เจาะเล่ห์เจ้าภาพ "อินโดฯ" ทำอย่างไร ให้ได้เปรียบในเอเชียนเกมส์

สัปดาห์หน้าแล้ว ที่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 จะเปิดฉากขึ้น บนดินแดนประเทศอินโดนีเซีย การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ นอกจากการโปรโมตประเทศแล้ว อินโดนีเซียยังหวังจะสร้างความสำเร็จด้วยการคว้าเหรียญทองให้ได้มากที่สุด ในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

หากหวังจะได้ความสำเร็จ ศักยภาพนักกีฬาอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะเป็นคีย์แมนสำคัญ ที่นำพาพวกเขาสู่ความสำเร็จ เพราะพวกเขามีเป้าประสงค์ที่จะคว้าความสำเร็จ และไม่ขายหน้าชาวเอเชีย ดังนั้น "อิเหนา" จึงต้องวางกลยุทธ์บางอย่าง

นี่คือกลยุทธ์ของเจ้าภาพ ที่วางไว้สู่เส้นทางการโกยเหรียญทอง ที่เราได้เห็นก่อนเอเชียนเกมส์ 2018 จะเปิดฉากขึ้น

1. บรรจุกีฬาความหวังตัวเอง -- การชิงชัย 462 เหรียญทอง เพิ่มจากเอเชียนเกมส์ที่อินชอน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว 23 เหรียญทอง แต่เจ้าภาพได้ตัดสินใจบรรจุกีฬาถนัดอย่างปันจักสีลัต ที่เป็นกีฬาประจำชาติ เข้าไปถึง 16 เหรียญทอง เทียบเท่าในซีเกมส์ จึงไม่ต้องสงสัยว่า เจ้าภาพจะได้เหรียญทองจากกีฬาชนิดนี้ไปกี่เหรียญ

นอกจากปันจักสีลัต ก็ยังมีเจ็ตสกี ที่เจ้าภาพตัดสินใจบรรจุ (แต่สำหรับไทยเรา อาจเป็นประโยชน์เพราะไทยเราก็ตั้งความหวังกับเจ็ตสกี) รวมถึง เรือมังกร ที่นำกลับมาบรรจุอีกครั้ง หลังจากอินโดนีเซียเคยคว้า 3 เหรียญทอง ไปในเอเชียนเกมส์ที่กว่างโจว และปีนหน้าผา ที่ใส่เข้ามา 6 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

2. ลดอีเวนต์ที่ตัวเองไม่ถนัด -- เจ้าภาพได้ตัดสินใจลดอีเวนต์ที่ตัวเองไม่มีหวัง ในบางชนิดกีฬา อย่างเช่น เทควันโด จากเดิม 16 เหรียญทอง ลดลงเหลือในประเภทต่อสู้เพียง 10 เหรียญทอง แต่ใส่ประเภทพุมเซ่ไป 3 เหรียญทอง // ยิงปืน ที่มองยังไง เจ้าภาพก็ไม่ถึงเหรียญทองแน่ๆ เขาตัดสินใจตัดประเภททีมออกทั้งหมด เหลือเพียงประเภทบุคคลที่มีให้ชิงชัย 15 เหรียญทอง // หรือเซปักตะกร้อ ที่จากเดิมเป็นอีเวนต์ชาย 3 - หญิง 3 ในครั้งนี้ เจ้าภาพคงมองว่าประเภทหญิงคงสู้ยาก จึงตัดสินใจใส่ประเภทชายไป 4 อีเวนต์ และหญิง 2 อีเวนต์ เพิ่มความหวังให้ชาติตัวเองในประเภทชาย การตัดลักษณะเช่นนี้ แม้จะไม่ช่วยให้ชาติเจ้าภาพได้เหรียญทองมากขึ้น แต่ก็ทำให้ชาติอื่นๆ ได้เหรียญจากกีฬาที่ถนัดน้อยลงเช่นกัน

3. ใช้เหลี่ยมเล็กๆ ให้ตัวเองอยู่สายอ่อน -- การกำหนดเกณฑ์การจับสลากที่ไม่ชัดเจน อย่างเช่น กีฬาฟุตบอล ก่อนที่จะกลายเป็นข้อครหาในโลกโซเชียล หลังจากที่ผลการจับสลากครั้งแรก เจ้าภาพ อยู่ในสายเดียวกับฮ่องกง, ลาวและไต้หวัน ที่เบากว่าสายอื่นๆ อย่างชัดเจน แถมกำหนดเส้นทางในรอบ 16 ทีม ให้ไปไขว้เจอกับทีมในสายที่ไม่แข็งมาก เส้นทางที่ออกมา มองยังไงก็เหมือนกับจับวางอย่างไรบอกไม่ถูก

ต่อมา ฝ่ายจัดการแข่งขันตกหล่นชื่อทีม ทำให้มีกำหนดจับสลากใหม่ แต่สุดท้าย ก็เป็นเพียงยัดเอาทีมตกหล่นเข้าไปอยู่ในสายเท่านั้น ซึ่งใครๆ ก็มองออกว่า เจ้าภาพคงไม่อยากจับใหม่ เพราะไม่รู้จะจับวางอย่างไรให้ลงตัวแบบนี้ได้อีกแล้วนั่นเอง

ก็คงไม่แปลกเนื่องจากฟุตบอลคือกีฬาความหวังสูงสุดของชาวอินโดนีเซีย

4. จำกัดโควตาชาติอื่น ตัวเองส่งได้ครบ -- ชัดเจนที่สุดคือ เซปักตะกร้อ ที่จำกัดชาติอื่นส่งได้ 4 อีเวนต์ แต่เจ้าภาพได้สิทธิ์ส่งได้ครบทั้ง 6 อีเวนต์ ดังนั้น จะมี 2 อีเวนต์ที่จะหลบเจ้าแห่งกีฬาชนิดนี้ อย่างทีมชาติไทยได้อย่างแน่นอน หรือแม้แต่การจับสลากแบ่งสายในกีฬาชนิดนี้ ในประเภททีมชุดชาย ก็เหมือนไม่ได้จับ เพราะเจ้าภาพได้อยู่สายเดียวกับอินเดียกับ อิหร่าน ในรอบแรก ขณะที่ไทย กลับอยู่ในสายมาเลเซียกับ เกาหลีใต้ ที่ขับเคี่ยวกันมาตลอด
---
ยังไม่รู้ว่า เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น นับตั้งแต่เดินทางถึงแผ่นดินอินโดนีเซีย นักกีฬาจะเจออะไรอีกบ้าง เราคนไทยก็ได้แต่หวังว่า กลยุทธ์ที่กล่าวมา จะเป็นเพียงแค่การชิงความได้เปรียบก่อนเริ่มการแข่งขันเท่านั้น ในการแข่งขันจริง ทุกอย่างคงจะใสสะอาดและเป็นธรรม

ไม่ปฏิเสธว่า ในฐานะเจ้าภาพต้องชิงความได้เปรียบบ้าง แต่ก็ขอให้อย่ามากเกินพอดีหรือน่าเกลียดจนเกินไป เหมือนกับในซีเกมส์ 2017 ที่มาเลเซีย เพราะนานๆ ครั้ง อาเซียนจะได้รับหน้าจัดการแข่งขัน ก็ขออย่าให้ชาวเอเชียเขามีภาพจำว่า อาเซียน = โกง เท่านี้ก็พอครับ