‘ตูน’ ถึงสุราษฎร์ ยอดเงิน 227 ล้าน

15พ.ย.พัก1วัน ‘โบ๊เบ๊’ปลอด เสื้อวิ่งปลอม

“ตูน บอดี้สแลม” สลัดอาการเดี้ยงออกวิ่งต่อวันที่ 14 โครงการก้าวคนละก้าวฯ จาก จ.นครศรีธรรมราช เข้าสู่ จ.สุราษฎร์ธานี จัดป้ายกิโลเมตรจำลองขนาดใหญ่ กม.ที่ 540 รอต้อนรับ มีชาวบ้านมารอบริจาคเงินเนืองแน่นตลอดเส้นทางเหมือนเช่นเคย ทีมงานป้องกันเข้มงวดหวั่นบาดเจ็บซ้ำ สภาพอากาศร้อนระอุปรับการวิ่งเหลือ 4 เซต ได้ระยะทาง 40 กม. ยอดเงินบริจาคทะลุ 227 ล้านบาท รุ่งขึ้นหยุดพัก 1 วัน เพื่อรับของพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่ชาวเมืองคนดีระดมเงินจัดร้อยสายธารแห่งแรงศรัทธาด้วยแบงก์ยี่สิบยาวที่สุดในประเทศไทย ได้เงินกว่า 2 แสนบาท ต่อเป็นสายธารยาวกว่า 2 กม. ชี้ทำเป็นเชิงสัญลักษณ์แต่จะโอนเงินทั้งหมดผ่านธนาคาร กรมทรัพย์สินฯ ออกตรวจตลาดโบ๊เบ๊ ไม่พบเสื้อปลอมโครงการก้าวคนละก้าวฯ ฮึ่มหากพบจับปรับดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด

ทั่วประเทศต่างส่งกำลังใจพร้อมบริจาคเงินเข้าโครงการ ของนักร้องหนุ่มขวัญใจมหาชน “ตูน บอดี้สแลม” หรือนายอาทิวราห์ คงมาลัย ที่ออกวิ่งจากใต้สุดของไทย อ.เบตง จ.ยะลา มุ่งหน้าไปเหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191 กม. ตั้งเป้าระดมเงินให้ได้ 700 ล้านบาท ออกสตาร์ตเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ผ่านไป 13 วัน ตูนมีอาการบาดเจ็บอีกรอบ หลังถูกชาวบ้านรุมถ่ายเซลฟี่เหยียบเท้าและกระชากแขน แต่ยังกัดฟันวิ่งต่อไปจนถึง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช มียอดเงินบริจาคเข้ามากว่า 215 ล้านบาท

เข้าสู่วันที่ 14 ของโครงการวิ่งก้าวคนละก้าวฯ หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ตูนวิ่งเข้าจุดสุดท้ายของการวิ่งวันที่ 13 พักค้างคืนที่หน้าบ้านของนายวิทยา และนางอารีย์ นาวารัตน์ บ้านเลขที่ 38/1 บ้านเขาฝ้าย หมู่ 1 ต.สิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาเวลา 04.30 น. วันที่ 14 พ.ย. ตามกำหนดการที่ตูนจะออกวิ่งเหมือนทุกวัน แต่ปรากฏว่าตูนยังไม่พร้อมออกมาวิ่ง สร้างความเป็นห่วงให้ประชาชนที่มายืนรอจำนวนมาก คาดว่าเกิดจากอาการบาดเจ็บตั้งแต่เมื่อวานทำให้ต้องออกสตาร์ตช้ากว่าทุกวันเพื่อให้ทีมแพทย์ตรวจอาการอย่างละเอียด จนเวลา 07.30 น. ตูนเดินออกมาจากที่พักในลักษณะขากะเผลกเล็กน้อยแต่ยังบอกกับทีมงานและประชาชนว่ายังวิ่งต่อไปไหว ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงตะโกน “ตูนสู้สู้” ดังกระหึ่ม ก่อนที่ตูนจะเริ่มออกวิ่งไปตามถนนสาย 401 นครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี โดยมีประชาชนมารอต้อนรับและบริจาคเงินตลอดเส้นทางเหมือนเช่นเคย ขณะที่ทีมงานเพิ่มความเข้มงวดป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้ามารุมล้อมถ่ายเซลฟี่หรือดึงแขนตูนจนอาจจะได้รับบาดเจ็บอีก ซึ่งทุกคนต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

กระทั่งเวลา 09.45 น. ตูนพร้อมคณะวิ่งมาถึงจุดรอยต่อระหว่าง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช กับ ต.ปากแพรก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มีการทำป้ายแจ้งเขตหลักกิโลเมตรจำลอง ความสูง 2.5 เมตร บอกระยะทางหลักกิโลเมตรที่ 540 สิ้นสุดเขต อ.ขนอม เหลืออีก 1,651 กม.จะถึงจุดหมายปลายทาง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตูนได้หยุดเซ็นชื่อที่หลักกิโลเมตรจำลองไว้เป็นที่ระลึก มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อ.ดอนสัก รวมทั้งแพทย์พยาบาล รพ.ดอนสัก และประชาชนมาตั้งแถวปรบมือต้อนรับดังกึกก้องพร้อมถือธนบัตรที่ร้อยต่อเป็นเส้นยาวรอมอบให้ตูนอย่างเป็นกันเอง จากนั้นตูนวิ่งต่อไปยังจุดเช็กพอยต์หน้าบริษัทวีเจที พาราเอนเตอร์ไพรส์ จำกัด ต.ปากแพรก อ.ดอนสัก สิ้นสุดการวิ่งเซตที่ 1 มีนายเจริญ เปลี่ยวจิต นอภ.ดอนสัก และ พ.อ.ศานติ ศกุนตนาค เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 45 ร่วมต้อนรับ

ระหว่างนั้นได้มี ด.ช.เด่นตะวัน ปัตตา อายุ 12 ปี เป็นเด็กพิเศษ มารอพบพี่ตูน โดยผู้เป็นย่าพาขี่คอถือเงินร่วมบริจาคด้วย ตูนได้จับศีรษะให้กำลังใจและยื่นมือไปแตะกันพร้อมตะโกนว่า “เฮ้ด้วย” ท่ามกลางเสียงปรบมือของชาวบ้าน ด.ช.เด่นตะวัน ยิ้มแย้มอย่างมีความสุขกล่าวว่า ดีใจมากที่ได้พบ พี่ตูน ตั้งใจมาร่วมบริจาคทำบุญด้วย ออกมารอตั้งแต่ 8 โมงเช้า คุณย่ากลัวจะไม่ได้เห็นพี่ตูนจึงให้ขี่บนคอ จนพี่ตูนหันมาเห็นเดินเข้ามาหาและสัมผัสมือกัน ทำให้มีกำลังใจเป็นอย่างมาก จะเอาพี่ตูนเป็นตัวอย่างในความอดทนและทำดี

ต่อมาตูนออกวิ่งเซตที่ 2 ไปยังปั๊มน้ำมัน ปตท.ฤดีเพ็ญ สามแยกบ้านใน อ.ดอนสัก ท่ามกลางแดดที่ร้อนเป็นช่วงๆ ตลอดเส้นทางมีตำรวจ สภ.ดอนสัก จัดแถววิ่งประกบขบวนเพื่อป้องกันรถยนต์ที่แล่นสวนผ่าน ระหว่างทางยังมีประชาชนมายืนรอร่วมบริจาคให้กำลังใจหนาแน่น ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กนำกระปุกออมสินที่เก็บเงินไว้มามอบให้พี่ตูน และเมื่อคณะของตูนจบการวิ่งเซตที่ 2 ถึงจุดเช็กพอยต์ปั๊มน้ำมัน ปตท.ฤดีเพ็ญ เจ้าของปั๊มได้เติมน้ำมันฟรีให้รถยนต์ทุกคันในขบวนของตูนด้วย ด้านนายนนท์ปพัฒน์ สายทองอินทร์ อายุ 23 ปี ผู้พิการขาเดินไม่ได้ตั้งแต่เด็ก นั่งรถวีลแชร์มารอมอบเงินบริจาค 500 บาทให้ตูน กล่าวชื่นชมความเสียสละของพี่ตูนที่วิ่งตากแดดตากร้อนเพื่อหารายได้ไปช่วยผู้ป่วยและโรงพยาบาล ปกติพี่ตูนไม่ต้องออกมาวิ่งก็ได้ แต่พี่ตูนนำความเหนื่อยยากของตัวเองออกมาให้คนไทยได้มีส่วนร่วมด้วย ก่อนหน้านี้ได้บริจาคเงินผ่านทางเอสเอ็มเอสมาแล้ว วันนี้ขอมาบริจาคด้วยมือตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีการประกาศเลื่อนวันวิ่งของตูนและคณะเข้าสู่พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เร็วขึ้น ทำให้ประชาชนที่อยู่นอกเส้นทางเร่งรวบรวมเงินบริจาคตามโครงการ “ชวนชาวเมืองคนดี ร้อยสายธารแห่งแรงศรัทธาด้วยแบงก์ยี่สิบยาวที่สุดในประเทศไทย” ร่วมกับชมรมนักข่าวสุราษฎร์ธานี เพื่อมอบให้ตูน โดยนายเนาวรัตน์ ศิลปเจริญ ประธานชมรมนักข่าวสุราษฎร์ธานีกล่าวว่า ล่าสุดยอดเงินบริจาครวมกว่า 2 แสนบาทแล้ว คาดว่าจะต่อสายธารได้ยาวกว่า 2,000 เมตร และจะมีเพิ่มเข้ามาอีก ในช่วงบ่ายวันที่ 15 พ.ย. จะมีการยืนถือสายธารเป็นแนวยาวจากจุดเริ่มต้นที่ศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี ไปยังวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี มีนายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธาน จะนำรวบรวมส่งมอบให้ตูนในวันที่ 16 พ.ย. บริเวณหน้าที่ว่าการ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี

ขณะที่ ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ แฟนสาวของตูน ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเพจ “ก้าว” อ่านคอมเมนต์ที่มีผู้แจ้งถึงโครงการ “ร้อยสายธารแห่งแรงศรัทธาด้วยแบงก์ยี่สิบยาวที่สุดในประเทศไทย” ระบุว่า ที่ร้อยแบงก์ยี่สิบต่อกันยาวๆนี่ ทำเป็นแค่เชิงสัญลักษณ์ แต่จะเอาเงินทั้งหมดไปนับเองและโอนผ่านธนาคารให้โครงการ ก้อยกล่าวว่า “โอ้ว ได้เลยค่ะๆ ขอบคุณมากค่ะ น่ารักมากๆ ขอบคุณมากนะคะ”

ระหว่างที่ตูนพร้อมคณะหยุดพักที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.ฤดีเพ็ญ เป็นเวลา 2 ชม. เนื่องจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ตูนได้นั่งรถยนต์กลับไปทำกิจกรรมกับเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาหัวช้าง ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 2 คน คนละ 10,000 บาท พร้อมมอบเงิน 10,000 บาทให้กับโรงเรียน และอีก 50,000 บาท ให้โรงเรียนจัดซื้ออุปกรณ์กีฬา จากนั้นนั่งรถกลับไปที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.ฤดีเพ็ญ ออกวิ่งเซตที่ 3 ไปยังร้านกาแฟเดอะไนน์ ค็อฟฟี่ หมู่ 6 ต.ท่าอุแท อ.กาญจนดิษฐ์ ตลอดทางตูนมีอาการค่อนข้างอ่อนล้า แต่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มและหยุดทักทายกับประชาชนเป็นระยะๆ โดยไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้เห็น วันนี้ทีมงานได้ปรับระยะทางให้สั้นลงเหลือเพียง 4 เซต โดยเซตที่ 4 ไปสิ้นสุดที่ปั๊มน้ำมัน พีที.มานิตาออยล์ ต.พลายวาส อ.กาญจนดิษฐ์ ในเวลาประมาณ 20.00 น. รวมระยะทางที่วิ่งได้วันนี้ 40 กม. ยอดเงินบริจาคถึงช่วงค่ำวันที่ 14 พ.ย.จำนวนกว่า 227 ล้านบาท ส่วนวันรุ่งขึ้น 15 พ.ย. ตูนจะหยุดพักร่างกาย 1 วัน เดินทางไปรับสิ่งของพระราชทานจากสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่โรงแรมบรรจงบุรี อ.เมืองสุราษฎร์ธานี และไปร่วมกิจกรรมที่เตรียมไว้ ก่อนออกวิ่งต่อในวันที่ 16 พ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากในช่วงเช้าที่ตูนได้เซ็นชื่อลงบนแผ่นป้ายหลักกิโลเมตรจำลองบริเวณเขตรอยต่อระหว่าง จ.นครศรีธรรมราช กับ จ.สุราษฎร์ธานี ระบุระยะทางที่วิ่งมาแล้ว 540 กม. ทำให้บรรดาเซียนหวยต่างนำเลขดังกล่าวไปหาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อเสี่ยงโชคกันจนเกลี้ยงแผง

ส่วนที่โรงแรมบรรจงบุรี ถนนเลี่ยงเมือง อ.เมืองสุราษฎร์ธานี นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี ไปตรวจความเรียบร้อยการจัดเตรียมสถานที่พิธีมอบสิ่งของพระราชทานจากสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบให้ตูนและคณะในวันที่ 15 พ.ย. เวลา 11.30 น. ทางโรงแรมจัดเตรียมห้องแกรนด์บอลรูม 1-2 ที่จุคนได้ประมาณ 1,000 คน จัดเก้าอี้สำหรับผู้ร่วมงานไว้ 800 ตัว ขณะที่ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจัดกำลังเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องการรักษาความปลอดภัยและการจราจร เนื่องจากคาดว่าจะมีผู้มารอรับและให้กำลังใจตูนเป็นจำนวนมาก

วันเดียวกัน เพจ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา” ได้เช็กอินที่ตลาดโบ๊เบ๊ กรุงเทพฯ พร้อมข้อความว่า #แอบมาส่องหาเสื้อพี่ตูนปลอม นอกจาก 2 ก้าวของพี่ตูนที่ทำให้เราได้สัมผัสถึงคำว่าแบ่งปัน แต่ยังเปลี่ยนทัศนคติที่ดีให้กับคนในประเทศเราเรื่องลิขสิทธิ์อีกด้วย ใครพบเจอเสื้อโครงการก้าวคนละก้าว #ปลอม! แจ้งมาได้เลยนะครับ กรมฯจะรีบดำเนินการ คนผลิตเสื้อก๊อปมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนคนขายก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางไปตรวจสอบครั้งนี้ ไม่พบเห็นการผลิตหรือขายเสื้อและหมวกปลอมโครงการดังกล่าว รวมถึงยังไม่มีประชาชนแจ้งเบาะแสพบเห็นการผลิตและขายเสื้อและหมวกปลอมมายังเพจ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา” แต่อย่างใด ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า มีพ่อค้าบางรายได้ว่าจ้างให้ผู้ผลิตเสื้อ ผลิตเสื้อปลอมโครงการก้าวคนละก้าวฯ แต่ผู้ผลิตต่างประกาศจุดยืนผ่านโซเชียลว่าไม่รับผลิตและไม่อุดหนุนสินค้าปลอมที่ทำเลียนแบบ แม้ว่าจะมีออเดอร์รวมกันหลายหมื่นตัวก็ตาม จากนั้นนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ จึงกำชับให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกตรวจสอบตามตลาดและแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศ หากตรวจสอบพบให้จับกุมดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด