จากใจ ษา วรรณษา แม่ที่เลี้ยงลูกออทิสติก ให้อยู่รอดบนสังคมที่น่ากลัว

สำหรับ ษา วรรณษา ทองวิเศษ เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหลายๆ คนรู้กันว่าเธอมีลูกชาย 1 คน ชื่อน้องเซย์เดย์ เด็กชายชวาลภพ วงษ์ทอง อายุ 12 ปี ที่ตอนนี้เรียนอยู่ ชั้น ม.1 ซึ่งในอดีตเมื่อครั้งที่รู้ว่าลูกชายเป็นออทิสติก ทำให้สาวษาหันหลังให้กับวงการบันเทิงเพื่อไปตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกของเธอให้ดีที่สุด

และถึงแม้ว่าน้องเซย์เดย์จะเป็นเด็กพิเศษ ออทิสติก นั้น แต่ก็เป็นเด็กเรียนเก่ง ซึ่งทำให้สาวษาค่อนข้างหมดห่วงในเรื่องนี้ แต่จะเป็นห่วงลูกชายเรื่องการใช้ชีวิตให้ได้บนโลกที่น่ากลัวใบนี้

ซึ่งบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ได้ต่อสายตรงเพื่อพูดคุยและขอเคล็ดลับในการเลี้ยงดูลูกชายให้เติบโตในสังคมที่เธอมองว่าน่ากลัวนี้ โดยสาวษาได้พูดถึงเคล็ดไม่ลับในการดูแลลูกชายของตัวเองว่า

มีวิธีการดูแลลูกแบบไหน?
สำหรับษา เวลาที่อยู่บ้านกับลูก เราจะดูแลใกล้ชิดนิดนึง เพราะเด็กพิเศษหลายคนจะแตกต่างกันไป แต่ของลูกษาจะเป็นเรื่องของอารมณ์ เพราะเวลาเราออกไปสังคม เราจะเจอคนหลากหลายอารมณ์เหมือนกัน

แต่ถ้าเราไม่ได้ดูแลลูกให้อยู่ในอารมณ์ปกติ หรือเข้าใจโลกได้ในตอนนี้ เขาจะออกไปสู่โลกข้างนอกไม่ได้ รับแรงกระแทกไม่ไหว อยู่บ้านก็จะดูแลเรื่องของจิตใจและสอนแบบปรัญญาชีวิตที่สามารถเอาไปใช้ได้เลย

แต่พอเขาออกไปข้างนอก ต้องไปโรงเรียน การเลือกโรงเรียนเลือกอย่างไร ตั้งแต่แรกเลยจะไปเข้าโรงเรียนไหน ที่ใด ก็ต้องไปบอกกล่าวครู อาจารย์ทั้งหมดว่าลูกเราเป็นอะไร ไม่ใช่ทำตัวปกติ คิดว่าลูกฉันโอเคเดี๋ยวลูกก็อยู่ได้ มันไม่ใช่ เราจะรู้เสมอว่าเด็กของเรามีอาการอย่างไรบ้างถ้ารู้ว่าเป็นเด็กพิเศษแล้ว

เพราะฉะนั้นการออกไปสู่โลกภายนอกมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับเค้าถ้าเราดูแลเค้าไม่ดี คือพอออกไปข้างนอกก็จะมีปัญหาตามมาในหลายๆ เรื่อง ก็เดินเข้าไปบอกเลยว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ถ้าเจอผู้ปกครองก็จะไปบอกเค้าว่าเค้าเป็นแบบนี้ ก็ขอโทษขอโพย พอกลับมาบ้านก็เอาข้อตรงนั้นมาปรับปรุงแก้ไข จนลูกสามารถที่จะอยู่ร่วมในสังคมได้อีกขั้นนึง ในเรื่องของอารมณ์และอีคิวนะคะ

โรงเรียนที่เลือกเป็นแบบไหน โรงเรียนเฉพาะ หรือโรงเรียนทั่วไป?
เราต้องรู้อาการลูกเราก่อนนะถึงจะรู้ว่าเลือกโรงเรียนอะไร ลูกษาเป็นออทิสติก สมาธิสั้น และบกพร่องทางการเรียนรู้อ่านเขียน เป็น 3 อย่างเลย ก็ต้องไปดูว่าออทิสติกมีกี่ระดับ

ซึ่งมันมีหลายระดับมาก แต่ษาโชคดีที่ลูกอยู่ในระดับต่ำ ที่สามารถจะพัฒนาได้ อยู่เฉยๆ ก็เหมือนเป็นเด็กปกติ ทานยาคุมเรื่องของสมาธินิดหน่อย ก็พอจะอยู่ได้แล้ว

ษาไม่ได้เลือกโรงเรียนที่เป็นเด็กพิเศษ แต่เราอยากจะให้ลูกเป็นเด็กปกติ เราก็ต้องเลือกให้ลูกอยู่กับเด็กปกติ ถ้าอาการของลูกเราอยู่ได้ คุณหมอบอกว่าสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้ แต่ว่าเราก็ต้องเรียนรู้หนักนิดนึง และสอนเค้าหนักกว่าคนอื่นเป็นร้อยเท่า เพื่อให้เค้าอยู่ได้

ในเรื่องความหนักใจในการเลี้ยงลูกของษา เป็นเรื่องอารมณ์ของเค้าค่ะ เค้าจะเป็นคนที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้ สมมติว่าถ้าดูทีวีแล้วในทีวีพับกระดาษสีเขียวแล้วออกมาเป็นต้นไม้ เค้าก็จะเอาแต่กระดาษสีเขียวอย่างเดียวเลย แต่ถ้าเป็นเด็กคนอื่นก็จะใช้กระดาษอื่นมาพับแล้วระบายสีเอา แต่สำหรับเค้าไม่ได้

เวลาทำการบ้านกับเพื่อนๆ ก็ต้องเสร็จเป็นคนแรก ช่วงแรกๆ นะ ถ้าเพื่อนเสร็จก่อนก็จะไปฉีกสมุดเพื่อน ไปเขียนสมุดเค้า ไปลบคำตอบเค้า ช่วงแรกก็หนักอยู่เหมือนกันค่ะ

แต่ก็อย่างที่ษาบอกต้นเหตุเกิดจากตรงไหน เราก็ต้องเดินไปตรงนั้น ษาก็ไปคุยกับเพื่อนเค้า ผู้ปกครองเค้า เพราะถ้าผู้ปกครองไม่เข้าใจกันเอง มันจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า ก็พูดคุยกันให้เข้าใจนะ และบอกไปว่าเราจะปรับปรุงคนของเรา และไม่ให้มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก

ใช้เวลาฝึกและสอนลูกอยู่นานแค่ไหน?
ใช้เวลา 1 ปีค่ะ เพราะเราบอกครูแล้วว่า ลูกเราเป็นแบบนี้ อาการเป็นแบบนี้ และถ้าหมดยาจะเป็นอย่างนี้ และโชคดีที่เราได้ครูที่เข้าใจ และกระทรวงศึกษาธิการเค้าก็รองรับเด็กที่เป็นอย่างนี้ แต่ก็ต้องแจ้งที่โรงเรียนนะคะ อย่างตอนเข้า ม.1 ก็จะแจ้งทางโรงเรียนเพราะเค้าจะได้มีกระบวนการในการดูแล เค้าจะได้รู้ว่าโรงเรียนของเค้ามีเด็กพิเศษอยู่กี่คน

การใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนและในสังคมของน้อง ถือว่าเป็นอย่างไรบ้าง พอใจมั้ย?
ถ้าเต็ม 10 ก็อยู่ที่ 5-6 ค่ะ เพราะว่าเค้าเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดเรียงประโยค เวลาพูดกับเพื่อนๆ เค้าจะถามไปเรื่อยๆ พูดซ้ำๆ เพราะตรงนี้ษาก็หนักใจอยู่เหมือนกัน และหาทางแก้อยู่หลายอย่างแต่ยังไม่ตรงจุด

คุณหมอบอกว่า อาการบางอย่างมันเป็นอาการติดตัว บ่งบอกเลยว่าถ้ามีอาการแบบนี้จะเป็นเด็กออทิสติก เป็นลักษณะพิเศษ เป็นอาการแตกต่างกันไป เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน ถ้าเค้าไม่กินยาจะพูดจะคุยจะถาม ก็หวังว่าสักวันนึงมันจะเบาบางลง

เพราะอาการแบบนี้ถ้าเกิดไปอยู่ข้างนอก ษาเป็นกังวล หากไปอยู่ในห้องเรียน หรือวัยทำงาน ถ้าหากต้องประชุมก็อาจจะเป็นปัญหานิดนึง แต่ษาก็พยายามบอกเค้า หาบทความในอินเทอร์เน็ตอ่านให้เค้าฟัง ชวนเค้าเล่นเกมเพื่อเช็กว่าถ้าทำแบบนี้เพื่อนจะรักมั้ย

วางแผนชีวิตลูกในอนาคตว่าอย่างไร?
เรื่องวิชาการษาไม่ห่วงเลย เพราะล่าสุดสอบได้ 4.00 แต่ห่วงการใช้ชีวิตให้รอดในสังคมมากกว่า เพราะว่าในปัจจุบันสังคมมันโหดร้าย จะสอนให้ลูกให้เห็นแก่ตัวมันก็ไม่ใช่ ต้องมานั่งแยกแยะว่าจะสอนลูกยังไง นั่งคุยกันเป็นการส่วนตัว เห็นอะไรก็สอนเลย

เวลาเค้าอยู่กับยายเค้าจะสบาย แต่ถ้าอยู่กับษา จะแอดเวนเจอร์นิดนึง อย่างเช่นเค้าบอกอยากได้น้ำ เราก็บอกเดินไป 10 ก้าวก็ถึงตู้เย็นแล้ว ถ้าหิวก็ให้ไปดูในครัวว่ามีอะไร มีไข่ เดี๋ยวเราทำไข่เจียวกินกัน หรือทำไข่ตุ๋น ก็บอกเค้าว่าทำเองอร่อยนะ ลองทำเอง พอเค้าทำได้ก็ชมเค้า เค้าก็เริ่มอยากจะทำเอง

ค่อนข้างสอนให้ลูกรู้จักใช้ชีวิตด้วยตัวเอง พึ่งพาตัวเอง?
ถูกต้องค่ะ เพราะเด็กที่เรียนเก่งไม่ได้หมายความว่าจะใช้ชีวิตเก่ง ถ้าเรียนเก่งก็ต้องรู้ด้วยว่าจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างไร ในวันที่ไม่มีใครอยู่แล้ว เค้าก็ต้องอยู่ได้

ก็จะพูดกับเค้าแบบนี้เสมอว่าวันนี้เค้าก็จะไม่มียายไม่มีแม่ ไม่รู้ใครจะไปก่อนกัน ถ้าแม่กับยายไปก่อน หนูก็ต้องอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้เป็น ถ้าทำไม่เป็นอดตาย ษาจะสอนเค้าให้รู้จักโลกของความจริง ไม่ซัพพอร์ตเค้าเยอะ

อย่างเช่นเค้าไปคุยกับเพื่อนแล้วเพื่อนไม่คุยด้วย อันนี้ซัพพอร์ตด้วยการให้กำลังใจเค้า เพราะล่าสุดก็มาร้องไห้ บอกว่าเพื่อนๆ ไม่ชอบเค้า ก็บอกเค้าว่าไม่ใช่เพื่อนไม่ชอบ แต่ไปทำอะไรให้เพื่อนรึเปล่า เพราะอยู่ดีๆ เพื่อนจะมาไม่ชอบเราไม่ได้ มันต้องมีเหตุผล

เค้าก็บอกว่าเป็นเพราะเค้าพูดมาก ก็บอกว่าถ้ารู้ต้นเหตุก็พูดให้มันน้อยลง เค้าก็บอกว่าเค้าบังคับตัวเองไม่ได้ ก็บอกเค้าว่าต้องบังคับตัวเอง พูดในสิ่งที่ควรพูด ลองปรับๆ ไปดู

ษาไม่ห่วงเรื่องสังคมที่โรงเรียนเลย เพราะว่ามีครูๆ ที่ดูแลให้อยู่ ถ้ามีอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรง ครูจะไลน์มาบอกเลย แต่ว่าเค้าไม่มีนะคะ ษาจะย้ำเสมอว่าอย่ามองว่าเป็นลูกดารานะ ถ้าทำผิดก็ลงโทษไปตามระเบียบของโรงเรียน หรือบอกษา ษาจะจัดการให้

การพูดคุยสื่อสารมันเป็นสิ่งสำคัญ เราจะไม่อวยลูก ลูกฉันเป็นเด็กดี ไม่ทำร้ายใคร บางครั้งอารมณ์ของเด็กพิเศษ ถ้าโดนแหย่มากๆ เค้าจะเป็น แต่สำหรับเซย์เดย์ เค้าไม่ทำร้ายคนอื่น แต่ถ้าโกรธมาก เค้าจะตีตัวเอง

โดยภาพรวมอาการเค้าดีขึ้นตามลำดับ เหลือแค่เรื่องการพูดที่เราปวดหัวกันอยู่ว่าจะทำอย่างไร เรื่องไอคิวเค้าไปได้ดีเลย ที่เค้าเรียนเก่ง เป็นสิ่งที่ติดมากับตัวเค้าค่ะ เด็กเหล่านี้เค้าจะมี

แต่ที่ไปไกลน่าจะเป็นช่วงที่ษาออกจากวงการไปดูลูก ไปพัฒนาลูก ไปพัฒนาส่วนนี้ขึ้นมา แล้วเค้าเป็นเด็กที่ชอบฟังภาษาอังกฤษ เราก็สนับสนุนและปลูกฝังเค้า และเราเจอเร็วสมองก็เลยพัฒนาไปเร็วขึ้นอีก แต่เรื่องการเป็นอยู่ อยู่รอด ยังน้อยกว่าอายุที่เค้าเป็นอยู่ตอนนี้