พบอีก1หญิงไทย รอดตาย โคลนถล่มสหรัฐ ไร้วี่แววพ่อ-ลูก'สุทธิเทพา'

กำลังกู้ภัย1,200ระดมค้น! เจอแล้ว18ศพยังสูญหาย7


กงสุลใหญ่แอลเอเดินทางเข้าช่วย เหลือครอบครัวสุทธิเทพา เหยื่อดินโคลนถล่ม หลังพบแล้ว 2 ศพ เป็นเด็กชายวัย 6 ขวบ กับปู่ชาวอเมริกัน แต่ยังสูญหายอีก 2 ขณะเดียวกัน พบสาวไทยบาดเจ็บ 1 ราย เร่งทำเอกสารประจำตัว ด้านตายายของหนูน้อยเหยื่อภัยพิบัติ เผยลูกสาวโทร.มาแจ้งข่าวร้ายแล้ว เปิดใจ ครอบครัวลูกสาวเพิ่งหนีตายเหตุไฟป่ามาหมาดๆ และกลับเข้าบ้านได้สัปดาห์เดียวก็เกิดภัยพิบัติซ้ำ จนสูญเสียลูกชาย ส่วนลูกสาวกับสามียังหาไม่พบ ทั้งที่เตรียมกลับมาเยี่ยมบ้าน พ.ค.นี้

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์โคลนถล่มเมื่อเช้าวันอังคารที่ 9 ม.ค. ที่เมืองมอนเตซิโต เขตซานตา บาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตามแถลงการณ์ของสำนักงานนายอำเภอซานตา บาร์บารา และรายงานของหน่วยงานนิติเวชของซานตา บาร์บารา ปรากฏชื่อผู้เสียชีวิตชาวไทย คือ ด.ช.พีรวัฒน์ สุทธิเทพา อายุ 6 ขวบ และผู้สูญหาย 2 ราย ได้แก่ นายพินิจ สุทธิเทพา และ ด.ญ.ลิเดีย สุทธิเทพา อายุ 3 ขวบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ม.ค. เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับประเทศไทย เวลา 02.00 น.วันที่ 13 ม.ค. นายธานี แสงรัตน์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส และภริยา นำเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ฯ เดินทางไปยังเมืองที่เกิดเหตุใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่งโมง ได้พบกับ น.ส.ยุภาวรรณ บัญญัติตระกูลปาน ภรรยาของนายพินิจ และเป็นมารดาของ ด.ช.พีรวัฒน์ และ ด.ญ.ลิเดีย และได้พบกับนางบุญเพิ่ม เทเลอร์ มารดาของนายพินิจ เพื่อให้กำลังใจและมอบของใช้จำเป็น รวมถึงจัดทำหนังสือเดินทางชั่วคราวให้แก่บุคคลทั้งสองสำหรับใช้ในการติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ และขณะนี้ น.ส.ยุภาวรรณ และนางบุญเพิ่ม ปลอดภัยและพักอยู่ที่โรงแรมในเมืองซานตา บาร์บารา ซึ่งบริษัทโตโยต้าที่นายพินิจ เป็นพนักงานอยู่ได้จัดเตรียมไว้ดูแลครอบครัวของนายพินิจชั่วคราวในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการค้นหานายพินิจ และ ด.ญ.ลิเดีย รวมถึงบุคคลที่สูญหายอื่นๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้พบ น.ส.ศิริธร จันทรโธ ญาติของนายพินิจ ซึ่งพักอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ ได้รับบาดเจ็บ และถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว

นายธานีเปิดเผยว่า สถานกงสุลใหญ่ฯ กำลังจัดทำหนังสือเดินทางชั่วคราวให้แก่ น.ส.ศิริธร อีกเล่มหนึ่งและจะประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวของนายพินิจต่อไป ด้านภริยากงสุลใหญ่ฯ ก็ได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวนายพินิจ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้า ส่วนผู้ที่มีความประสงค์สามารถบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของนายพินิจ สามารถบริจาคได้ที่ //www.gofundme.com/pinitsooms-family-recovery-fund ซึ่งเป็นความประสงค์ของผู้ประสบภัย เนื่องจากสถาน- การณ์ความเป็นอยู่ไม่สะดวกที่จะรับสิ่งของบริจาค

ด้านการติดตามหาญาติของเหยื่อดินโคลนถล่มที่อยู่ในเมืองไทยนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 13 ม.ค. หลังเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 209 หมู่ 6 ต.โนนสะอาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น บ้านของ ด.ช. พีรวัฒน์ สุทธิเทพา อายุ 6 ขวบ ที่กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันเป็น 1 ในผู้เสียชีวิตจากเหตุดินโคลนถล่มที่เมืองมอนเตซิโต เขตซานตา บาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา และยังคงมีผู้สูญหายอีก 2 คน คือ พ่อและน้องสาวของ ด.ช.พีรวัฒน์ โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านปูน 2 ชั้น อยู่ข้างค่ายมหาศักดิพลเสพ ร.8 พัน.2 ด้านหน้าทำเป็นร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด แต่ประตูปิดล็อกไว้อย่างแน่นหนา คล้ายไม่มีผู้พักอาศัยมานานแล้ว

จากการเปิดเผยของนายปรีชา ลาวรรณา สารวัตรกำนัน ต.โนนสะอาด กล่าวว่า บ้านหลังนี้ถูกปล่อยร้างทิ้งไว้นานกว่า 2 ปีแล้ว เนื่องจากครอบครัวย้ายไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรพบว่าบ้านหลังนี้มีผู้พักอาศัยทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย จ.ส.อ.ถนอม บัญญัติตระกูลปาน น.ส.ยุภาวรรณ บัญญัติตระกูลปาน ด.ช.พีรวัฒน์ สุทธิเทพา หรือน้องพิตต้า อายุ 6 ขวบ และ ด.ญ.ลิเดีย สุทธิเทพา อายุ 3 ขวบ ปัจจุบัน จ.ส.อ.ถนอม และนางนิตยา บัญญัติตระกูลปาน ตาและยาย ของน้องพิตต้า ย้ายไปอยู่ที่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ทำให้บ้านถูกปล่อยทิ้งร้าง

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของนางนิตยา บัญญัติตระกูลปาน อายุ 59 ปี กับ ร.ต. ถนอม บัญญัติตระกูลปาน อายุ 59 ปี แม่และพ่อของ น.ส.ยุภาวรรณ หรืออ้อ บัญญัติตระกูลปาน อายุ 31 ปี แม่ของน้องพิตต้า ที่ ต.นาจาน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ก็ได้รับการเปิดเผยจาก นางนิตยา ว่า น.ส.ยุภาวรรณ ลูกสาว เพิ่งโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบว่าบ้านพักถูกดินโคลนถล่มจนไม่เหลือซาก เบื้องต้นพบศพ ด.ช.พีรวัฒน์ หรือน้องพิตต้า ลูกชายคนโต ส่วนนายพินิจ สุทธิเทพา อายุ 30 ปี สามี กับ ด.ญ.ลิเดีย สุทธิเทพา อายุ 3 ขวบ ลูกสาวคนเล็ก ยังสูญหายส่วน นายริชาร์ด เทเลอร์ พ่อเลี้ยงของนายพินิจ เจ้าของบ้านที่ถูกดินโคลนถล่ม พบเสียชีวิตคู่กับ ด.ช.พีรวัฒน์

นางนิตยากล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวของลูกสาวและลูกเขย ได้อพยพหนีไฟป่าที่โหมไหม้ใกล้พื้นที่ดังกล่าว ลูกสาวแจ้งว่าต้องไปอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพที่ทางการจัดไว้ให้นาน 2 สัปดาห์ หลังไฟป่าสงบได้กลับเข้ามาพักอาศัยในบ้านเกิดเหตุได้เพียง 1 สัปดาห์ จู่ๆมีพายุฝนดินโคลนถล่มพัดบ้านเรือนเสียหายยับ และครอบครัวของลูกสาวเหลือเพียง น.ส.ยุภาวรรณ กับนางบุญเพิ่ม เทเลอร์ ภรรยาของนายริชาร์ด เทเลอร์ ที่เป็นแม่สามีของลูกสาวเท่านั้น

นางนิตยายังเล่าความเป็นมาของครอบครัวลูกสาวว่า เดิมนายพินิจ สุทธิเทพา ลูกเขย เป็นชาวบ้านทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ต่อมานางบุญเพิ่ม แม่ของนายพินิจ ได้สมรสกับนายริชาร์ด เทเลอร์ และย้ายไปอยู่ที่สหรัฐฯ กระทั่งนายพินิจ จบ ม.3 จากโรงเรียนใน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ได้อพยพไปอยู่กับแม่และพ่อบุญธรรมนานกว่า10 ปีเข้าทำงานบริษัทผลิตรถยนต์โตโยต้า จากนั้นนายพินิจ เดินทางกลับมาแต่งงานกับ น.ส.ยุภาวรรณ ลูกสาวตนที่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน จนมีลูกชาย-หญิงเป็นพยานรักด้วยกัน 2 คน และทั้งคู่พาลูกๆ เดินทางไปอยู่สหรัฐฯเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“ลูกสาวเคยบอกว่าจะพาครอบครัวพร้อมน้องพิตต้าและน้องลิเดีย กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคเรียน แต่ต้องมาประสบภัยพิบัติร้ายแรง ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะต้องดำเนินการใดๆ คงต้องรอให้สถานการณ์ทางสหรัฐฯคลี่คลายลงก่อน ส่วนลูกสาวกับนางบุญเพิ่ม แม่สามีที่รอดชีวิต ขณะนี้ทราบว่านายจ้าง ได้เช่าโรงแรม ให้พักอาศัยเป็นการชั่วคราว โดยลูกสาวไม่เหลือทรัพย์สินติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว” นางนิตยากล่าว

ส่วนความคืบหน้าการค้นหาผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม โคลนและหินถล่มดังกล่าว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 17 เป็น 18 ศพ ส่วนผู้สูญหาย ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อว่ามีหลายสิบราย แต่ต่อมามีการพบตัวแล้ว ทำให้จำนวนผู้สูญหายลดลงเหลือราว 7 คน รวมถึงเด็กหญิงอายุ 2 ขวบ บ้านเรือนราษฎรเสียหายยับเยินราว 65 หลัง เสียหายบางส่วน 462 หลัง พื้นที่ภัยพิบัติอยู่ในเขตซานตา บาร์บารา ซึ่งเมืองมอน- เตซิโตและคาร์เพนเทอเรีย ได้รับเคราะห์หนักที่สุด ยอดผู้เสียชีวิตครั้งนี้ทำลายสถิติผู้เสียชีวิต 10 ศพจากโคลนถล่มในรัฐแคลิฟอร์เนียที่เมืองลา คอนชิตา เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2548

ทางการรัฐแคลิฟอร์เนียระดมเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินมากกว่า 1,200 คน ร่วมปฏิบัติหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยผู้เคราะห์ร้าย ท่ามกลางพื้นที่โคลนถล่ม ซึ่งบางแห่งระดับโคลนลึกหนาถึง 4.6 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้อากาศยานไร้นักบิน หรือโดรน กับสุนัขดมกลิ่นช่วยค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางความหวังเลือนราง

ขณะเดียวกัน พื้นที่ประสบภัยยังต้องถูกตัดกระแสไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มเพื่อความปลอดภัย ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจเกี่ยวข้องการท่องเที่ยวพื้นที่เมือง ซานตา บาร์บารา ต่างเริ่มกังวลสภาพเศรษฐกิจของเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้กำลังได้รับผลกระทบรุนแรง เนื่องจากผู้คนเข้าไปเที่ยวในพื้นที่ไม่ได้เพราะถนนสายหลักถูกตัดขาด คาดว่ากว่าเจ้าหน้าที่จะเคลียร์เส้นทางได้ต้องอย่างน้อยวันจันทร์ที่ 15 ม.ค. ทั้งนี้ เมืองซานตา บาร์บาราเป็นที่ตั้งของอ่าวซานตา บาร์บารา ซึ่งเต็มไปด้วยร้านอาหารและโรงแรม ผู้คนเดินทาง เข้าเมืองจากทางทิศใต้เฉลี่ยวันละราว 12,000 คน