ตร.บุก พท. เตือน แถลง 4 ปี ล้มเหลวของรบ.อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.

แกนนำเพื่อไทย ย้ำ ไม่รับคำเชิญคสช.หารือกำหนดวันเลือกตั้ง มิ.ย.นี้ ซัด 4 ปีรัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ขณะที่ก่อนหน้า ตร.สน.มักกะสัน บุกเตือน แกนนำ แถลงข่าว อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.

วันที่ 17 พ.ค. แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย พลโทวิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค นายวัฒนา เมืองสุข และนายชัยเกษม นิติสิริ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณี 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล และ คสช. นำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย

โดยก่อนการแถลงข่าว พันตำรวจเอกเทียนชัย คามะปะโส รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และตำรวจ สน.มักกะสัน เข้าขอความร่วมมือให้ยกเลิกการแถลงข่าว เพราะเข้าข่ายขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมือง และหากการแถลงข่าวมีถ้อยคำที่ยุยงปลุกปั่น ก็อาจเข้าข่ายความผิดด้วย ทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทย ต้องปรับเปลี่ยน โดยลดจำนวนคนแถลงเหลือเพียง 3 คน และกันในส่วนของกรรมการบริหารพรรคออกไป เพื่อป้องกันการถูกยุบพรรค และแจกเอกสารข่าวให้สื่อมวลชนแทน

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน นักการเมืองและพรรคการเมืองในการแสดงความเห็นอย่างสุจริต ทั้งที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวมาโดยตลอด แต่ไม่เคยถูกจับกุม เพราะการแถลงข่าว แต่วันนี้ผ่านมา 4 ปี คสช.แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การลิดรอนสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม และการส่งตำรวจมาบอกว่า การแถลงข่าววันนี้ ขัดคำสั่ง คสช.ถือเป็นการประจานไปทั่วโลก ว่า คสช.ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ข้อที่พรรคเพื่อไทย เห็นว่าล้มเหลว


นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ตลอด 4 ปี ของการบริหารงานของรัฐบาล คสช. ทำให้สังคมได้เห็นถึงความล้มเหลวในด้านต่างๆ เช่น การสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่ยิ่งทำยิ่งขัดแย้ง เปลี่ยนจากความขัดแย้งของกลุ่มคนสีต่างๆ เป็นความขัดแย้งระหว่าง คสช.กับ ประชาชน การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ที่สร้างระบบในการเอื้อประโยชน์และปกป้องพวกพ้อง แต่พร้อมเล่นงานฝ่ายตรงข้าม การปกป้องสิทธิมนุษยชน การสร้างประชาธิปไตย แต่สิ่งที่หัวหน้า คสช.ได้ทำให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะในระยะหลัง คือ มุ่งทำลายพรรคการเมือง ใช้ทุกวิธีให้ตัวเองมีความพร้อมในการมีอำนาจต่อหลังการเลือกตั้ง ภายใต้ระบอบที่ประชาชน ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง และไม่มีการตรวจสอบ โดยเฉพาะการป้องกันทุจริต ดังนั้น 4 ปี ที่ผ่านจึงเห็นได้ว่า มีความพยายามสร้างการปกครอง ที่เอื้อต่อการฉ้อฉล และให้มีรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่มีการตรวจสอบ


เช่นเดียวกับ นายชูศักดิ์ ที่เห็นว่า รัฐบาลคสช.ล้มเหลว ในการบริหารงานในทุกด้าน ไม่ว่า จะเป็นการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ที่ไม่เคยเห็นความจริงใจ ตรงกันข้ามสร้างความแตกแยก โดยมี คสช.มาเป็นผู้ขัดแย้งเสียเอง ประกาศคืนประชาธิปไตย แต่ 4 ปี เลื่อนเลือกตั้ง 4 ครั้ง ประกาศปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง แต่กลับได้รัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองที่ถอยหลัง ได้ประกาศที่ทำลายพรรคการเมือง ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ซึ่งเหตุการณ์ก่อนแถลงข่าว ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อะไรเกิดขึ้น ประกาศจะปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกลับลำบากยากแค้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปิดตัวลง จึงเป็น 4 ปี ที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.และนำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย

นายชูศักดิ์ บอกด้วยว่า วันนี้มาพูดในฐานะประชาชน ที่ห่วงใยในความเป็นไปของประเทศ และมากันเพียง 3 คน ไม่ได้มา 3 หมื่นคนเหมือนสนามฟุตบอล ดังนั้นขอให้เปรียบเทียบว่า อะไรที่เข้าข่ายทำกิจกรรมทางการเมืองมากกว่ากัน

นายชูศักดิ์ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย จะไม่เข้าร่วมหารือกับรัฐบาลเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นของ กกต.ที่ต้องดำเนินการ ที่สำคัญรัฐบาล คสช.ถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพราะกำลังตั้งพรรคและเชิญบุคคลต่างๆ เข้าร่วม ดังนั้นการเชิญพรรคการเมืองไปประชุม ยิ่งขาดความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้หากจะให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ก็ควรทำตามที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เรียกร้องให้ คสช.ออกจากอำนาจ

สำหรับเนื้อหาในแถลงการณ์ได้ชี้ให้เห็น 7 เรื่องของความล้มเหลวของรัฐบาลและ คสช. คือไม่สามารถทำตามเหตุผลของการยึดอำนาจได้ โดยประกาศจะปฏิรูปการเมือง แต่กลับมีกฎหมายรัฐธรรมนูญและประกอบรัฐธรรมนูญที่ถอยหลัง ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมพบว่าประชาชนยังยากจน มีความรุนแรงเกิดขึ้น ขณะที่ความปรองดองในประเทศ ที่คสช.สัญญาว่าจะทำให้ได้ภายใน 3 เดือน แต่ผ่านมา 4 ปี กลับไม่คืบ คสช.กลายเป็นผู้ขัดแย้งเสียเอง ส่วนคณะกรรมการเป็นคนในรัฐบาลและทหาร แสดงให้เห็นถึง คสช.ไม่ตั้งใจจะแก้ไขปัญหา ส่วนการปราบปรามทุจริตที่คสช.ยกให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการต่อต้านแต่ก็มีการประชุมมาแล้ว 8 เดือน กลไกที่แก้ไขปัญหาคอร์รัปชันกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลและคสช.ที่จะใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันกลับสร้างระบบป้องกันพวกพ้อง องค์กรตรวจสอบก็มุ่งช่วยเหลือและปกปิดเพราะได้รับการต่อวาระ


ขณะที่ประเด็นประชาธิปไตยภายในประเทศ พรรคเพื่อไทยชี้ว่า ประเทศต้องอยู่ภายใต้ประกาศและคำสั่ง คสช.ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน และแม้จะมีรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ประชาชนยังไม่สามารถใช้สิทธิชุมนุมและแสดงความคิดเห็นได้ตามกฎหมาย นอกจากนี้รัฐธรรมนูญและกติกากฎหมายการเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย โดยมีการวางกลไกเพื่อสืบทอดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ กลั่นแกล้งพรรคการเมืองเก่า มีการรีเซต สิ่งห้ามทำกิจกรรมการเมือง เช่นเดียวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เรียกคนเห็นต่างปรับทัศนคติ


ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งที่ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลจนทำให้เกิดถ้าจะงบประมาณขาดดุลเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลที่ได้กลับตรงข้าม เศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำมาก จนกลายเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับท้ายๆ ของอาเซียน ประชาชนยังยากจนแต่บริษัทเอกชนกลับเติบโต นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีที่เคยระบุว่าจะอยู่ไม่นานแต่กลับอยู่ยาวมาถึง 4 ปี และปฏิเสธว่าตนไม่ใช่นักการเมืองแต่มีการชักชวนนักการเมืองมาร่วมรัฐบาล มีพฤติกรรมเสพติดอำนาจ