‘มาร์ค’ ขอยอมโง่ ไร้พรรคสํารอง

“อภิสิทธิ์” ย้ำชัด ไม่คิดทำพรรคสำรอง พรรคอะไหล่ให้ใคร ลั่นยอมถูกมองโง่ แต่ซื่อตรง ดีกว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนกลโกง “ชุมพล” เตือนบรรดากองเชียร์อย่าออฟไซด์ “ธนา” แย้มหัวดูดจ่อสูบคน ปชป.อีก “มิ่งขวัญ” ปัดซบพลังประชารัฐ สวนทางข่าววิ่งเข้าหาขั้วอำนาจ “จตุพร” ชี้เพื่อชาติคืออีกทางเลือก “เทือก” ซัดอนาคตใหม่บิดเบือนปมเงินบริจาค พลิ้วไม่ใช่พวก-ไม่ใช่ลูกน้อง คสช. “ปิยบุตร” จี้ กกต.เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วมได้เต็มที่ “โอ๊ค” ทำใจดีสู้เสือ ไม่หนีขออยู่พิสูจน์บริสุทธิ์ แซะเลือกปฏิบัติกับคดีการเมือง “เชิดชัย” ลั่นขอเอาคืนหลังเลือกตั้ง สภาใหม่พร้อมใช้งาน พ.ค.62 เลขา กกต.โต้ไม่ใช่เครื่องมือยุบพรรคใคร “บิ๊กตู่” ร่วมเวทีผู้นำอาเซียนฯ ไม่หวั่นแผ่นดินไหวเขย่าบาหลี

คอการเมืองจับตามองการตั้งพรรคสำรอง พรรคสาขา ตามยุทธศาสตร์ไล่เก็บคะแนนตกหล่นของบางขั้วการเมือง ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงตอกย้ำไม่มีแนวคิดดังกล่าวในหัวสมอง พร้อมยอมถูกมองเป็นคนโง่แต่ซื่อตรง ดีกว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนกลโกง

“อภิสิทธิ์” ย้ำไม่ทำพรรคสำรอง

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตั้งพรรคสำรองเพื่อฮั้วทางการเมือง ว่าบางพรรคเหมือนกังวลจะถูกยุบพรรค จึงต้องสำรองเอาไว้ แต่ถูกวิจารณ์ว่าทำไมต้องกลัวถูกยุบพรรค มีคนพยายามวิเคราะห์ระบบเลือกตั้งใหม่ว่าทุกคะแนนเสียงจะถูกนำไปคำนวณเป็นจำนวน ส.ส. ดังนั้นการแยกกันอาจเป็นวิธีที่ทำให้ได้คะแนนเสียงมากกว่าเดิม แล้วค่อยรวมกันทีหลัง อาจมีปัญหาน้อยกว่า ถ้าได้คะแนนมากไปกองไว้ที่เดียว แม้ได้ ส.ส.เขตมาก อาจได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยลงหรือไม่ได้ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์พูดเสมอว่าเราไม่เคยมีแนวคิดทำพรรคสาขา หรือพรรคอะไหล่ให้ใคร เราทำการเมืองตรงไปตรงมา เป็นการบอกตัวตนของประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะสนับสนุนเราหรือไม่ เราไม่ต้องหลอกไม่หลบว่ามีหลายแบรนด์หลายพรรค ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นกลุ่มเดียวกัน อย่างนั้นเราไม่ทำ

ยอมโง่แต่ซื่อตรงดีกว่าซ่อนกลโกง

เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำหลายแบรนด์อาจถูกโดดเดี่ยวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่เป็นปัญหา เพราะประชาธิปัตย์คิดว่าความถูกต้องตรงไปตรงมาสำคัญกว่า หวังว่าประชาชนจะเห็นคุณค่าตรงนี้ ถ้าจะทำการเมืองเพื่อหวังแค่มีอำนาจ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าคุณจะเอาอำนาจไปทำอะไร แค่อยากเป็นรัฐบาล คุณแค่อยากมีตำแหน่ง ตนคิดว่าถ้าประชาธิปัตย์เป็นอย่างนี้คงไม่อยู่มาถึงวันนี้ เพราะประชาธิปัตย์เชื่อว่าการจะไปเป็นรัฐบาล ต้องสามารถผลักดันแนวคิดอุดมการณ์ของเราได้ ถ้าไปเป็นเพื่อเหตุผลอื่น ก็ไม่ควรจะไปเป็น “ส่วนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านก็ต้องทำได้ แม้ผมจะไม่ได้ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ผมก็ไม่ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นรัฐบาลโดยละทิ้งอุดมการณ์พรรค หรือโดยไม่สนใจว่าไปเป็นรัฐบาลแล้วทำให้ประชาชนอย่างที่เราพูดไว้ได้จริงหรือไม่ มีคนบอกว่าประชาธิปัตย์ไม่ฉลาด ไม่รู้จักพลิกแพลงเพราะไม่ทำพรรคสาขา เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดทางการเมือง ผมยอมโง่แต่ซื่อตรง ดีกว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนกลโกง หมดเวลาสำหรับการเมืองฉ้อฉลแล้ว”

เตือนกองเชียร์อย่าออฟไซด์

นายชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี ในฐานะประธาน กกต.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงหลังการประชุมว่า ในวันที่ 12 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมเรื่องระบบไอทีที่จะใช้ในการหยั่งเสียง โดยให้ตัวแทนผู้สมัคร 3 ฝ่ายเข้าร่วม เพื่อกำหนดรูปแบบให้สมาชิกใช้สิทธิได้ทั่วถึง รวมถึงการจัดดีเบตโชว์วิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง 3 คน ในวันที่ 26 ต.ค. ว่าจะนำพาพรรคไปทิศทางใด ทำงานกับประชาชนอย่างไร คาดว่าค่าใช้จ่ายในการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้อาจใช้เงินประมาณ 4-5 ล้านบาท ส่วนเรื่องที่กังวลคือการจัดหน่วยออกเสียง เดิมกำหนดให้มีหนึ่งหน่วยต่อหนึ่งจังหวัด ที่ประชุมเห็นว่าอาจเพิ่มหน่วยในบางจังหวัดที่มีสมาชิกจำนวนมาก ในฐานะประธาน กกต.พรรค ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีลำเอียงไปข้างหนึ่งข้างใด แต่อาจมีใบเหลืองให้กองเชียร์เพื่อเตือนว่าขอให้เชียร์ทำบนพื้นฐานความสามัคคี อย่าใส่ร้ายกัน เพราะทุกคนทำงานเพื่อพรรค

“ธนา” แย้มหัวดูดสูบคน ปชป.อีก

นายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีอดีต ส.ก. 4 คน ยื่นใบ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นายแมน เจริญวรรณ นางกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา และนางกนกนุช นาคสุวรรณภา ว่า เป็นความสมัครใจของแต่ละคนในการเลือกทางเดินของตัวเอง เป็นช่องทางที่แต่ละคนตัดสินใจได้ ขณะนี้ 4 พื้นที่ดังกล่าวมีผู้สมัครเข้ามาใหม่แล้ว เรายืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นหลักในการทำงานให้กับคน กทม. แต่ยอมรับว่ามีผลกระทบกับฐานเสียงของพรรคบ้าง แต่เชื่อในวิจารณญาณของประชาชน เพราะใน กทม. พรรคมีตัวแทนทุกระดับที่จะประสานทำงานให้ประชาชน เท่าที่ทราบยังมีความพยายามดึงตัวทั้งอดีต ส.ส. อดีต ส.ก.เพิ่มเติม ดังนั้น ถ้าต้องการทำงานมั่นคงประชาธิปัตย์ตอบโจทย์ได้ อย่าหวั่นไหว

“เจิมมาศ” มั่นใจรักษาฐานเสียงได้

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทราบว่านางกรกนิษฐ์ลาออกไปเพราะสามีไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ส่วนตัวไม่กังวล เพราะทำงานให้ประชาชนมาต่อเนื่อง คิดว่าไม่มีผลกระทบในพื้นที่เขตพระนครที่ตนดูแลอยู่ แต่อาจกระทบคะแนนที่จะไปเป็นบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใหม่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากระบบสัดส่วนผสมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

“มิ่งขวัญ” ปัดซบพลังประชารัฐ

ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกระแสข่าวเตรียมเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ว่าข่าวที่ออกมาเพราะนักข่าวไปถามนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขอยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปพบว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยเข้าไปหาผู้ใหญ่พูดคุยอะไรเพื่อขอเข้าไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ และไม่เคยคิดจะเข้าไปอยู่พรรคนี้ แต่ถ้ามีโอกาสจะกลับมาทำงานให้กับประเทศชาติแน่นอน เพราะสิ่งที่เป็นห่วงคือเรื่องปากท้องประชาชน ส่วนจะอยู่พรรคไหนขอเวลาตัดสินใจ ยังมีเวลา และถึงเวลาจะพูดด้วยตัวเอง ขณะนี้มีหลายพรรคมาทาบทาม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการเปิดแถลงข่าวปฏิเสธที่จะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐของนายมิ่งขวัญ ทำให้บรรดาแกนนำพรรคพลังประชารัฐรู้สึกงงๆ เพราะไม่เคยมีใครติดต่อทาบทามแต่อย่างใด แต่มีกระแสข่าวอีกด้านว่านายมิ่งขวัญเป็นคนติดต่อขอมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐเอง

“จตุพร” ชี้เพื่อชาติคือทางเลือก

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ในฐานะผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่าการตั้งพรรคการเมืองหากไม่ผิดกติกาสามารถทำได้นั้น ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ พล.อ.ประยุทธ์เปิดกว้างทางการเมือง ส่วนที่บอกให้ติดตามว่าสิ่งที่พูดออกมาทำได้หรือไม่นั้นคงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป ตนเมื่อไม่มีสิทธิทางการเมืองจึงเป็นได้แค่กองเชียร์ เมื่อเห็นว่าพรรคเพื่อชาติเปิดกว้างให้ผู้มีจิตใจรักประชาธิปไตยทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม เอาหัวใจประชาธิปไตยมาเป็นตัวตั้ง ก็เป็นหนทางที่ดีที่จะทำให้ประเทศพ้นวิกฤติความขัดแย้งที่มีมานาน ต้องยอมรับว่าหากยังมีความขัดแย้งกันอยู่ ประเทศเดินหน้าไม่ได้ เราจึงต้องหาแนวทางเดินหน้าประเทศไปสู่ความสงบ เพราะเราล้มเหลวอยู่ในวังวนความขัดแย้งไม่ได้อีกแล้ว พรรคเพื่อชาติจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะพาประเทศออกจากวังวนความขัดแย้ง

ไม่เคยคิดร่วมตั้งพรรคกับ “สนธิ”

เมื่อถามว่า สังคมยังสับสนว่านายจตุพรจะจับมือกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ในการตั้งพรรคอยู่ นายจตุพรตอบว่า การเข้ามาสนับสนุนพรรคนี้ไม่เกี่ยวกับการพูดคุยกับนายสนธิ แต่พอนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ระบุถึงความประทับใจ ที่ตนพูดคุยหาทางออกให้ประเทศกับนายสนธิในเรือนจำ ว่าทุกคนต้องเข้ามาร่วมมือกัน จึงมีการตีความกันไปจนเกิดความเข้าใจผิด แต่ที่จริงแล้วนายยงยุทธไม่เคยพูดว่าตนจะตั้งพรรคร่วมกับนายสนธิ เพียงแต่รับทราบและประทับใจแนวทางหาทางออกของประเทศ โดยมีพรรคการเมืองที่เป็นกลางที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้เท่านั้น

“เชิดชัย” ขอยืนคนละมุมกับ “ตู่”

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ความคิดนายจตุพรที่ไปตั้งพรรคเพื่อชาติ กับตนไม่ตรงกัน ความคิดนายจตุพรอาจถูกในแง่หนึ่ง ที่มองว่ารัฐธรรมนูญออกแบบมาให้ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งชนะเด็ดขาด จะได้คะแนนเป็นเบี้ยหัวแตก แต่ตนมองว่าในภาวะบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ มีรัฐประหาร ประชาชนยิ่งต้องตัดสินอย่างเด็ดขาดว่าควรเลือกพรรคใด ถ้าจะเลือกพรรคที่คิดว่าเอาชนะฝ่ายทหารได้ ต้องเลือกให้พรรคที่ยืนฝ่ายประชาธิปไตยชนะอย่างเด็ดขาด จึงมองไม่เหมือนกับนายจตุพร ส่วนคนเสื้อแดงอดีตนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ที่ไปร่วมสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ เราไม่ว่ากัน แม้คะแนนพรรคหลักคือพรรคเพื่อไทยอาจถูกตัดทอนไปบ้าง แต่พรรคเพื่อชาติคงต้องออกแรงมากหน่อย ขอให้กำลังใจ การตั้งพรรคเป็นสิทธิหากยังยืนฝ่ายประชาธิปไตยถือว่าเป็นพันธมิตรกันกลายๆ

พท.ปูดจ่ายหัวละ 200 ทำสมาชิก

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาพบพฤติกรรมของบางพรรค ส่งว่าที่ผู้สมัครและเครือข่ายผู้สนับสนุน ไปเก็บบัตรประชาชนในหลายพื้นที่ อ้างว่าเพื่อมาสมัครสมาชิกพรรคการเมือง โดยพบมากในพื้นที่จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จ.นครราชสีมา มีการจ่ายเงินสนับสนุนหาสมาชิกพรรคหัวละ 200 บาท โดยประชาชนที่ถูกเก็บบัตรประชาชนมาจะได้หัวละ 100 บาท อีก 100 บาทจัดสรรเป็นค่าตอบแทนให้กับเครือข่ายว่าที่ผู้สมัครในพื้นที่ เก็บมากได้มาก เก็บน้อยได้น้อย ไม่แน่ใจว่านี่คือผลสัมฤทธิ์และความก้าวหน้าในการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงพฤติกรรมไปจัดประชุมชาวบ้านร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น อย่างเอิกเกริก จึงขอตั้งคำถามว่าคำสั่งห้ามพรรค การเมืองทำกิจกรรม มีผลบังคับใช้กับทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ คำสั่งคลายล็อก คลายเท่ากัน หรือไม่ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ ทำไมถึงถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ กับฝ่ายตรงข้ามขึงขังเคร่งครัด แต่สั่งให้ ลดราวาศอกเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ กับพวกพ้องตัวเองหรือไม่

“เทือก” ซัดอนาคตใหม่บิดเบือน

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. และผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวชี้แจงหลังถูกพาดพิงว่าพรรค รปช.ขอรับเงินบริจาคจากสมาชิกพรรควันละ 1 บาท เหมือนกับพรรคอนาคตใหม่ ว่า เป็นการบิดเบือนความจริงกรณีนี้ไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ เราแจ้งสมาชิกชัดเจนว่า ให้มาร่วมเป็นเจ้าของพรรคด้วยการจ่ายค่าบำรุงพรรควันละ 1 บาท ปีละ 365 บาท เพราะไม่ต้องการพึ่งพาเงินจากแหล่งอื่นจะได้ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณใคร เป็นคนละเรื่องกับการขอรับบริจาคโดยตรงของพรรคอนาคตใหม่ เงินที่มีในบัญชีคือ เงินของผู้ร่วมก่อตั้งพรรคที่ลงขันคนละ 5 หมื่นบาท มีประมาณ 611 คน และค่าบำรุงพรรครายปี ถือเป็นค่าบำรุงพรรคที่ถูกต้องตามกฎหมาย ยืนยันว่าพรรคปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีเรื่องที่ กกต.จะมาเข้าข้างตามที่ถูกกล่าวหาและบิดเบือน ทำให้สังคมสับสนเข้าใจผิด

ไม่ใช่พวก-ไม่ใช่ลูกน้อง คสช.

เมื่อถามว่ามีบางกลุ่มการเมืองระบุว่าพรรค รปช.เป็นขั้วเดียวกับผู้มีอำนาจ นายสุเทพตอบว่า เราไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับขั้วอำนาจ คสช. อย่าเหมารวมว่าเราเป็นพวกเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือพวกใคร เรายึดแนวทางปฏิรูปประเทศตามแนวทางของประชาชน และไม่ได้อยู่พรรคพลัง–ประชารัฐ ไม่ได้เป็นลูกน้องใคร ต้องถามประชาชนก่อนว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ ส่วนที่มีการร้องเรียน กกต. ว่าตนลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงนั้น การลงพื้นที่ที่ผ่านมาไปในนามประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ไปพูดคุยเรื่องปฏิรูปประเทศ

จี้ กกต.เปิดประชาชนมีส่วนร่วม

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า คำสั่งที่ กกต.อ้างในการไม่ให้พรรคอนาคตใหม่รับบริจาคเงินจากประชาชน คือคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองที่มีอยู่ในเวลานั้นทำกิจกรรมทางการเมือง หลังจากนั้น กกต.มีมติออกมาเองว่าการรับบริจาคถือเป็นกิจกรรมทางการเมือง แต่ กกต.มีมติว่าให้รับบริจาคได้โดยรับเงินได้จากกรรมการบริหารพรรค และกรรมการสาขาเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่า กกต. แม้จะอ้างอิงคำสั่ง คสช. แต่ก็มีอำนาจในการตีความคำสั่งให้เป็นคุณหรือเป็นโทษกับพรรคการเมืองได้ ฉะนั้นพรรคอนาคตใหม่จึงเรียกร้องให้ กกต.มีมติขยายการตีความการรับบริจาคให้มากกว่าเพียงกรรมการบริหาร เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ผ่านการบริจาคเงินได้ จะถือเป็นคุณูปการต่อทุกฝ่าย ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

ภท.ชูลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจ ปชช.

ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคมีแนวนโยบายเบื้องต้น คือการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน หลักการคือการปรับแก้กฎหมาย ให้ประชาชนมีสิทธิทำมาหากินเพิ่มขึ้น ส่วนรายละเอียดต้องรอวันประกาศนโยบายที่ชัดเจน แต่อยู่บนแนวทางของหัวหน้าพรรคคือ ทำได้จริง ทำได้เลย เมื่อถามว่าเวลาหาเสียงมีจำกัด คิดว่าเพียงพอต่อการสื่อสารเนื้อหานโยบายของพรรคหรือไม่ นายทรงศักดิ์ตอบว่า พรรคเตรียมทางแก้ไว้แล้ว เพราะนโยบายของพรรคต้องไม่มีความสลับซับซ้อน พูดแล้วต้องนึกภาพตามได้ทันที และพรรคต้องการใช้สื่อหลายช่องทางที่สุด คิดว่าน่าจะสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้

“ธนกร” ตัดใจทิ้งที่ปรึกษา สนช.

ที่รัฐสภา นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะกำลังจะเดินเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัว เกรงว่าอาจมีคนไม่หวังดีพยายามโยงนายพีระศักดิ์ให้เป็นประเด็นการเมืองไปด้วย ได้พูดคุยและอธิบายให้นายพีระศักดิ์ทราบถึงเหตุผลไปแล้ว สำหรับการเปิดตัวเข้าพรรคพลังประชารัฐของกลุ่มสามมิตร ยังไม่เรียบร้อย ต้องทำโพลคัดเลือกผู้สมัครก่อนอาจทำให้ล่าช้าไปบ้าง แต่คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ต.ค.นี้ เบื้องต้นกำหนดไว้ 70 คน ยืนยันว่าจะไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร เคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างแน่นอน สำหรับตัวนายสุริยะประกาศชัดเจนไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ส่วนนายสมศักดิ์จะอยู่ในฝ่ายบริหาร และนายอนุชา นาคาศัย ลงสมัคร ส.ส.เขต จ.ชัยนาท

“โอ๊ค” ไม่หนีขออยู่พิสูจน์บริสุทธิ์

อีกเรื่อง จากกรณีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 สั่งฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินในคดีกู้เงินกรุงไทย โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัววงเงิน 1 ล้านบาท โดยเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 11 ต.ค. นายพานทองแท้ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “กราบขอบพระคุณเพื่อนพ้อง น้องพี่ทุกท่านที่ให้กำลังใจผมในวันนี้ ทั้งที่เดินทางมาให้กำลังใจด้วยตัวเอง และส่งกำลังใจมาตามช่องทางต่างๆ ผมขอน้อมรับกำลังใจจากทุกท่าน ด้วยความซาบซึ้งใจ ผมยืนยันด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย ในความบริสุทธิ์ของผมว่า ผมไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา และไม่มีเหตุผลอะไรที่คนกู้เงินมาร่วมหมื่นล้าน จะเอาเงินมาฟอกเพียงแค่ 10 ล้าน แถมบุคคลที่ใช้ให้ฟอกเงินคือลูกชายของนายกฯ ณ ขณะนั้นอีกด้วย การเมืองไหมล่ะ การกระทำของผมที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดนี้ เกิดขึ้นมากว่า 14 ปีแล้ว หลายคนแนะนำว่าคดีฟอกเงินมีอายุความ 15 ปี จะหมดอายุความอยู่แล้ว ไหนๆตัวผมก็อยู่ฮ่องกงอยู่แล้วก็อยู่ต่อไปอีกไม่กี่เดือน แล้วค่อยกลับมาตอนคดีหมดอายุความ สบายกว่ากันเยอะเลย แต่ผมก็เลือกที่จะบินกลับมารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อพิสูจน์ว่าตัวผมบริสุทธิ์”

ซัดเลือกปฏิบัติคดีพันการเมือง

นายพานทองแท้ระบุด้วยว่า “เงินกู้จากแบงก์ไม่มีใครทราบว่าเป็นเงินที่ผิดหรอกครับ กว่าศาลจะชี้ว่าเป็นเงินผิด เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นสิบปี มันไม่เหมือนเงินที่ได้จากการปล้น ได้มาจากการค้ามนุษย์ หรือค้ายาบ้ามา แบบนั้นใครๆก็ทราบเลยทันทีว่าเป็นเงินสกปรก ความผิดฐานฟอกเงิน มี 2 องค์ประกอบหลักๆ คือต้องรู้ว่าเป็นเงินผิดกฎหมาย และเจตนาที่จะร่วมกันฟอกเงินครับ ซึ่งกรณีเงินกู้กรุงไทยนี้ มีธุรกรรมจากเงินก้อนเดียวกัน กระทำในลักษณะเดียวกันหลายร้อยราย คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้าน แต่อัยการกลับสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันฟอกเงินแค่ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนในบริษัทที่เป็นผู้กู้ และ 2.กลุ่มที่เกี่ยวพันกับการเมืองเท่านั้น มันแปลกไหมล่ะ”

“เชิดชัย” ขอเอาคืนหลังเลือกตั้ง

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปให้กำลังใจนายพานทองแท้ กล่าวว่า คดีนี้มีผู้ตกอยู่ในข้อกล่าวหา 150 คน แต่เหตุใดจึงฟ้องนายพานทองแท้ กับพวกไม่กี่คน และดูเหมือนว่าคดีนี้มาทำในช่วงใกล้เลือกตั้ง ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ดิสเครดิตพรรคเพื่อไทย รังแกตระกูลชินวัตรหรือไม่ นายพานทองแท้ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เป็นแค่ลูกชายอดีตนายกฯ การเป็นลูกทักษิณนั้นผิดด้วยหรือ เมื่อไปดูเจตนานายพานทองแท้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะร่วมฟอกเงิน หรือร่วมกันโกงแต่อย่างใด และวันข้างหน้าถ้าเลือกตั้งเรียบร้อย ได้เป็น ส.ส. จะขอไปตรวจสอบผู้ตกอยู่ในข้อกล่าวหารายอื่นๆด้วย

สภาใหม่พร้อมใช้งาน พ.ค.62

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ว่า คาดอาคารรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมใช้จัดประชุมได้ภายในเดือน พ.ค.62 และจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดภายในเดือน มิ.ย.62 ส่วนจะทันใช้ในการประชุมครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไปหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ ด้านนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่คืบหน้ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว กำลังตรวจสอบไม้สักที่ใช้ตกแต่งโถงภายในตีตราประทับถูกต้องหรือไม่ โดยภายในวันที่ 31 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่รัฐสภาปัจจุบัน ซึ่งอยู่ระหว่างหาสถานที่จัดประชุมชั่วคราวไปก่อน

เชื่อเฟ้น 2 กกต.ที่เหลือราบรื่น

นายพรเพชรยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คนที่เหลือ ว่า หลังจากคณะกรรมการสรรหา กกต. มีมติเสนอชื่อ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ทนายความ มาแล้วนั้น ที่ประชุม สนช.จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบประวัติทั้ง 2 คน โดยใช้เวลา 45 วันก่อนให้ที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบ คาดว่า การพิจารณาจะเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนกรณีสมาชิกสนช.บางส่วนลาออกไปนั้น มีเพียงจำนวนน้อย ไม่กระทบต่อการทำงาน และยังไม่มีกระแสข่าว สนช.จะลาออกไปเข้ากระบวนการคัดเลือก ส.ว.และส่วนตัวไม่ได้ถูกทาบทาม

แจงขออีก 600 ล. ใช้เลือกตั้ง ส.ส.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กกต.ของบประมาณเพิ่ม 600 ล้านบาทเพื่อนำไปจัดการเลือกตั้ง ส.ว. ว่า คงฟังในที่ประชุม ครม.แล้วเข้าใจอย่างนั้น ความจริงงบฯดังกล่าวไม่ใช่งบฯจัดเลือกตั้ง ส.ว. แต่เป็นงบฯที่ กกต.ขอเพิ่มจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วนการคัดเลือก ส.ว.ไม่ต้องขอเพิ่มแล้ว ได้ชี้แจงในที่ประชุม ครม.ไปแล้ว ส่วนกรณีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด กกต.ชี้แจงว่าคงประกาศรายชื่อได้ภายใน 1-2 วันนี้ แต่อาจไม่ครบทุกจังหวัด รวมถึงกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และผู้เข้ารับคัดเลือก ส.ว. ที่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการชำระภาษีย้อนหลัง 3 ปี คนที่เข้ามาสมัครอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องไปขอย้อนหลัง กรมสรรพากรอาจเตรียมการไม่ทัน โดย รมว.คลังรับไปประสานให้ และนายกฯกำชับเอกสารเหล่านี้อยู่ในระบบราชการ ควรอำนวยความสะดวกให้

กกต.ขู่ฮั้วสมัคร ส.ว.โดนใบแดง

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า กกต.ของบฯรัฐบาลเพิ่ม 600 ล้านบาท เป็นงบฯจัดการเลือกตั้ง ส.ส. จากที่ก่อนหน้านี้ได้รับอนุมัติงบฯจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว 4,000 ล้านบาท เนื่องด้วยกระบวนการจัดการเลือกตั้งเป็นรูปแบบใหม่ มีค่าใช้จ่ายมาก ทำให้งบฯที่ได้รับยังไม่เพียงพอ จากนี้สำนักงาน กกต.จะจัดทำแผนการใช้จ่ายเสนอกลับไปให้ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้ ส่วนกรณีที่ ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือก ส.ว. รัฐบาลจะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย และคาดว่ามีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 พ.ย.นั้น จากนั้น กกต.ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ไม่ต้องห่วงว่าจะมีการฮั้วกันเพราะมีขั้นตอนคัดเลือกหลายระดับ แต่ละระดับผู้สมัครจะรู้คะแนน และสามารถร้องเรียนได้หากพบความผิดปกติ ถ้าพิสูจน์แล้วพบฮั้วกันจริง ถือว่ามีความผิดโทษแรง มีสิทธิโดนใบแดงแบบ ส.ส.ได้

โต้ไม่ใช่เครื่องมือยุบพรรคใคร

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ยังกล่าวถึงกรณีพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า กกต.ห้ามรับเงินบริจาคพรรคการเมือง ว่า ตามประกาศ คสช.ที่ 57/2557 ไม่ได้ห้ามเรื่อง รับเงินบริจาค เพียงแต่ต้องขออนุญาต หลังจากนี้ กกต.จะออกหนังสือเวียนแจ้งให้พรรคการเมืองทราบอีกครั้ง เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวพรรคอนาคตใหม่ มองว่า กกต.เป็นเครื่องมือของ คสช.ในการยุบพรรค พ.ต.อ.จรุงวิทย์ตอบว่า เราเป็นเครื่องมือของกฎหมาย เมื่อกฎหมายให้ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่อยากให้พรรคการเมืองทำอะไรที่ผิดกฎหมาย อยากให้มีพรรคการเมืองเหลืออยู่ทุกพรรคจนถึงการเลือกตั้ง

“บิ๊กตู่” ไม่หวั่นแผ่นดินไหวบาหลี

วันเดียวกันเวลา 08.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ณ บาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยล่าสุดอินโดนีเซียได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.0 แมกนิจูด นอกชายฝั่งเกาะชวาและบาหลี โดยนายกฯรับทราบสถานการณ์ในเบื้องต้นแล้ว แต่ไม่มีท่าทีวิตกกังวลใจแต่อย่างใด โดยการประชุมดังกล่าวจัดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก

โชว์วิชันไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์

ต่อมาเวลา 13.40 น. (เวลาท้องถิ่นเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) ที่โรงแรมโซฟิเทล นูชา ดัว บีชรีสอร์ท บาหลี พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงหัวข้อ “Achieving SDGs and Overcoming Development Gap through Regional and Global Collaborative Actions” ต่อที่ประชุมว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับท้าทายทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ภูมิอากาศ และเทคโนโลยี รวมถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จำเป็นต้อง เสริมสร้างหุ้นส่วนกับยูเอ็น ไอเอ็มเอฟ และเวิลด์แบงก์ ให้เข้มแข็งมากขึ้น ใน 3 ประเด็นหลักๆคือ ส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเงินของภูมิภาคและของโลก การสร้างความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ในทุกด้าน และการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยบรรลุการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายกฯร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ ก่อนจะเดินทางกลับถึงไทยเวลา 24.00 น. วันเดียวกัน

เขย่า 6.0 แมกนิจูดยังเดินหน้าต่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่เกาะชวา รวมถึงเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย สถานที่จัดประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ซึ่งมีคณะผู้แทนจากทั่วโลกร่วมการประชุมราว 32,000 คน โดยผู้ร่วมประชุม ซึ่งอยู่ระหว่างพักค้างคืนตามอาคารโรงแรมหลายแห่งบนเกาะบาหลี และพื้นที่ย่านนูซา ดูอา ใกล้สนามบิน นานาชาติ ต่างแตกตื่นพากันวิ่งหนีลงจากอาคารมาอยู่ตามท้องถนนและที่โล่งแจ้ง แต่ไม่มีประกาศเตือนภัยเกิดคลื่นสึนามิ ส่วนกำหนดการประชุมของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ยังดำเนินการได้ตามปกติไม่เปลี่ยนแปลง