‘ป้อม’ แข็งแรงดี เปิดบ้านให้รดน้ำ บิ๊กตู่นำทีมคึกคัก เล่นสงกรานต์สื่อ

นายกฯนำขบวน ครม. ทหาร ตำรวจ รดน้ำ ดำหัวขอพร “บิ๊กป้อม” ท่ามกลางบรรยากาศ คึกคักชื่นมื่น ตักน้ำสาดแหลกทั้งแขก ทั้งสื่อ ชุ่มฉ่ำตามกัน ประสานเสียงยัน “บิ๊กป้อม” แข็งแรงดี “เอกชัย-โชคชัย” โดนรวบก่อนบุกบ้านลุงป้อมทำกิจกรรม ฉุนขึ้น สน.อาละวาดพังคอมพ์ตำรวจ “ประสงค์” เต็งปลัดคลังคนใหม่ พท.ตามจวกโยกย้าย ขรก.ตามอำเภอใจ “ภูมิธรรม” สังหรณ์โรดแม็ปขยับอีก ข้องใจ “มีชัย” รู้สัญญาณล่วงหน้า “มาร์ค” กระตุก คสช.ทบทวนใช้งบ 4 ปีบานทะโร่ ไม่คุ้มค่า อัด ม.44 แทรกแซง กกต.ครอบงำเลือกตั้ง คาใจไม่แฟร์จ่อเอา รมต.นั่งหัวหน้า-เลขาฯพรรค “เสี่ยตือ” จี้ใช้ ม.44 ปลดล็อก-อย่าเอาเปรียบ พร้อมกระตุ้นนักการเมืองปฏิรูปตัวเอง กกต.เดินเครื่องวางแผนทำงานตามโรดแม็ปเลือกตั้ง ก.พ.62

เทศกาลสงกรานต์ปี 2561 ชุ่มฉ่ำคึกคักทั่วประเทศไทยเหมือนเช่นเคย ไม่เว้นแม้กระทั่งแวดวงการเมือง ที่บรรดา ครม. ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตบเท้าเข้ารดน้ำดำหัวขอพรจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และถือโอกาสเข้าเยี่ยมเยียน หลังจากเดินทางไปตรวจสุขภาพที่ต่างประเทศ

ตบเท้ารดน้ำดำหัว “บิ๊กป้อม” คึกคัก

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. เวลา 06.00 น. ที่ลาดพร้าว ซอย 71 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เปิดบ้านพัก ทำบุญเลี้ยงพระเช้าและเปิดโอกาสให้ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ เข้ารดน้ำอวยพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าว เก็บภาพ ภายในบริเวณบ้าน โดยมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 และ สน.โชคชัย และเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) มาดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่ปากซอยลาดพร้าว 71 พร้อมอำนวยความสะดวกการจราจร เนื่องจากมีรถยนต์ส่วนตัวของผู้มาร่วมงานจอดเป็นแนวยาวบนถนนสองฝั่ง

“บิ๊กตู่” ควงภริยานำขบวนอวยพร

เวลา 07.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาพร้อมกับนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เข้ารดน้ำขอพรจาก พล.อ.ประวิตรภายในบ้านพัก ก่อนจะกลับออกมาพบปะและสาดน้ำแขกที่มาร่วมงาน รวมถึงสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอวยพรว่า ขอให้มีความสุขตลอดไป ทำข่าวให้สำเร็จ ลุล่วงไปได้ด้วยดี รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ขอให้ช่วยกันดูแลให้บ้านเมืองปลอดภัย ตนไม่ได้สอบถามอะไรเกี่ยวกับสุขภาพ พล.อ.ประวิตร เพียงแต่ขอให้ท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง

ยืนยัน “บิ๊กป้อม” สุขภาพยังแข็งแรง

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยระบุว่า ยืนยันว่าสุขภาพ พล.อ.ประวิตรแข็งแรงดี ตนให้กำลังใจท่านทุกวันอยู่แล้ว ด้าน พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์มาร่วมพิธีสงฆ์ ก่อนจะรดน้ำอวยพรและรับพรจาก พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประวิตรขอให้ทุกคนมีความสุขในวันปีใหม่ไทย และท่านแข็งแรงดี สดใส แต่ยังไม่ได้คุยเรื่องการทำงานของเหล่าทัพ นอกจากนี้ยังมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.ร.อ.นริส กลิ่นปทุม ผบ.ทร. พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. รวมทั้งนายทหาร ตำรวจ ชั้นผู้ใหญ่ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันนายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ ที่ประกาศจะเดินทางมาร่วมรดน้ำสงกรานต์ พล.อ.ประวิตร ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปควบคุมตัวตั้งแต่หน้าบ้านพักลาดพร้าว ซอย 109 ของช่วงเช้าที่ผ่านมา และนำไปควบคุมตัวที่ สน.หัวหมาก

เด็กเดือดโดนล็อกพังคอมพ์ สน.

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นักกิจกรรมชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.4 ควบคุมตัวมาสอบสวน สืบเนื่องจากวันที่ 15 เม.ย. เวลาประมาณ 11.00 น. นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าจะเดินทางมายังบ้านพักของพล.อ.ประวิตรเพื่อร่วมรดน้ำสงกรานต์ พร้อมทำกิจกรรมอีกหลายอย่าง ทั้งยังเขียนข้อความเชิญชวนหาแนวร่วม เจ้าหน้าที่จึงพูดคุย พร้อมอธิบายว่าวันนี้ไม่สมควรจะเดินทางไปทำกิจกรรมที่บ้าน พล.อ.ประวิตร เนื่องจากมีผู้ใหญ่ไปร่วมรดน้ำดำหัว พล.อ.ประวิตรเนื่องในวันสงกรานต์ และไม่สมควรในการจัดกิจกรรม อย่างไรก็ตามนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ด่าทอเจ้าหน้าที่ และทำลายคอมพิวเตอร์ ข้าวของส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ภายในห้องสอบสวน แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ติดใจเอาความ

รู้ซึ้งแล้ว “บิ๊กป้อม” ซุปเปอร์วีไอพี

ต่อมาเวลา 10.30 น. น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา พร้อมด้วยนายอานนท์ นําภา ทนายความ ได้เดินทางมาถึง กก.สส.บก.น.4 ใช้เวลาพูดคุยประมาณ 30 นาที ก่อนทุกคนจะเดินทางออกมาจากห้อง น.ส.ณัฏฐากล่าวว่า ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของมาเฟียหรือไม่ การทำกิจกรรมต่างๆ เป็นสิทธิที่ประชาชนกระทำได้ และเราไม่อยากให้หายไปจากกระแสข่าว เราไม่ได้ไปคุกคามสิทธิเสรีภาพใดๆ เลย การปกป้องชื่อเสียงนายสำคัญกว่าปกป้องรัฐหรือ

นายเอกชัยกล่าวว่า ยืนยันจะเคลื่อนไหวต่อไป แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทุกครั้งที่ตนโพสต์ข้อความว่าจะไปทำกิจกรรมที่ไหน ก็ไม่เห็นมีตำรวจมาตามถึงบ้าน แต่ครั้งนี้พอบอกจะไปบ้าน พล.อ.ประวิตร กลับมีตำรวจมาดักรอที่บ้านตั้งแต่เช้า จึงคิดว่าเขาสำคัญกว่าทำเนียบรัฐบาลเสียอีก

“ประสงค์” เต็งปลัดคลังคนใหม่

สำหรับกรณีการลาออกของนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง หลังไม่พอใจมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโอนไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จนส่งผลให้ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง และเลขาธิการ สศช. ว่างลงพร้อมกัน 2 ตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุม ครม. วันที่ 17 เม.ย. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เตรียมเสนอนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นปลัดกระทรวง การคลังคนใหม่ และแต่งตั้งนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร มาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรแทน ขณะที่ตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร โยกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มาเป็นอธิบดี กรมศุลกากรแทน โดยนายเอกนิติถือเป็นอีกคนหนึ่งที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าเป็นคนเก่งและอายุน้อย เล็งวางตัวเป็นปลัดกระทรวงการคลังในอนาคต

โยก “ทศพร” นั่งเลขาฯ สศช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนตำแหน่งเลขาธิการ สศช. นั้น นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเสนอชื่อนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เนื่องจากเห็นว่านายทศพรเป็นเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเป็นเลขานุการคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ น่าจะมาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศเร็วขึ้นได้

พท.จวกยับโยกย้ายตามอำเภอใจ

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลาออกของนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง หลังไม่พอใจมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโอนไปดำรงตำแหน่งเลขาฯสภาพัฒน์ว่า กรณีของนายสมชัยไม่ใช่กรณีแรกที่ขัดสายตาคนดู คสช. มีอำนาจเต็มอยู่ในมือแต่ไม่ได้ใช้ตามระบบที่เราเคยเห็นกัน จิ้มไปตรงไหนจะเอาหรือไม่เอาใครก็ได้ แต่เบื้องหลังเราไม่สามารถรู้ได้เพื่ออะไร เพื่อผลประโยชน์ เพื่อคนที่รับใช้ได้มีโอกาสได้รับเลือกมากขึ้น หรือว่าทำอะไรไม่ถูกต้อง ถามว่าทำไมไม่รู้สาเหตุ ไม่กล้าประกาศ เขาไม่แคร์อะไรใคร มีไปแขวนไว้ก็มี สอบเลยก็มี ให้ไปนั่งอยู่ที่สำนักงาน ก.พ.เก่าจนไม่มีที่จะนั่ง งานไม่มีทำจนประเทศเสียหาย คนถูกโยกไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้ ไม่ได้รับการชี้แจงสาเหตุที่แท้จริง รับราชการมาตลอดชีวิตจนถึงตำแหน่งปลัดกระทรวง เขาก็ต้องเฮิรต์ธรรมดา เมื่อวันก่อนเปลี่ยนบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศ (รฟท.) ที่กำลังจะมีโครงการใหญ่ๆ ดูออกว่ามาจากพวกใคร นี่แหละการเมืองที่อยู่ไปแล้วเสพติด

ยกข้อมูลเอดีบีบลัฟ “สมคิด”

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า กรณีธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัว 4% โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พยายามบอกว่าดีสุดๆนั้น ความจริงคือ ธนาคารโลกและเอดีบีบอกชัดเจนว่าการเติบโตที่ 4% นี้ต่ำกว่า อัตราเฉลี่ยที่ธนาคารโลกและเอดีบีทำนายการเจริญเติบโตของโลก เป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในภูมิภาค และแย่ที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดในเอเชียตะวันออก ต่ำกว่าเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา ลาว และที่แย่ที่สุดคือ ธนาคารโลกและเอดีบีไม่เห็นโอกาสที่เศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบันจะทำให้ดีขึ้นได้ นอกจากตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เป็นไปตามที่ตนพูดเสมอ แต่รัฐบาลหาว่าตนให้ข้อมูลบิดเบือน แล้วอย่างนี้ธนาคารโลกและเอดีบีให้ข้อมูลบิดเบือนหรือไม่ วิกฤติกบต้มที่เศรษฐกิจไทยจะเสื่อมลงเรื่อยๆ ตั้งแต่มีรัฐประหาร อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฟังความจริงจากองค์กรสากลระหว่างประเทศ อย่าเชื่อนายสมคิดทั้งหมด อยากให้นายสมคิดชี้แจงเรื่องดังกล่าว อย่าให้ข้อมูลเกินจริง ทำให้ประชาชนสับสน ไม่อยากให้นักการเมืองชื่นชมรัฐบาล เพราะรัฐบาลช่วยซ่อมแซมถนนในพื้นที่ให้เท่านั้น ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศย่ำแย่ หากเลื่อนเลือกตั้งไปอีกเรื่อยๆจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

มั่นใจ ส.ส.ภาคกลางไม่ทิ้งพรรค

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อว่าไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ยังมีความชื่นชมพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.ทุกคนในพื้นที่ยังเหนียวแน่น อยู่กับพรรค ส่วนอดีต ส.ส.ในพื้นที่ภาคกลางทราบว่า มีอยู่เล็กน้อยที่ถูกทาบทามให้ไปอยู่พรรคที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แต่เชื่อว่าพอถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ จะไม่มีใครไปแน่ เพราะไปเท่ากับสอบตกแน่ สิ่งที่น่าห่วงขณะนี้คือจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาถูกยื้อออกไปเรื่อยๆ ถ้า คสช.ประเมินแล้วเห็นว่าคะแนนนิยมยังไม่ดีพอ จะใช้วิธียืดการเลือกตั้งออกไป ส่วนตัวเชื่อว่าบุคลิกของ พล.อ.ประยุทธ์หากจะลงสนาม เป็นนักการเมืองเต็มตัวคงลำบาก เพราะบุคลิกแข็งกร้าว พูดจาแรงเกินไป ชาวบ้านไม่ค่อยชอบ เข้าสภาฯ เมื่อไรเมื่อถูกอภิปรายหนักๆ อาจเส้นเลือดแตกได้ การเป็นนักการเมืองต้องรู้จักลู่ลม ผ่อนหนักผ่อนเบา

“ภูมิธรรม” สังหรณ์โรดแม็ปขยับอีก

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองภายหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ยังอยู่ในช่วงที่สมาชิกเก่าต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกต่อพรรคการเมืองถึงวันที่ 30 เม.ย. ตามที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นช่วงที่ชี้ให้เห็นว่าใครจะอยู่หรือไป เป็นช่วงการรีเซ็ตสมาชิกชั้นต้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหนังสือแจ้งมาที่ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ร้องให้ทำคำร้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยก่อนวันที่ 25 เม.ย. กรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นร้องว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ พรรคจะนำความเห็นที่เคยยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินก่อนหน้านี้มาเป็นกรอบ ฝ่ายกฎหมายกำลังดำเนินการ ผลจะเป็นอย่างไรคงไม่ก้าวล่วง แต่คาดว่าคำตัดสินจะมีผลกับการเลือกตั้งตามโรดแม็ปแน่นอน

ข้องใจ “มีชัย” รู้สัญญาณล่วงหน้า

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ส่วนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแม็ปแน่นอน ยกเว้นจะมีอุกกาบาตตกในประเทศทำให้คนไม่อยากเลือกตั้งนั้น งานนี้อาจมีเหตุอื่นแทนอุกกาบาตที่ทำให้การเลือกตั้งต้องขยับออกไปอีกก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมาเริ่มกันใหม่หมด นายมีชัยรู้อะไรมาหรือ ที่ผ่านมามีการใช้อภินิหารช่องโหว่ทางกฎหมายมาแล้ว รัฐธรรมนูญที่เขียนไม่ชัดเจนจนเกิดปัญหานั้น อาจทำให้ถูกพิจารณาได้อย่างน่าสงสัยว่ามีอะไร นายมีชัยย่อมรู้ อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด เหมาะสมหรือไม่

“มาร์ค” กระตุก คสช.ทบทวนใช้งบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ว่า อยากให้ประเมินการถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกอย่าง แล้วดูความคุ้มค่า เพราะข้อสังเกตที่ได้มาตลอดสามถึงสี่ปีที่ผ่านมาคือ หลายโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่ตั้งใจ จำกัดอยู่กับคนบางกลุ่มมากกว่าจะทำให้คนทั่วไปมีรายได้ที่ดีขึ้น เมื่อเทียบงบประมาณที่ลงไปกับความคุ้มค่าที่ได้รับ มีผลได้น้อย จึงอยากให้ปรับวิธีคิดว่าทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งจะยั่งยืนและเป็นผลดีต่อภาวะการเงินการคลังด้วย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ตั้งใจให้เกิดปัญหา แต่มองสภาวะเศรษฐกิจไม่ตรงกับความจริงที่เปลี่ยนไปมากกว่า

ม.44 แทรกแซง กกต.วนสู่ปัญหาเดิม

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับการเมืองในประเทศไทย ต้องยึดระบบตรวจสอบถ่วงดุลให้เกิดความพอดี ตอนนี้มาตรา 44 ใหญ่กว่าทุกอย่าง ซึ่งความจริงศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ทำให้เราเริ่มสูญเสียระบบถ่วงดุลจริงหรือไม่ เวลามีพี่ใหญ่ใช้อำนาจเหนือทุกอย่าง บางเรื่องก็ถูกใจ ตนก็ยอมรับว่าบางทีก็สะใจ มันง่าย รวดเร็ว แต่บางกรณีสังคมก็ต้องอดทน ตนคิดว่าระบบที่มีการถ่วงดุลอาจจะช้าไม่สะใจเสมอไป แต่จะเป็นหลักประกันที่ดีกว่า สำหรับการใช้มาตรา 44 กับ กกต.นั้น การใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซงทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม เป็นปัญหาที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการซื้อเสียง เดิมทีเหตุผลที่มี กกต. ขึ้นมา เพราะรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อมี กกต.ที่เขาว่าเป็นอิสระ แล้วยังเปิดโอกาสให้คนใช้อำนาจบริหารเข้าไปแทรกแซงชี้นำได้ สุดท้ายก็กลับไปสู่ปัญหาเดิม จะกลายเป็นปัญหาความไม่ชอบธรรมของระบบประชาธิปไตย

คาใจเอา รมต. นั่งหัวหน้า-เลขาฯ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนหากจะลงเล่นการเมือง ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติต้องลาออก 90 วัน หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งหัวหน้า คสช. ลง ส.ส.ไม่ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯ แต่หากเจ้าตัวยินยอมคงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายบริหารมาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จึงทำให้รู้สึกว่าการตั้งพรรคโดยเอารัฐมนตรีมาเป็นหัวหน้า เลขาธิการพรรค เป็นรูปแบบที่แปลก เอาคนมีอำนาจในกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม มาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

ข้องใจงบ 7 ล้านทำสติกเกอร์

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลทำออฟฟิเชียลไลน์ขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงาน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร และมีคนติดตามแค่ไหน เพราะการใช้งบประมาณ 7 ล้านบาท ทำสติกเกอร์ ใครอยากได้ก็เข้าไปโหลดฟรี โดยสามารถส่งข้อความได้ แต่เป้าหมายคืออะไร และไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลเคยทำแบบนี้ เรื่องค่านิยม 12 ประการ เคยมีสติกเกอร์ชุดหนึ่ง จึงไม่รู้ว่าการทำอย่างนี้คุ้มค่าแค่ไหน เพราะเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน ซึ่งจะมาบอกว่างบประมาณ 7 ล้านบาทเล็กน้อยแต่ก็เป็นเงินภาษีประชาชน

ท้าล้วงกระเป๋า ปชช.ดูมีเงินไหม

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุการทำงานของรัฐบาลและ คสช. 4 ปี แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลวซึ่งใช้งบประมาณไปเกือบล้านล้านบาท ว่าเป็นแง่มุมของอดีตนายกฯที่เคยบริหารประเทศ มองถึงประสิทธิภาพที่ออกมาไม่เหมาะกับงบประมาณ ซึ่งคนที่น่าจะตอบได้ดีคือประชาชน การพูดของนายอภิสิทธิ์รัฐบาลควรรับฟังไว้ และถ้าจะดีเมื่อครบ 4 ปีรัฐบาลควรแถลงผลงานว่า 4 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบผลการทำงานเป็นอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด ไปล้วงกระเป๋าประชาชนดูมีเงินเท่าไหร่ ตอนนี้แม่ค้าตามตลาดหรือชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การค้าระดับล่างซบเซา เงินไม่สะพัด

จี้ “บิ๊กตู่” ปลดล็อก-อย่าเอาเปรียบ

เมื่อถามว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.มั่นใจเลือกตั้งตามโรดแม็ป เว้นแต่มีอุกกาบาตตกใส่ประเทศไทย นายสมศักดิ์ตอบว่า นายมีชัยเป็นคนวางกติกาย่อมเห็นทุกอย่างเป็นไปตามที่วางไว้ แต่อย่าลืมว่าพรรคการเมืองยังทำอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่ปลดล็อกและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส.ล้วนแต่ใช้เวลาดำเนินการ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาก็ยังไม่รู้ว่าผลจะออกหัวออกก้อย ส่วนที่ คสช.จะเชิญพรรคการเมืองมาคุยนั้น ตนอยากถามว่าคุยเรื่องอะไร วันนี้พรรคการเมืองต้องการคือปลดล็อก รัฐธรรมนูญใช้มา 1 ปีเศษแล้ว แทนที่บ้านเมืองจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยยังทำไม่ได้เลย และช่วงที่ยังไม่ปลดล็อกแต่รัฐบาลกลับลงพื้นที่ ซึ่งในทางการเมืองเขามองออกว่าต้องการอะไร รัฐบาลก็รู้แก่ใจ ดังนั้น ควรใช้มาตรา 44 ปลดล็อกเพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกมองว่าเอาเปรียบ

กระตุ้นนักการเมืองปฏิรูปตัวเอง

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะตั้งพรรคการเมือง นายสมศักดิ์ตอบว่า ต้องรอให้ชัดเจนก่อน เพียงแต่เวลานี้มีนักการเมืองเข้าไปพบนายสมคิดในทำเนียบรัฐบาล การแสดงออกบางท่าทีย่อมทำให้อดคิดไม่ได้ และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์พูดเสมอว่ายังไม่รู้จะลงเลือกตั้งหรือเปล่า เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำมีอะไรแอบแฝง อาจไม่ตรงกับสิ่งที่เราคิดก็ได้ อย่าไปมองโลกแง่ไม่ดี แต่ถ้าเป็นไปอย่างนั้นจริงจะเกิดตราบาปรัฐบาลเองเพราะประชาชนไม่ได้กินแกลบ ส่วนการดูดตัว ส.ส.วันนี้ยังไม่รู้ คสช. รัฐบาล หรือนายทุนที่จะเล่นการเมือง นายกฯบอกจะไม่ตั้งพรรคจะไปว่าเขาไม่ได้ เรื่องแบบนี้ต้องเกิดจากทั้ง 2 ฝ่าย ถ้านักการเมืองไม่มีสำนึก ไม่อยากก้าวพ้นการถูกดูถูกดูแคลน ไม่ยอมปฏิรูปตัวเอง ยอมอยู่ใต้อาณัติของอำนาจนอกเหนือระบบ ท้ายที่สุดประชาชนรู้ จะถูกลงโทษในสนามการเมือง

กกต.เดินเครื่องตามโรดแม็ป ก.พ.62

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต.รักษาการเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงข้อห่วงใยเกี่ยวกับการยืนยันสถานะสมาชิกพรรคภายใน 30 วัน ว่า เรื่องนี้ กกต.ได้ประสาน คสช.ไปแล้วถึงข้อห่วงใยต่างๆ ของพรรคการเมือง และทราบว่า คสช.จะมีการแก้ไขคำสั่ง 53/2560 อีกทั้งเรื่องคำสั่งดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องการประชุมของพรรคการเมืองนั้นยังเกี่ยวโยงกับความมั่นคง การชุมนุม คสช.คงยังไม่อนุญาต ส่วนกลุ่มการเมืองที่ขอจดแจ้งตั้งพรรคก็ได้ทยอยส่งคำขอประชุมพรรคไปยัง คสช.แล้ว เพียงแต่ต้องรอการอนุญาต นอกจากนี้กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาตีความ สำนักงาน กกต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ระหว่างนี้จึงมีการเตรียมร่างประกาศและระเบียบต่างๆควบคู่กับการรอกฎหมายออกมา เมื่อกฎหมายออกมาครบทั้ง 4 ฉบับทุกอย่างก็จะสมบูรณ์ เริ่มนับหนึ่งของการเลือกตั้งได้ทันที ทั้งนี้ การทำงานของสำนักงาน กกต.ยังยึดตามโรดแม็ปของรัฐบาลและ คสช.ที่จะให้มีการเลือกตั้งช่วงเดือน ก.พ.62 ส่วน กกต.ใหม่ทั้ง 7 คน ถ้าเลือกตั้ง ก.พ.62 คาดว่าจะมาทัน และถ้ามาแล้วก็ต้องเรียนรู้ให้ไว เราจะอธิบายในเรื่องกฎหมาย วิธีการเลือกตั้งให้ท่านเข้าใจโดยใช้เวลา 1-2 เดือน น่าจะเพียงพอ ซึ่งถ้ามองภาพรวมไม่ยาก หากมีการเลือกตั้ง มีการร้องเรียน ก็จะบังคับใช้กฎหมายทั่วไป ไม่น่ามีปัญหา จุดยากยังไม่เห็น ส่วนใหญ่ กกต.จะออกเป็นมติที่เกี่ยวกับบางเรื่องที่มีอำนาจ เท่าที่เห็นรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหาก็เคยทำงานเลือกตั้งมาบ้างก็มี

ชง ครม.เพิ่มโทษขายสลากเกินราคา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 เม.ย.กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2537 โดยสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 11/2558 เรื่องมาตรการแก้ไข ปัญหาที่เกิดการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล อาทิ แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดลงโทษสำหรับความผิดในกรณีการขายสลากเกินราคา จากเดิมระวางโทษปรับไม่เกิน 2 พันบาท เป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกำหนดเพิ่มเติมความผิดในกรณีการขายสลากในสถานศึกษาไม่ว่าจะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดขายสลากแก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามสำนักงบประมาณแผ่นดินมีความเห็นการกำหนดโทษเกินราคา อาจมิใช่การป้องปรามหรือแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแท้จริง กองสลากควรกำหนดมาตรการ แก้ไขปัญหาที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรมควบคู่การบังคับใช้กฎหมายด้วย

ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเงินกองทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากคำสั่งหัวหน้า คสช. กำหนดให้มีกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม กำหนดไว้ร้อยละ 3 นั้น จะยังคงมีกองทุนดังกล่าว แต่ปรับลดแบ่งเหลือเพียงร้อยละ 1 ส่วนที่กำหนดให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เป็นรายได้แผ่นดิน และไม่เกินร้อยละ 17 เป็นค่าใช้จ่ายในการ บริหารงาน ซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากด้วยนั้น ปรับเปลี่ยนเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 22 เป็นรายได้แผ่นดิน แต่คงไม่เกินร้อยละ 17 เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากด้วย ส่วนที่กำหนดร้อยละ 60 เป็นเงินรางวัล ไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมกำหนดด้วยว่าให้เงินกองทุนมีจำนวนเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท หากเกินกว่านั้นให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน แต่เงินกองทุนต้องนำไปใช้ไม่ซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานหรือกองทุนหมุนเวียนอื่นที่จัดตั้งไว้แล้ว ขณะเดียวกันยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมกำหนดจำนวนและรูปแบบของสลาก กำหนดวาระดำรงตำแหน่งและพ้นตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง

สธ.ชงตั้ง “สถาบันพระบรมราชชนก”

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การประชุม ครม.วันที่ 17 เม.ย. กระทรวงสาธารณสุขจะนำเสนอ ครม.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สถาบันพระบรมราชชนก เพื่อจัด ตั้งสถาบันพระบรมราชชนก เป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางของรัฐ ระดับปริญญาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ สืบเนื่องจากปี พ.ศ.2536 กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งสถาบันพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขขึ้น เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันพระ บรมราชชนก” ศึกษาด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข และสหเวชศาสตร์ มุ่งเน้นผลิตและพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของกระทรวงสาธารณสุข ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ ทำการสอน วิจัย ฝึกอบรม และให้บริการทางวิชาการแก่สังคม โดยกำหนดให้วิทยาลัยแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี วิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีทุกแห่ง วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี วิทยาลัยศรีมหาสารคาม และวิทยาลัยเทคโนโลยีทางแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก เป็นส่วนราชการของสถาบันพระบรมราชชนก

นายกฯนำขบวน ครม. ทหาร ตำรวจ รดน้ำ ดำหัวขอพร “บิ๊กป้อม” ท่ามกลางบรรยากาศ คึกคักชื่นมื่น ตักน้ำสาดแหลกทั้งแขก ทั้งสื่อ ชุ่มฉ่ำตามกัน ประสานเสียงยัน “บิ๊กป้อม” แข็งแรงดี... 17 เม.ย. 2561 01:15 ไทยรัฐ