'ซิโก้' น้อมรำลึกถึง 'ในหลวง รัชกาลที่ 9' พร้อมเผยเรื่องราวสุดประทับใจ

"ซิโก้" เกียรติศักดิ์​ เสนาเมือง อดีตกุนซือ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย และ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ เอฟซี น้อมรำลึกถึง "ในหลวง รัชกาลที่ 9" ในวาระครบ 1 ปีที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต พร้อมเปิดเผยเรื่องราวสุดประทับใจ...

วันที่ 13 ต.ค. 60 สืบเนื่องจากในวันที่ 13 ตุลาคม ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย และ สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ เอฟซี ได้ออกมาน้อมรำลึกถึงพระองค์พร้อมเปิดเผยเรื่องราวสุดประทับใจ

"วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ความรู้สึกช่างเร็วเหลือเกิน แน่นอนความเศร้าโศกก็ยังอยู่ในหัวใจ ซึ่งไม่อยากให้ถึงวันที่ 26 ต.ค.นี้ ที่จะเป็นวันที่มีการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์ท่าน ท่านสอนให้พวกเราเข้มแข็งและรู้จักยอมรับสัจธรรมของชีวิต วันนี้พระองค์ท่านได้จากเราไปแล้ว ไม่มีพระองค์ในโลกที่ทรงงานหนักมาตลอดระยะเวลา 70 ปี"

"ช่วงเวลาที่เราเดินทางไปกราบพระบรมศพ เรารู้สึกว่าได้สูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราพยายามที่จะทำผลงานให้ดีและนำถ้วยรางวัลมาถวายให้กับพระองค์ท่านและคนไทย การได้แชมป์ทำให้คนไทยมีความสุขและแน่นอนว่าพระองค์ท่านมีความสุขไปด้วย ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้ากราบพระบรมศพด้านใน 3 ครั้ง และนอกเหนือจากนั้นก็จะมีไปบริเวณรอบๆ พระบรมมหาราชวังตลอด รวมถึง ภรรยา และลูกๆ ด้วย เพื่อให้พระองค์ทรงทราบว่าเรายังเป็นคนดีของพระองค์ท่าน เราจะทำตามรอยพระองค์ท่าน และจะสานต่อสิ่งที่ท่านได้ทรงทำเอาไว้"

"ย้อนกลับช่วงเวลาที่เรายังเด็ก เมื่อเราเห็นรูปพระองค์ท่านตลอดจนปฏิทินที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ เรารู้สึกรักพระองค์ท่าน และด้วยการที่พ่อแม่ของเรารับราชการรับใช้แผ่นดินมาตลอดอายุราชการจนเกษียณ ทำให้เรามีความรู้สึกอยากที่จะรับใช้แผ่นดินบ้างและเราก็ได้ทำสำเร็จ ตอนนั้นได้รับพระราชทานกระบี่ ยศร้อยตำรวจโท เราตั้งใจที่รับใช้แผ่นดินไปตลอด แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่สามารถทำได้เพราะเราต้องมาเป็นนักฟุตบอล และหัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นอาชีพข้าราชการหรืออาชีพใดก็สามารถทดแทนแผ่นดินได้ทุกภาคส่วน"

"ทุกครั้งที่รับใช้ชาติ เราจะรู้สึกได้ว่าพระองค์ทรงติดตามและให้กำลังใจนักกีฬาทุกประเภทมาโดยตลอด ซึ่งความประทับใจสูงสุดที่ผมไม่มีวันลืมเลยนั่นคือใน การแข่งขันศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน หรือ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014” รอบชิงชนะเลิศ นัดที่ 2 ที่สนามบูกิต จาลิล กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. ในปีดังกล่าว เราตามหลังเจ้าถิ่นถึง 0-2 ในครึ่งเวลาแรก และในช่วงพักครึ่งนั้นเอง พระองค์ทรงมีพระกระแสรับสั่งผ่านราชเลขาธิการให้กำลังใจพวกเราถึงห้องพักนักกีฬา แม้เราจะโดนนำห่างเพิ่มไปเป็น 0-3 แต่ด้วยกำลังใจจากพระองค์ท่านทำให้นักเตะทุกคนฮึกเหิม แม้เราจะแพ้ในเกมนั้น 2-3 แต่จากการที่เราเอาชนะพวกเขามาได้ก่อนในเกมแรก 2-0 ทำให้ผลรวมสองนัดเราคว้าแชมป์ไปได้ด้วยสกอร์รวม 4-3 และถือเป็นแชมป์สมัยแรกในรอบ 12 ปีเลยทีเดียว เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไรน้ำตามันเอ่อล้นออกมาทุกที"

"ในส่วนของหลักเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆ พระองค์ท่านทรงอยากให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้ไม่ใช่แค่เฉพาะภาคเอกชน ภาคธุรกิจหรืออื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้ คำว่าพอเพียงของท่านในที่นี้คือ รู้จักพอประมาณ รู้จักประมาณตน ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ฟุ่มเฟือยได้แต่ต้องฟุ่มเฟือยตามกำลังที่แต่ละคนมี เราจึงได้พยายามถ่ายทอดเรื่องดังกล่าวไปยังน้องๆ นักฟุตบอลที่มีเงินเดือนหลักแสนว่าถ้าอาชีพนักฟุตบอลมีเวลาเพียง 10 ปี ถ้าวันหนึ่งเราต้องกลับมาใช้ชีวิตปกติคุณจะสามารถใช้เดือนละ 1-2 หมื่นได้หรือเปล่า เราก็พยายามให้แง่คิดตรงนั้นให้เขารู้จักวางแผนการใช้ชีวิต"

"สุดท้ายนี้ผมอยากฝากถึงคนไทยทุกคนว่า พ่ออยู่กับเราตลอดเวลา เราจะต้องสานต่อปณิธานที่ท่านทรงทำเอาไว้ เราต้องรู้รักสามัคคี ทำความดีด้วยหัวใจ ทำตามรอยที่พระองค์ท่านทรงทำมาตลอดระยะเวลา 70 ปี ซึ่งถ้าเราทำตามสิ่งข้างต้นนี้ได้พระองค์ทรงมีความสุขอยู่บนสรวงสวรรค์"