'อภิสิทธิ์' แนะปรับ ครม.ดูงานเป็นหลัก ห่วงท่าทีรัฐแก้ปัญหาราคายาง

"อภิสิทธิ์" แนะเปลี่ยนคนพ่วงนโยบายใหม่ ชี้โพลสะท้อน ปชช.เคว้งคว้าง แนะนายกฯ ปรับ ครม.ดูงานเป็นหลัก ห่วงท่าที รบ. กรณีแก้ปัญหาราคายางตก ตอกถอยหลังสู่การเลือกปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 60 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 5 ว่า หวังว่าจะยึดเรื่องงานเป็นตัวหลัก แต่เป็นห่วงที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ประกาศว่าจะไม่มีการเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจใดๆ ซึ่งตนเห็นว่าต้องกลับไปสำรวจว่า ทำไมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายรอบแล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้ เช่น ล่าสุดกรณีโครงการช็อปช่วยชาติ ก็ตอกย้ำว่าคนที่จนที่สุดไม่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ เพราะไม่มีรายได้พอที่จะหักลดหย่อนภาษี ไม่มีกำลังซื้อ แต่คนที่ได้ประโยชน์ คือ ผู้ที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น หากปรับ ครม.แล้วแนวคิดทางเศรษฐกิจยังเป็นอย่างนี้ คือไม่ดูผลกระทบในเชิงกระจายรายได้ ซึ่งยังไม่นับเรื่องข้าวสาลี จะนำเข้าเนื้อหมูหรือไม่ รวมถึงเรื่องกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวน การปรับ ครม.จึงไม่ใช่แค่เรื่องบุคคล แต่เป็นเรื่องทิศทางการบริหารเศรษฐกิจที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปด้วย ทั้งนี้ ผลสำรวจของโพลหลายสำนักสะท้อนว่า ขณะนี้ประชาชนยิ่งรู้สึกเคว้งคว้าง อยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ คนใหม่ๆ ที่เข้ามา ซึ่งตนสนับสนุนมาโดยตลอดว่า ระบอบประชาธิปไตยต้องมีคนใหม่จึงจะเกิดการแข่งขัน และเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ขณะเดียวกัน ก็ต้องการทีมเศรษฐกิจใหม่ และการปรับปรุงการทำงานเรื่องเศรษฐกิจและสวัสดิการให้ดีขึ้น รวมทั้งมีความกังวลเรื่องการเมืองด้วย

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีทหารรวบตัวแกนนำชาวสวนยางภาคใต้ ที่เตรียมยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ตนมั่นใจว่าเกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อน ไม่มีเจตนาที่จะสร้างความวุ่นวาย แต่เมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่าบางเรื่องรัฐบาลจะพูดก่อนหน้านี้ว่าจะทำก็ไม่เกิดขึ้นจริง เช่น นโยบายที่บอกว่าจะนำยางพาราไปใช้ในโครงการของรัฐก็เกิดน้อยมาก ที่ทำจริงจังกลับกลายเป็นท้องถิ่น เช่น อบจ.ที่ตรัง และสงขลา แต่ที่อื่นไม่ได้ขยับ เพราะถ้าขยับเป็นขบวนก็จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวแต่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง และยังมีการแก้กฎหมายใหม่เปิดโอกาสให้การยางตั้งหน่วยธุรกิจแทรกแซงตลาด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งปัญหาเรื่องยางพาราไม่ใช่แค่ปัญหาของคนใต้ เพราะตนไปภาคอีสานก็ได้รับเสียงบ่นในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน จึงอยากให้รัฐบาลแลกเปลี่ยนปัญหานี้ ไม่ควรทำให้เกิดการกระทบกระทั่งจนเกิดความรู้สึกไม่ดีระหว่างกัน ทั้งนี้ ตนเป็นห่วงภาครัฐที่มีการรวบตัวแกนนำเกษตรกรสวนยาง แต่กลับต้อนรับเกษตรกรชาวนาที่ไปให้กำลังใจ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ที่หน้ากระทรวง เพราะรัฐบาลบอกว่าจะสร้างการเมืองใหม่ จะปฏิรูปการเมืองแต่กลับไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานเดิมที่เคยต่อว่ารัฐบาลในอดีตว่า ไม่ใส่ใจผู้ที่เดือดร้อน แต่พอใครที่เชียร์ก็ให้การต้อนรับ และนำมาใช้ประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการเมืองที่ควรจะเลิกใช้วิธีนี้ได้แล้ว จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนพฤติกรรม และทำตัวให้เป็นแบบอย่าง รวมทั้งต้องมีคำตอบว่าจะแก้ปัญหายางพาราอย่างไร