“9 พระราโชบาย” เพื่อคนไทยผ่าน “ประยุทธ์” : ภูมิคุ้มกัน เปลี่ยนผ่านประเทศ

ฝนซา สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย

หลายพื้นที่เข้าสู่สภาวการณ์ฟื้นฟู บ้านเรือน ร้านค้า เรือกสวนไร่นาที่เสียหายจากอุทกภัย ตามสภาพที่รัฐบาลต้องเข้าให้การช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ทำให้ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันต่อได้

แต่เหนืออื่นใด โจทย์ที่ยากและสำคัญกว่า

ก็คือการเตรียมการรองรับผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่หนีไม่พ้นโดนหางเลขจากน้ำท่วม

ซ้ำสถานการณ์ที่ยากอยู่แล้วให้ยิ่งลำบากขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะเรื่องของปากท้องที่รัฐบาล คสช.ต้องประคองให้ดี เพราะมันจะแปรผันตามอารมณ์ทางการเมืองของชาวบ้าน ตามรูปการณ์ที่บรรยากาศกลับมาคุกรุ่น

มวลชนที่เงียบไปนาน เริ่มขยับกลับมาเจี๊ยวจ๊าว

ตามเงื่อนไขสถานการณ์อย่างที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังเคลื่อนไหวต่อเนื่องภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และพวก ในคดีการสลายชุมนุมม็อบพันธมิตรฯบุกล้อมรัฐสภา เมื่อปี 2551

ปากบอกยอมรับคำตัดสินศาล แต่ในใจก็สะท้อนอาการค้างคา

และโดยเหลี่ยมการเคลื่อนไหวก็มากดทับที่รายการกดดันให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน เดินหน้ายื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าว

เข้าเหลี่ยมกระแทกชิ่งถึง “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พี่ชายของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.

ในอารมณ์แบบที่ พล.ต.อ.วัชรพลโอดครวญเป็นเชิงยอมรับเองเลยว่า ถือเป็น “จุดอ่อน” ของชีวิตที่บังเอิญมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร

ตอกย้ำปมระหว่างแกนนำม็อบพันธมิตรฯกับพี่ๆน้องๆเครือข่าย “วงษ์สุวรรณ” ลามเป็นประเด็นการเมืองที่ล่อแหลมกับกระบวนการยุติธรรม

ล้ำเส้นศาล ขื่อแปบ้านเมือง

ตามท้องเรื่องที่ล้อไปกับจังหวะการขยับของมวลชนอีกขั้ว เป็นแรงกระเพื่อมต่อเนื่องภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วันเดียวกันเลยกับการนัดตัดสินคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปลอม ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์และพวก เป็นจำเลย

2 คดีใหญ่ที่ถือเป็นเดิมพันของแนวร่วมฝ่าย “ทักษิณ”

ตามสภาพ “จนตรอก” สถานการณ์บีบให้ต้องดิ้นสู้ชะตากรรม

โดยสถานการณ์ตอกย้ำด้วยหนังสือจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่แจ้งถึงกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย เพื่อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทราบ และกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท.ตามประกาศ คสช.อย่างเคร่งครัด

เนื่องจากได้รับทราบข้อมูลมี อปท.จำนวนหนึ่ง จัดโครงการศึกษาดูงาน สัมมนา หรือกิจกรรมอื่นๆ เป็นการนำประชาชนในพื้นที่เดินทางเข้ามาใน กทม.และปริมณฑล

โดยมีเจตนาแอบแฝงเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง

สตง.ชี้เป้าการระดมม็อบให้กำลังใจ “ยิ่งลักษณ์”

ขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นเงื่อนไขที่โยงต่อเนื่องกัน กับการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้พักใบอนุญาตช่องดาวเทียม พีซทีวี เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากนำเสนอเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดมาตรา 37

ที่ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชา-ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มันคือการถอดปลั๊กทีวีเสื้อแดง ตัดไฟสกัดการปลุกระดม

ตามรูปการณ์ที่ คสช.ต้องยกระดับความเข้มข้นในการจับตาและควบคุมสถานการณ์มวลชน ทั้งม็อบเหลือง ม็อบแดง ที่กลับมาร้อนแรงตามเงื่อนไขทางคดีสำคัญที่เป็นผลตกค้างจากวิกฤติทางการเมือง

ต่างฝ่ายต่างท้าทายอำนาจพิเศษ ชักจะไม่แหยงกระบองยักษ์

ในจังหวะที่ “เรือแป๊ะ” กำลังโคลงไปเคลงมา ในห้วงสถานการณ์ปลายโรดแม็ป ท้ายเทอมรัฐบาล

อีกทั้งโดยสถานการณ์ก็บีบตามเงื่อนไขเวลา

ท่ามกลางข้อเสนอของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเสียงเรียกร้องของพรรคการเมืองขอให้ คสช.ปลดล็อก “กฎเหล็ก” ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ภายหลังมีการส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาก่อนเข้าสู่กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ

กระแสเร้าข้ามช็อตไปถึงการเตรียมเลือกตั้ง

แต่ก็เป็น พล.อ.ประวิตร ที่ยืนกรานเสียงแข็ง ยังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมืองขณะนี้ ขอให้รอก่อน ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่สงบและไม่นิ่งพอ เรื่องคดีความต่างๆก็ยังไม่จบ

“ตอนนี้เรื่องปลดล็อกยังไม่รู้ ไว้ผมสบายใจแล้วผมจะปลดล็อกแล้วกัน”

สอดคล้องไปในทำนองเดียวกันกับ พล.อ. ประยุทธ์ ที่รับลูกการตัดสินใจปลดล็อกการเมืองจะฟังข้อเสนอจาก พล.อ.ประวิตร ในฐานะดูแลงานด้านความมั่นคง ที่มีการสรุปสถานการณ์ด้านการข่าวทุกสัปดาห์

วันนี้ได้บอกแล้วว่าอะไรก็ตาม ขอให้งานพระราชพิธีเสร็จก่อน

ทหารยังไม่ไว้วางใจนักการเมืองที่เป็น “หัวโจก” ของเกมป่วน จากพฤติกรรมสะสมก่อนนำมาซึ่งวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองจนเกือบทำให้รัฐล่มสลาย

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ถือว่ามีน้ำหนัก ตามความจำเป็นที่รัฐบาล คสช.ต้องคุมสถานการณ์การขยับของมวลชน

หัวเชื้อไฟความขัดแย้งกลับมาคุกรุ่น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางห้วงภาวะที่ คสช.กำลังเผชิญแรงเสียดทาน เงื่อนไขสถานการณ์ “ตัวแปร” ที่อาจส่งผลให้เกิดความพลิกผันในการประคองอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

“แรงฉุด” ไม่ให้ไปถึงเป้าหมายการปฏิรูปตามธงที่ตั้งไว้

ก็มีข่าวอันเป็นมงคล เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปิดเผย “9 พระราโชบาย” แนวทางพระราชทานให้รัฐบาล

เป็นหลักปฏิบัติเพื่อประเทศชาติ

ภายหลังนายกฯได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เป็นการส่วนพระองค์ โดยได้ถวายรายงานการทำงานของรัฐบาลตามห้วงระยะเวลา ซึ่งได้ถวายรายงานในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ ปัญหาอุทกภัยและการช่วยเหลือ

โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมี พระราชกระแสรับสั่งประกอบด้วยการให้นำแนวทางพระราชดำริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปเป็นแนวทางขับเคลื่อน

การดูแลช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยด้วยความรวดเร็วทั่วถึง และให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในพื้นที่

การจัดระเบียบ การสร้างวินัย สร้างอุดมการณ์ รับสั่งว่าให้ทำทุกมาตรการอย่างต่อเนื่อง

ให้ช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล ในส่วนที่ดีงาม มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทำให้นักท่องเที่ยวได้พบเห็นและชื่นชม ขอให้รักษาไว้ให้ได้

การเตรียมมาตรการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างเป็นสากล

การดูแลระบบการศึกษา การส่งเสริมงานจิต อาสา การดูแลให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

การให้ข้าราชการประพฤติตนเป็นแบบอย่างให้ประชาชนศรัทธา

ชัดเจนว่าทั้ง 9 แนวทาง ล้วนสะท้อนแก่นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน

เป็นพระราโชบายที่มาจากสายพระเนตรพระกรรณ

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาล คสช. นี่คือ “เข็มทิศพิเศษ” ในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย

เป็นภูมิคุ้มกัน ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ.

“ทีมการเมือง”