์ตอบคำถาม

นายฉัตรชัยกล่าวว่า ภาพรวมวันแรก เมื่อวันที่ 13 พ.ย.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประชาชนมาแสดงความคิดเห็นและตอบคำถาม จำนวนทั้งสิ้น 19,580 คน แยกเป็นส่วนภูมิภาค 17,849 คน กรุงเทพมหานคร 1,731 คน สำหรับจังหวัดที่มีผู้แสดงความคิดเห็นมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ จังหวัดนครราชสีมา 3,416 คน สกลนคร 2,311 คน และขอนแก่น 2,302 คน

กอ.รมน.ชวนคนตอบเปล่าเกณฑ์

พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวสรุปยอดประชาชนตอบคำถาม 6 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ในวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันแรกที่มีประชาชนทยอยเดินทางมาตอบคำถาม 6 ข้อของนายกรัฐมนตรี จำนวน 17,696 คน ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ามีการเกณฑ์ประชาชนไปตอบคำถามนั้น ยืนยันว่า กอ.รมน.ไม่มีการเกณฑ์ประชาชนมาตอบคำถามของนายกฯ กอ.รมน.มีหน้าที่เพียงช่วยประชาชนสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนมาร่วมตอบคำถามเท่านั้น พร้อมทั้งบอกช่องทางว่า ประชาชนสามารถเดินทางไปให้ข้อคิดเห็นดังกล่าวได้ที่สถานที่ใดบ้าง

“บิ๊กป้อม” ขอฟัง ปชช.ไม่ใช่นักการเมือง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการตอบคำถาม 6 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า ไม่ได้สนใจว่าประชาชนจะมาตอบมากหรือน้อย ที่มองกันว่าบางตาคงเพราะเพิ่งเริ่ม ยืนยันไม่มีการเกณฑ์คนมาตอบคำถามตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุ นายกฯยังไม่ได้บอกว่าจะนำคำตอบไปทำอะไรคงต้องไปถามนายกฯเอง เมื่อถามว่า 6 คำถามถูกวิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะคำถามข้อ 2 ที่ระบุว่า คสช.มีสิทธิที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร ตอบว่าไม่ได้คิดแบบนั้น นายกฯคงอยากทราบว่าประชาชนคิดอย่างไร ท่านอยากฟังประชาชนไม่ใช่เสียงนักการเมืองและที่นักการเมืองออกมาวิจารณ์เรื่อง 6 คำถามจำนวนมากก็เป็นความคิดของนักการเมืองจะไปห้ามได้อย่างไร เมื่อถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย วิจารณ์ว่าเป็นคำถามที่ไม่ให้เกียรตินักการเมือง พล.อ.ประวิตร ตอบว่า คงมองกันคนละแง่ เราไม่ได้ถามนักการเมือง เมื่อถามอีกว่าคำถามดังกล่าวจะเป็นการผลักมิตรให้เป็นศัตรูหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า คสช.ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร เป็นมิตรกับทุกคน ทุกพรรค ตอนนี้เรายังไม่ได้สนับสนุนพรรคใด ยังไม่มีอะไร มาถามล่วงหน้าจะตอบได้อย่างไร

วอนสื่อมองแบบใจบริสุทธิ์บ้าง

เมื่อถามว่า คำถามดังกล่าวเป็นการหยั่งเสียงประชาชนหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ สื่อต้องไปถามนายกฯ แต่นายกฯไม่ได้ตั้งพรรคการเมือง เมื่อถามว่า การตั้งคำถาม 4 ข้อและ 6 ข้อเป็นการปูทางสู่การเมืองของ คสช.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า สื่อก็มองไป แต่ทำไมไม่มองกันแบบบริสุทธิ์บ้างว่านายกฯต้องการรู้จากประชาชน ต้องการฟังเสียงจากประชาชนว่าคิดเห็นอย่างไรเท่านั้น เมื่อถามว่า ถ้าเสียงประชาชนให้ตั้งพรรคก็ตั้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่รู้อะไรเลย ไปถามเรื่องวันข้างหน้ากันหมด ยังไม่เกิดอะไรเลย

ถาม 6 ข้อเหตุอึดอัดหวั่นเสียของ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า คำถาม 6 ข้อส่วนหนึ่งคงเป็นความอึดอัดใจของนายกฯที่มีความรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูป รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆนั้น มั่นใจว่าเป็นสิ่งดี แต่กลัวจะเสียของ จึงพยายามสื่อสารประชาชนโดยตรงว่าสิ่งที่นายกฯ ทำมาเห็นดีด้วยหรือไม่ เพราะในสังคมมีความหลากหลายทั้งชอบและไม่ชอบ ไม่ใช่ผ่านนักการเมืองแม้จะเป็นประชาชนด้วยก็ตาม ควรใช้วิธีไหนเพื่อรักษาสิ่งที่ทำมาให้คงอยู่ เมื่อการเมืองกลับสู่ภาวะปกติ จึงอยากให้ประชาชนช่วยคิดก่อนเลือกตั้ง

“มาร์ค” ย้ำมีเกณฑ์คน-แนะถามปากท้อง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุไม่มีการระดมคนไปตอบคำถาม 6 ข้อของนายกฯว่า ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากผู้นำชุมชนและแวดวงราชการว่ามีการสื่อสารทางไลน์ให้จัดคนไป ก็แค่บอกกล่าว หากไม่ใช่นโยบายของกระทรวงมหาดไทยก็ขอให้พูดให้ชัดว่าอย่าทำอย่างนี้ เพราะลำพังการตั้งคำถามและใช้กลไกแบบนี้ก็ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เนื่องจากคนที่รู้ว่าคำตอบจะไม่เป็นที่ถูกใจก็คงไม่นำบัตรประชาชนไปแสดงตัวเพื่อตอบคำถาม ทั้งนี้เห็นควรถามประชาชนในเรื่องปัญหาปากท้องค่าครองชีพ และถามเกษตรกรว่าทำอย่างไรจะให้ราคาพืชผลการเกษตรดีขึ้นมากกว่า ถามคนยากคนจนว่าใช้บัตรสวัสดิการของรัฐแล้วไปติดขัดอะไร อย่างไร ตนเห็นว่าควรใช้ทรัพยากรของรัฐไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนจะดีกว่าการถามเช่นนี้ ไม่ทราบว่าจะได้ประโยชน์อะไร

ย้ำไร้ประโยชน์ก่อปัจจัยเผชิญหน้า

“ที่ผมท้วงติงเรื่อง 6 คำถาม ของนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดในตัวคำถาม แต่ไม่อยากให้คสช.นำตัวเองเป็นคู่ขัดแย้งใหม่ สร้างการเผชิญหน้ากับนักการเมืองและพรรคการเมืองโดยรวม เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรกับใคร ผมพูดมาตลอดว่านักการเมืองมีทั้งดีและชั่ว บ้านเมืองมาถึงตรงนี้ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบและปรับปรุงตัว แต่การเหมารวมแล้วชี้หน้ากล่าวหาไม่ได้เป็นประโยชน์ ถ้าอยากสร้างการเมืองใหม่ให้หลุดพ้นจากของเดิมคงไม่ได้สร้างด้วยการทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่ม หรือมีคู่ขัดแย้งใหม่เกิดขึ้น หรือสร้างเงื่อนไขการเผชิญหน้าใหม่เกิดขึ้น เพราะจะวนเวียนอยู่กับปัญหาเหล่านี้ ผมก็เบื่อเหมือนกันที่บางพรรคด่า คสช.อย่างเดียวว่าเผด็จการ ส่วน คสช.ก็ชี้หน้ากลับมาว่านักการเมืองก็เลวหมด แล้วประเทศจะเดินไปทางไหน ควรช่วยกันปรับปรุงมากกว่าจะชี้หน้ากล่าวหาแบบเหมารวม” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ให้รอ คสช.เคาะเลือกตั้งท้องถิ่น

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีจะปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า คสช.จะเป็นผู้กำหนดการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ตอนนี้ยังไม่มีการหารือกัน ต้องให้ คสช.พิจารณาก่อนว่ามีขั้นตอนอย่างไร เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายการเมืองสอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ขณะนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ตนยังไม่รู้ต้องถาม กกต. เมื่อถามว่า กกต.ต้องฟัง คสช.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ฟัง เพราะ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ขณะนี้ นายกฯยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใด ต้องมีการประชุม คสช.ก่อน จะให้ตนคนเดียวตอบไม่ได้ เมื่อถามว่า ในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคง หากมีการปลดล็อกให้เลือกตั้งท้องถิ่นและมีการเคลื่อนไหวจะมีข้อกังวลอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ถ้าให้ตนปลดล็อก คือไม่มีอะไรที่น่าห่วง ถ้ามีข้อกังวลจะไปปลดล็อกทำไม

มท.ร่าง ก.ม.เตรียมพร้อมแล้ว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น ขณะที่กฎหมายของ กกต.ก็ยังไม่เรียบร้อย อาจเป็นกฎหมายรองของเขา ส่วนจะเลือกช่วงใดเป็นนโยบายของหัวหน้า คสช. หากกฎหมายเรียบร้อยและมีการสั่งการทางนโยบายมา กระทรวงมหาดไทยก็มีความพร้อม เช่น การจัดทำระบบทะเบียนราษฎร์ ส่วนการอำนวยการการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ กกต.

“วิษณุ”นัดถกเลือกตั้งท้องถิ่น 16 พ.ย.

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมประชุมหารือปรับแก้กฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฉบับเดิม และกฎหมายใหม่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เรียกกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือถึงการปรับแก้กฎหมายดังกล่าว ในช่วงเช้าวันที่ 16 พ.ย. ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมแล้ว ส่วนจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นกี่แห่งขณะนี้ยังไม่มีการสำรวจ ต้องรอฟังนโยบายจาก คสช.ก่อน แต่ในฐานะผู้ปฏิบัติยืนยันว่ามีความพร้อม ส่วนกรณีที่ กกต.เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น อาจทำให้เกิดความล่าช้าว่า ในส่วนของมหาดไทยต้องรอให้กระบวนการทางกฎหมายจบก่อน แม้ที่ผ่านมาการเลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่เคยมีปัญหา แต่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย

แจงความจำเป็นต้องปลดล็อก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึง การประชุมเตรียมจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นวันที่ 16 พ.ย.ว่า จะเชิญกระทรวงมหาดไทย กรธ. และคณะกรรมการกฤษฎีกา มาหารือในเรื่องของกฎหมาย กติกา แต่ในส่วนของกฎหมายจะดูเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อนเท่านั้น ไม่ได้ดูทั้งฉบับ ขณะที่ กรธ.จะชี้แจงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่าคุณสมบัติต่างๆเป็นอย่างไร ซึ่งในการประชุม ครม.ตนได้ชี้แจงแล้วว่าเรื่องเลือกตั้งท้องถิ่น ต้องดำเนินการ 3 ขั้นตอนคือ 1.ตรวจสอบกฎหมาย 2.คสช.ต้องตัดสินใจว่าจะจัดเลือกตั้งท้องถิ่นระดับใดบ้าง และ 3.การปลดล็อกทางการเมือง เพราะการล็อกการเมืองท้องถิ่นกับระดับชาติล็อกเดียวกัน ตรงนี้เป็นเรื่องของ คสช. เมื่อตัดสินใจจะให้มีการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว ก็ต้องให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ในท้องถิ่นนั้นๆ พอดีพอร้ายอาจจัดเลือกตั้งใกล้เคียงกันหรืออาจไม่ใกล้เคียงก็ได้ แต่ถ้าจัดการเลือกตั้งใกล้เคียงกันก็ต้องปลดล็อกทั้งหมด

“อภิสิทธิ์” จี้ คสช.เคลียร์ 3 ข้อก่อน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมจัดเลือกตั้งท้องถิ่นว่า เป็นเรื่องดีแต่มีปัญหาที่ต้องสะสางให้ชัดเจนคือ 1.พรรคการเมืองซึ่งมีหน้าที่เสนอตัวทำงานในระดับท้องถิ่นจะสามารถเคลื่อนไหวได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็มีคำถามว่า แล้วจะสามารถทำให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างที่ควรจะเป็นได้หรือไม่ อย่างไร 2.มีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลก็พูดถึงการปฏิรูปท้องถิ่นซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างท้องถิ่น แต่รัฐบาลกลับจะจัดการเลือกตั้งภายใต้โครงสร้างเก่า จะทำให้สวนทางกันหรือไม่ หรือต้องรอปรับแก้กฎหมายทำโครงสร้างใหม่แล้วไปเลือกตั้งกันใหม่อีกครั้ง สรุปแล้วตกลงจะทำอะไรกันแน่ 3.มีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ส่งผลกระทบกับผู้บริหารท้องถิ่นในหลายพื้นที่ โดยไม่ทราบข้อกล่าวหาและกระบวนการตรวจสอบ จึงควรให้ความเป็นธรรมว่าสถานะของบุคคลเหล่านั้นคืออะไร เพราะบางพื้นที่ยังไม่มีโอกาสรับรู้ข้อกล่าวหา จึงไม่รู้ว่าจะชี้แจงที่ไหน และบางพื้นที่ที่ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด ก็ยังไม่ปลดออกจากคำสั่งนี้ จึงควรสะสางก่อน เพราะมีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบ ที่สำคัญคือยังไม่รู้ว่ารัฐบาลมีแนวทางแก้อย่างไร จึงควรหารือกับ กกต.ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากชุดปัจจุบันมาเป็นชุดใหม่ตามกฎหมาย

“สมชัย” ตอกนายกฯปมปลดล็อก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงกรณีที่นายกฯระบุถึงเหตุผลที่ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง เพราะยังไม่มีเลขาธิการ กกต. จึงทำให้การดำเนินการล่าช้าว่า ยืนยันว่าแม้ปัจจุบันจะเป็นรักษาการเลขาธิการ กกต. บุคคลดังกล่าวก็เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองตัวจริง จึงไม่ต้องกังวล กกต.ได้เร่งรัดให้สำนักงานเปิดรับสมัครเลขาธิการ กกต. ภายวันที่ 1 ธ.ค. สามารถสมัครได้ทั้งเดือน และให้ กกต.ชุดใหม่มาเลือกในขั้นสุดท้าย

หวั่นเลือกท้องถิ่นทำ กกต.ใหม่อืด

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น แม้ไม่มี กกต.จังหวัด แต่ กกต.สามารถใช้กลไกผู้ตรวจการเลือกตั้งมาทำหน้าที่สนับสนุนได้ เป็นการอธิบายที่เกินกฎหมาย เพราะ พ.ร.บ.กกต.มาตรา 28 ระบุว่าการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ให้ กกต.จัดให้มีผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างเวลาที่มีการดำเนินการเลือกตั้ง หากจะให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งในการเลือกตั้งท้องถิ่น ต้องมีการออกกฎหมายรองรับ มิฉะนั้นไม่สามารถตั้งงบประมาณในการดำเนินการได้ เตือนไว้ก่อนว่าบรรดาการเลือกตั้งทุกประเภทที่ กกต.รับผิดชอบ การเลือกตั้งท้องถิ่น เป็นการเลือกตั้งที่มีจำนวนเรื่องร้องเรียนสูงสุด มีอัตราการซื้อเสียงสูงสุด รูปแบบการซื้อเสียงและทุจริตการเลือกตั้งมีความหลากหลายและพลิกแพลงสูงสุด แข่งขันกันในพื้นที่ค่อนข้างรุนแรง การกำกับให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นหากจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ อาจเป็นภาระของ กกต.ชุดใหม่ ที่ต้องจมตัวลงไปในคดีความและข้อร้องเรียนต่างๆ จำนวนมาก อาจกระทบต่อประสิทธิภาพการจัดการสรรหา ส.ว. และการเลือกตั้ง ส.ส.

เจอโจทย์ใหญ่อัพเดตสมาชิกพรรค

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เดินทางมาดูระบบการปรับปรุงข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยมีนายนิกร จำนง ผู้อำนวยพรรคชาติไทยพัฒนา ให้การต้อนรับ นำนายสมชัยเข้าดูกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่พรรคที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงฐานข้อมูล โดยนายสมชัยกล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนามีสมาชิก 20,000 กว่าคน สมมติว่า มีรายการต้องปรับปรุงข้อมูล 2,000 ชื่อ ต้องใช้เวลากว่าหนึ่งสัปดาห์จึงจะแล้วเสร็จ แต่หากเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีรายชื่อที่ต้องปรับปรุงเป็นล้านคน อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้น กกต.จึงเตรียมแก้ไขระบบให้เป็นระบบหลังบ้าน โดยเอาจากหน้าจอทั้งหมดมาสรุปเป็นกระดาษแผ่นเดียว เชื่อว่าจะทำให้เกิดความรวดเร็วขึ้นต่อการอัพเดตฐานข้อมูล โดย กกต.จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาอบรมการใช้ระบบหลังบ้าน เบื้องต้นวันที่ 27 พ.ย.นี้ กกต.จะหารือกับสำนักทะเบียนราษฎร์ว่าจะอำนวยความสะดวกได้อย่างไร ถ้าช่วยได้ก็จะเร็วขึ้น แต่ถ้าทำไม่ได้ก็เป็นภาระของพรรคการเมือง

ชทพ.ห่วงแก้ทำไม่ทัน 90 วัน

นายนิกรกล่าวว่า กฎหมายว่าด้วยพรรค การเมืองกำหนดให้พรรคต้องแจ้งการมีอยู่ และการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคภายใน 90 วัน แม้จะไม่เกี่ยวกับการปลดล็อกให้พรรคทำกิจกรรม แต่พรรคไม่สามารถตรวจสอบการมีอยู่จริงของสมาชิกภาพในปัจจุบันได้ ถ้าไม่ทำให้เสร็จภายใน 90 วัน จะมีผลต่อสมาชิกภาพของพรรคการเมือง อยากให้ กกต.ช่วยประสานงานสำนักทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พรรคการเมือง แต่กังวลว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย ส่วนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่าสามารถขอขยายระยะเวลาได้นั้น ส่วนตัวเห็นว่า ก็ยังมีผลกระทบต่อการส่งผู้สมัคร เพราะไม่สามารถขอขยายระยะเวลาในรัฐธรรมนูญได้

30 พ.ย. สนช.ถก ก.ม.ส.ส.–ส.ว.

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงว่า การประชุม สนช.ในวันที่ 23 พ.ย. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่ต้องออกให้สอดคล้องตามที่รัฐธรรมนูญปี 60 กำหนด จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 2.ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 3.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ส่วนวันที่ 30 พ.ย. ที่ประชุม สนช.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ได้แก่ 1 ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. 2.ร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.

กก.สรรหา กกต.เริ่มวางกรอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม เพื่อวางหลักเกณฑ์ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้มีความหลากหลายของประสบการณ์แต่ละด้าน ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กกต. พบว่าไม่มีผู้ลงสมัครจากสาขาผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่าไม่เทียบเชิญบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ลงสมัครเข้ารับการสรรหาตามมาตรา 12 ที่เปิดช่องไว้ให้ด้วย และจะประชุมนัดต่อไปในวันที่ 4 ธ.ค.นี้

“บิ๊กป้อม ”สั่งแก้ข่าวใส่ร้าย รบ.–คสช.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการ ในที่ประชุม ครม. ให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานเชิงรุก เร่งทำงานตามที่นายกฯสั่งการให้เป็นไปตามตารางเวลาที่กำหนด รายงานความคืบหน้า เรื่องไหนคลาด เคลื่อนต้องชี้แจงให้สังคมได้รับรู้ เพราะปัจจุบันพบสถานการณ์เข้าสู่โหมดการเมือง เห็นได้จากปรากฏการณ์หลายเรื่อง มีการใส่ร้าย บิดเบือน การปล่อย ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ พยายามลดความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่างๆ บางเรื่องมีมูล บางเรื่องก็ไม่มีมูล เมื่อถามว่า ถือว่าเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับคำถามข้อที่ 6 ของนายกฯ หรือไม่ ที่พบว่าขณะนี้มีการบิดเบือน โจมตีรัฐบาล คสช.มากผิดปกติ พล.ท.สรรเสริญตอบว่า มองว่าสอดคล้องกันแบบนั้นได้

ขีดเส้นผลสอบผู้ว่าการ กยท.7 วัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีเกษตรกรชาวสวนยาง 3 กลุ่มเดินทางมายื่นข้อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ว่า ได้รวบรวมข้อเสนอทั้งหมดให้ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รับทราบแล้ว และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่เกษตรกรเสนอมาแล้ว โดยให้รายงานกลับมาภายใน 7 วัน ส่วนข้อเรียกร้องให้ปลดนายธีธัช สุขสะอาด ออกจากผู้ว่าการ กยท.นั้น ได้ให้ประธานบอร์ด กยท.ตั้งคณะกรรมการสอบ ว่านายธีธัชได้กระทำผิดเงื่อนไขหรือนโยบายรัฐบาลเรื่องยางหรือไม่ หรือมีการทุจริตเรื่องปุ๋ยหรือไม่ตามที่เกษตรกรเรียกร้องมา ส่วนที่นายธีธัชออกมาชี้แจงว่าได้ทำทุกอย่างถูกต้องแล้วนั้น เป็นเรื่องของเขา แต่เอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรชี้แจงต้องมาถึงตนภายใน 7 วัน เมื่อถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีการโยง มาถึงตัว รมว.เกษตรฯด้วย พล.อ.ฉัตรชัยตอบว่า ไม่เป็นไร

“อภิสิทธิ์” บี้รัฐบาลทบทวนพฤติกรรม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีทหารรวบตัวแกนนำชาวสวนยางภาคใต้ที่เตรียมยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า มั่นใจว่าเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่มีเจตนาสร้างความวุ่นวาย ปัญหายางพาราไม่ใช่แค่ปัญหาของคนใต้ ภาคอีสานก็มีเสียงบ่นเรื่องนี้ รัฐบาลควรแลกเปลี่ยนปัญหา ไม่ควรทำให้เกิดการกระทบกระทั่งจนเกิดความรู้สึกไม่ดีระหว่างกัน ตนเป็นห่วงภาครัฐที่รวบตัวแกนนำเกษตรกรสวนยาง แต่กลับต้อนรับเกษตรกรชาวนาที่ไปให้กำลังใจ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ที่หน้ากระทรวง อยากให้รัฐบาลทบทวนพฤติกรรม ทำตัวให้เป็นแบบ อย่าง ต้องมีคำตอบว่าจะแก้ปัญหายางพาราอย่างไร

“มจพ.–มหาลัยจีน” ร่วมพัฒนาวิศวกร

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างนายสุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ.กับ นายเฉิน ชุนหยาง รองอธิการบดี Central South University สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมกันพัฒนาการผลิตกำลังคนระดับช่างเทคนิค นักเทคโนโลยีและวิศวกร ป้อนอุตสาหกรรมระบบรางและการซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูงของทั้ง 2 ประเทศ โดยนายพินิจกล่าวว่า Central South เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ผลิตกำลังคนระดับช่างเทคนิค ป้อนอุตสาหกรรมระบบรางและการซ่อมบำรุงของประเทศจีน เมื่อประเทศจีนคิดจะลงทุนสร้างและพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย จึงเลือกทำความร่วมมือกับ มจพ. ที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำผลิตช่างเทคนิคที่มีความพร้อม ความร่วมมือนี้เป็นประโยชน์แก่ไทย ภูมิภาคอาเซียนและตอบสนองสถานการณ์โลกยุคใหม่ ด้านนายสุชาติกล่าวว่า ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรใช้ในการเรียนประมาณ 3 เดือน และจะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกภายในปีการศึกษา 61 ผลิตนักออกแบบหรือวิศวกร หลักสูตรละ 90 คนก่อน สำหรับการเรียนการสอนจะเป็นระบบสหกิจศึกษา ที่เรียนทั้งใน มจพ. และที่ประเทศจีน เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ double degree หรือปริญญาจาก 2 มหาวิทยาลัย

นายกฯร่วมถกยกระดับ ศก.อาเซียน+3

สำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 31 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย. ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. เวลา 09.00 น. (เวลา ท้องถิ่นเร็วกว่าไทย 1 ชม.) พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ครั้งที่ 20 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลา โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถ้อย แถลงในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า พร้อมสนับสนุนการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมระหว่างประเทศอาเซียนบวกสามในอีก 20 ปีข้างหน้า หวังที่จะให้อาเซียนบวกสามร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อยอดความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งดำเนินการตามแผนงานอย่างเต็มที่ เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างพื้นฐานที่จะยกระดับอาเซียนบวกสามให้เป็นประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีความเข้มแข็งและความร่วมมือในด้านต่างๆ ภายใต้กรอบอาเซียนบวกสาม ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกสามารถรักษาสถานะและพลวัตด้านเศรษฐกิจ ให้ยั่งยืนต่อไป

ชวนผู้นำแคนาดาเยือนไทย

จากนั้นเวลา 10.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ร่วมการประชุมสุดยอดเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ อาเซียน-แคนาดา โดยมีนายจัสติน พีเอร์ เจมส์ ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เข้าร่วมประชุม โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวชื่นชมนายกฯแคนาดาที่แต่งตั้งเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตาคนแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ระหว่างพูดคุยส่วนตัว นายกฯแคนาดาเล่าให้ พล.อ.ประยุทธ์ฟังว่า เคยมาเที่ยวประเทศไทยประทับใจในความสวยงามของ ไทย พล.อ.ประยุทธ์จึงมอบหนังสือความสวยงามของชายหาดและทะเลไทยให้เป็นที่ระลึก พร้อมเชิญชวนให้มาเยือนประเทศไทยด้วย

วอนอียูอย่าทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง

ต่อมาเวลา 11.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-สหภาพยุโรป (อียู) โดย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานอาเซียน-อียู ในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา กล่าวข้อเสนอในที่ประชุมโดยให้อาเซียนและอียูร่วมส่งเสริมภูมิภาคนิยมและพหุภาคีนิยมเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ ของมนุษย์ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยึดประชาชนเป็น ศูนย์กลางในทุกนโยบาย ก่อนร่วมหารือช่วงรับประทานอาหารกลางวันระหว่างผู้นำเอเชียตะวันออก-แคนาดาและประธานคณะมนตรียุโรป กระทั่งเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกครั้งที่ 12 มีผู้นำประเทศอาเซียนและผู้นำจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ เข้าร่วมประชุม โดยผู้นำสหรัฐฯขอลาประชุมเนื่องจากมีภารกิจต้องเดินทางกลับสหรัฐฯ โดย พล.อ.ประยุทธ์เรียกร้องให้ร่วมมือกันเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินให้มากขึ้น บริหารจัดการปัญหาด้านความมั่นคงและอาชญากรรมทางไซเบอร์ จากนั้นยังได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEPLeaders’ Meeting) ร่วมกับผู้นำอาเซียน นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ร่วมการประชุมผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) การประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ครั้งที่ 15 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 9 ตามลำดับ