ฟังอีกมุม 2 สัปดาห์ไม่ช้า! เผยอุปสรรคสำคัญยื้อกู้ร่างนศ.ไทยขับรถตกเหว

หลังจากที่นักศึกษาไทยสองรายประสบอุบัติเหตุรถเก๋งชนราวกั้นถนนอุทยานแห่งชาติคิงส์ แคนยอน เมืองเฟรสโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ตกลงไปบนแก่งหินในลำธารก้นเหวเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 60 จนกระทั่งวันนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงรัฐแคลอฟอร์เนีย เขตเฟรสโน และทีมกู้ภัยของสำนักงานนายอำเภอท้องถิ่น ยังไม่ปฏิบัติการดำเนินการกู้ซากรถ เลื่อนแล้วเลื่อนอีก โดยอ้างเรื่องสภาพอากาศ ระดับน้ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อทีมกู้ภัยอย่างยิ่ง ทำให้ครอบครัวของนักศึกษาไทยร้อนเนื้อร้อนใจ รวมทั้งชาวไทยหลายคนยังเคลือบแคลงใจว่าเหตุใด สหรัฐฯ จึงยื้อการกู้ร่างจนเนิ่นนานเพียงนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เชิญแพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้มากประสบการณ์ด้านการช่วยเหลือกู้ชีพทั้งสองท่าน มาให้ข้อมูลในประเด็นวิธีการกู้ร่างและอุปสรรคต่างๆ รวมถึงเหตุผลที่สงสัยกันว่า“ทำไมทีมกู้ภัย จึงยังไม่กู้ร่างทั้งคู่ขึ้นมาเสียที?”

ตกลงไปความสูงตึก 50 ชั้น โอกาสในการมีชีวิตมากน้อยเพียงใด?

นพ.สรฤทธิ์ เกียรติเฟื่องฟู แพทย์เวชศาสตร์การบิน และเป็นแพทย์ผู้มากประสบการณ์บนภูเขาสูงมา 6 ปี กล่าวถึงความอันตรายเมื่อตกลงไปบริเวณดังกล่าว โดยเผยว่า ในกรณีที่หล่นลงไปเกิดการบาดเจ็บได้หลายอย่าง จากแรงกระแทก ยิ่งถ้าพุ่งหล่นลงไปโดยไม่ได้กลิ้งตกเหวก็เหมือนกับตกตึก 50 ชั้น บาดเจ็บได้ทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายใน หรือกระดูกสันหลัง รวมทั้งแรงกระแทกในระดับนี้ทำให้เสียชีวิตได้

อีกกรณี หากหล่นลงไปแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยทั่วไปหิมะที่ละลายเป็นน้ำบนเขาส่วนมากจะมีอุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ดังนั้น เมื่อร่างกายถูกแช่อยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำขนาดนี้ จะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ชม. ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า ไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia) หรืออุณหภูมิต่ำจนเสียชีวิต

จริงหรือไม่ ที่บอกกันว่า อากาศหนาวจะรักษาร่างกายไว้ได้?

นพ.สรฤทธิ์ ตอบว่า อย่างเอเวอเรสต์หรือภูเขาสูงที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,000 เมตรขึ้นไป และต้องไม่มีความชื้นเลย ลมกับความเย็นจะทำให้ร่างกายไม่เน่า และแห้งไปเป็นมัมมี่ แต่ใช้ระยะเวลาเป็นสิบๆ ปี น้ำในร่างกายจะค่อยๆ ระเหยออกไปจนเหลือแต่โครงกระดูก ขณะที่ กรณีคิงส์ แคนยอน นี้แค่ 3,000 เมตร ยังมีความชื้นอยู่เปรียบเทียบกันไม่ได้ และยังมีสภาวะแช่น้ำเย็นด้วย ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่า ร่างที่ถูกแช่น้ำมาหลายสัปดาห์จะอยู่ในสภาพไหน ส่วนอวัยวะในร่างกายจะหลุดไหลไปตามกระแสน้ำหรือไม่นั้น คิดว่าไม่น่า เพราะไม่ได้มีแรงฉีกอะไร

อุปสรรคสำคัญในการกู้ร่าง

ด้าน นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านการลำเลียงผู้ป่วยและกู้ชีพทางอากาศ อธิบายถึงอุปสรรคสำคัญในการกู้ร่างสองนักศึกษาไทย ดังนี้...

1. กระแสน้ำ - วันที่เกิดเหตุอยู่ประมาณ 1,700 คิวบิกฟุตต่อวินาที อาจต้องรอปริมาณน้ำ 400 คิวบิกฟุตต่อวินาที จึงจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและสามารถเข้าช่วยได้

2. ลม - ลมในซอกเขามีความสำคัญในเรื่องของการบินอยู่ ดังนี้ 1. ลมซอกเขา (Flow past terrain) 2. ลมกระโชก (Gust wind) ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จะเกิดขึ้นเป็นห้วงๆ อากาศยานเมื่อเจอลมกระโชก จะทำให้เกิดอาการเซ เสียสมดุล ที่สำคัญ คือ หากซอกเขานั้นไม่ได้กว้างเพียงพอ เมื่อเสียสมดุลจนเซไปแล้วจะไปชนเขาได้ 3. Upwash-downwash กระแสไหลของอากาศ ที่มีผลต่อการยกตัวของอากาศยาน

ทั้งนี้ ความเร็วลม เวลาบินจริงอยู่เหนือทุ่งนาแถวลำลูกกา 20-25 นอตโดยประมาณ แต่ถ้าลมในซอกเขาอาจมากถึง 50 นอต หรือประมาณ 90 กม./ชม. ถือว่าความเร็วลมแรงมากพอสมควรที่จะทำให้อากาศยาน เซและเสียสมดุลได้ และหากไม่มีพื้นที่ให้เซออกด้านข้างเพียงพอก็อาจจะทำให้อากาศยานชนเขาได้

3. ทัศนวิสัย - บางครั้งอาจจะมีหมอก ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาช่วงวันที่เกิดเหตุเป็นช่วงที่มีมรสุมพอดี ทำให้การมองเห็นไม่ดีนัก แต่ช่วงนี้ก็คลี่คลายได้ดีระดับหนึ่งพอจะมองเห็นแล้ว

4. อุณหภูมิน้ำ - ขณะเกิดเหตุวันนั้นคาดว่าอุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส หากผู้ประสบเหตุเกิดตกลงไปน้ำอุณหภูมิขนาดนี้ จะส่งผลให้หมดสติภายใน 30-60 นาที และเสียชีวิตภายใน 1-3 ชม. ถึงแม้จะมีเสื้อกันหนาวซึ่งจะดูดซับน้ำอุณหภูมิต่ำเข้าไป ส่งผลให้สูญเสียความร้อนในร่างกายผู้ประสบเหตุรวดเร็วขึ้นไปอีก

5. ทีมกู้ภัยในสหรัฐฯ จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Swift water rescue technician หรือ SRT-I-II (basic) ระดับตำรวจทางหลวง ระดับภาครัฐทั้งหลาย จะมีการเรียนขั้นพื้นฐาน และ Swift water rescue technician Advance หรือ SRTA ระดับสูงในพื้นที่มีไม่เยอะ ถ้าไม่ใช่ระดับนี้ก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปให้การช่วยเหลือได้ อีกทั้ง คนเราอยู่ที่ความสูง ประมาณ 10,000 feet (3,000 เมตร) เริ่มเกิดภาวะพร่องออกซิเจน (hypoxia) ทำให้การปฏิบัติการทำได้ด้วยความยากลำบากมากขึ้น

6. ชุดที่จะลงไปช่วย - ต้องประกอบไปด้วย 1. Rope rescue เชือกไดนามิกทนต่อความคมของหิน (harness+dynamic rope+carabiner) 2. Swift water rescue (swift water life vest+Rope+Rafing) เสื้อชูชีพที่ใช้กับกระแสน้ำเชี่ยว 3. Cold water drysuit เพื่อรักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย

7. ความชันของหน้าผา - ไม่ได้เป็นอุปสรรคหลัก เท่าที่ประมาณด้วยสายตาจะอยู่ในช่วง Climbing level 5B-5C เป็นระดับที่ไม่ชันมากนัก ซึ่งสามารถลงได้ไม่ยากนัก แต่เมื่อลงไปแล้วจะเจออุปสรรคอื่นๆ รออยู่เบื้องล่าง

8. ขีดความสามารถของอากาศยาน - ระดับความสูงเฉลี่ยในพื้นที่ประสบเหตุ (ไม่ใช่จุดตก) ประมาณ 9,000 feet ดังนั้น Density altitude มีผลต่อ performance ของอากาศยาน ยิ่งสูงสมรรถนะของอากาศยานยิ่งลดลง ทำให้บินได้ไม่ดีเท่าเมื่อบิน Low altitude

9. กฎหมาย - ทราบมาว่า ทางสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้เอกชนเข้าไปช่วยในเหตุการณ์นี้ด้วย ซึ่งก็หมายความว่า ทีมกู้ภัยจากไทยก็คงไม่ได้ลงไปเช่นกัน

ฮ.ชีนุก ที่สหรัฐฯ จะใช้นั้น มีศักยภาพเพียงพอเหมาะสมหรือไม่ จะเกิดอุปสรรคจากแรงลมไหม?

ล่าสุด ทางสหรัฐฯ เตรียมส่ง ฮ.ชีนุก กู้ร่าง 2 นักศึกษาไทย นพ.สุระ กล่าวในประเด็นนี้ว่า Chinook CH-47 เป็นอากาศยานปีกหมุนขนาดหนัก twin engine สมรรถนะดีมาก ปกติจะใช้ยกรถถัง ดังนั้น รถระดับตันกว่าเป็นเรื่องสบายๆ แต่การลงไปเกี่ยวทำได้ยาก เนื่องจากบริเวณนั้นไม่มีที่ยืน และน้ำยังเชี่ยวมาก และอากาศยานมีข้อจำกัดคือ 1. ลมกระโชก ลมซอกเขา 2. สมรรถนะอากาศยานลดลง (density altitude) 3. กระแสน้ำ ล่าสุด ประมาณ 667 คิวบิกฟุตต่อวินาที มันมากเกินไปที่จะยกรถขึ้นมาได้ ต้องรอให้แรงของน้ำต่ำว่า 400 คิวบิกฟุตต่อวินาทีก่อน 4. plan for emergency single engine หากเกิดเหตุการณ์ที่อากาศยานเครื่องยนต์ดับ 1 เครื่อง จะเสียความสูง และต้องใช้เครื่องยนต์อีกเครื่องยกตัวขึ้น แต่พื้นที่เกิดเหตุเป็นช่องเขาแคบ โอกาสที่อากาศยานจะชนเขาและเครื่องตกมีสูง!

ยกรถขึ้นมามีโอกาสแยกเป็นสองส่วนหรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า เมื่อเกี่ยวรถขึ้นมา Cargo hook operation จะมีลักษณะเหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปมา ทำให้อากาศยานเสียสมดุลไปด้วย

ก่อนหน้านี้ ทำไมโดรนบินลงไปดูได้?

ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูงและการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ ตอบว่า “โดรนไม่มีสิ่งมีชีวิต แต่อากาศยานมีสิ่งมีชีวิตอยู่ อย่างน้อย 5-6 ชีวิตและมีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน โดรนตกกี่ครั้งก็เสียแค่เงิน แต่หากอากาศยานตก นั่นหมายถึง ชีวิตคน จึงเป็นการใช้ประโยชน์จากโดรนเพื่อการนำร่องและถ่ายภาพหาคลื่นความร้อนจากสิ่งมีชีวิตในระยะที่คาดว่ายังมีสัญญาณชีวิตเท่านั้น ซึ่งหากพบก็จะนำไปสู่การค้นหาเพื่อการกู้ชีพต่อไปอย่างเร่งด่วน”

นพ.สุระ อธิบายต่อว่า เวลาเฮลิคอปเตอร์บิน ใบพัดหมุนเร็ว แรงจะเกิดลมกระโชกอย่างแรงในช่องเขานั้น ดังนั้น การปฏิบัติการคนละอย่างกับโดรน ชีนุกเองประมาณ 20 ตัน รวมกับน้ำหนักรถที่กู้ขึ้นมา ลองคิดดูว่า จะใช้แรงใบพัดหมุนแรงขนาดไหนจึงจะยกตัวให้ลอยได้ แต่โดรนยกน้ำหนักแค่ 2-3 กก. ซึ่งแรงลมที่มากระทบต่อตัวอากาศยานจึงแตกต่างกันถึง 10,000 เท่า และหากโดรนบินและเสียสมดุล โดรนจะมีพื้นที่ในการเซได้อีกหลายเมตร โดยไม่ชนเขา ขณะที่ ชีนุก หรือ เฮลิคอปเตอร์ ซวนเซไปไม่กี่เมตรก็ชนเขาแล้ว

การปีนด้วยเชือกลงไปช่วย ทำได้หรือไม่?

ด้าน แพทย์ทีมปีนเขาเอเวอเรสต์ ระบุว่า ปีนลงไปใครๆ สามารถทำได้ แต่ปัญหาคือ ปีนลงไปแล้วปลอดภัยหรือไม่ และเมื่อลงไปแล้วจะข้ามไปยังรถเพื่อกู้ร่างได้อย่างไร และไม่ใช่แค่ทักษะการปีนเขาอย่างเดียว แต่ยังมีทักษะการกู้ภัยทางน้ำ ทักษะการตัดถ่าง ทักษะการใช้อุปกรณ์เพื่อกู้ร่างออกมาด้วย

“คนปีนลงไปช่วยไม่เป็นปัญหาครับ เวลาลงไปเราสามารถทำตัวลีบเพื่อหลบกระแสลมได้ แต่เมื่อกู้ออกมาได้จะแบกขึ้นอย่างไร และร่างคนตายจะกลายเป็นตัวต้านลมมากขึ้น เมื่อถูกลมกระโชกมา สลิงยิ่งแกว่งไปอีก” นพ.สรฤทธิ์ ระบุ

หากเป็นผู้ประสบเหตุตกเขากรณีอื่นๆ ทางทีมกู้ภัยจะทำอย่างไรบ้าง?

นพ.สรฤทธิ์ กล่าวว่า สมมติเป็นกรณีที่ทราบในทันทีว่าเกิดเหตุนั้น ตามหลักสากลทีมกู้ภัยต้องดูก่อนว่าปลอดภัยหรือไม่ที่จะลงไป และประเมินดูว่ามีผู้รอดชีวิตหรือไม่ เพื่อแยกว่ากรณีนี้เป็นภารกิจ “กู้ร่าง” หรือ “กู้ชีพ” โดยกู้ชีพสำคัญที่สุดต้องช่วยคนให้รอดให้ได้ แต่การกู้ร่าง ผู้ที่ลงไปกู้ต้องสำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้น ผู้กู้จะกลายเป็นผู้ประสบภัยในที่สุด

นอกจากนี้ กฎหมายของสหรัฐฯ จะต้องพิสูจน์ว่าเป็นการตายโดยธรรมชาติหรืออื่นๆ มีเรื่องของพยานหลักฐานด้วย แต่หากทีมกู้ภัยเข้าไปช่วยในทันที หลักฐานอื่นๆ อาจจะหายหมดได้ ดังนั้น มองว่า ทางสหรัฐฯ คงกังวลในเรื่องนี้ จึงยังดำเนินการอะไรไม่ได้มากในขณะนั้น

ทางที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับคนช่วย และการนำร่างขึ้นมาได้สำเร็จ คิดว่าควรทำอย่างไร?

นพ.สุระ เจตน์วาที ผู้เชี่ยวชาญด้านการลำเลียงผู้ป่วยและกู้ชีพทางอากาศ กล่าวว่า “ผมว่าใช้ Cargo hook operation แต่เขารอให้ความแรงของน้ำน้อยกว่า 400 คิวบิกฟุตต่อวินาทีก่อน เพื่อที่จะให้ทีมกู้ภัยลงไปเกี่ยวรถขึ้นมาได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น และทางอากาศยานก็จะบินได้ง่ายขึ้น และอีกวิธี คือ การโรยตัวลงไปพร้อมเครื่องมือที่พร้อมทนต่อกระแสน้ำเชี่ยว และน้ำเย็น รวมถึงเอาเรือยางลงไปด้วย Swiftwater Rescue Boat Operator (SRBO) กรณีที่ลงไปช่วยในน้ำเชี่ยว ใช้เรือยางหรือแพยาง โดยใช้เชือกหรือลวดสลิงเป็นตัวควบคุมทิศทาง”

ขณะที่ นพ.สรฤทธิ์ เกียรติเฟื่องฟู แพทย์ประจำทีมปีนเขาเอเวอเรสต์ ให้ความเห็นว่า “มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับหน้างาน ตอนนี้เราไม่มีข้อมูลรายละเอียดมาก เราอยู่ตรงนี้ประเมินแทนคนที่อยู่หน้างานตรงนั้นไม่ได้หรอกครับ”

ระยะเวลาดังกล่าว เข้าสัปดาห์ที่ 3 แล้ว คิดว่าล่าช้าหรือไม่?

“หลักสากลของการช่วยชีวิต 1. หลักฐานการมีชีวิต ของผู้บาดเจ็บ 2. ความปลอดภัยของสถานการณ์นั้น (Scene Safety) เมื่อตรวจสอบแล้วว่า มีครบทั้ง 2 องค์ประกอบ ทีมกู้ภัยจะรีบลงไปช่วยชีวิตให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะทุ่มงบประมาณเท่าไร จะต้องเอาชีวิตขึ้นมาให้ได้ แต่หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง จะรอเมื่อทีมกู้ภัยมีความปลอดภัยสูงสุดเท่านั้น จึงลงให้การช่วยเหลือ ดังนั้น มองว่า 2 สัปดาห์กว่าๆ ถือว่าไม่นานไปหากสิ่งแวดล้อมบริเวณจุดเกิดเหตุยังไม่ปลอดภัยเพียงพอครับ” นพ.สุระ เจตน์วาที ผู้เชี่ยวชาญด้านการลำเลียงผู้ป่วยและกู้ชีพทางอากาศ กล่าว

“คิดว่าเป็นไปตามขั้นตอนของเขา เพราะเท่าที่คุยกับพี่ๆ ทหารที่เคยไปฝึก จุดนี้เป็นจุดที่ยาก คิงส์ แคนยอน มีเหตุการณ์รถตกเขาบ่อยมาก แต่ว่าจะไปเกิดจุดไหนเท่านั้น แต่ครั้งนี้เกิดในจุดที่ยาก ก็ต้องย้อนกลับไปถึงหลักความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะมันคือกู้ร่างไม่ใช่กู้ชีพครับ ถ้าไม่มองว่าเป็นคนประเทศไหนตัดประเด็นอื่นๆ ออกไป ผมมองว่าเป็นไปตามขั้นตอนของสหรัฐฯ กว่าจะแจ้ง 2 วัน กว่าจะพบก็ล่วงเลยไปหลายวันแล้ว เราต้องให้ความเคารพกับคนที่อยู่หน้างาน เขาคงประเมินแล้วว่า มันยังไม่ปลอดภัยเขาเลยไม่ลง เพราะว่าการกู้ร่างแม้เสี่ยงเพียง 10% นักกู้ภัยระดับโลกอย่างสหรัฐฯ เขาก็ไม่เสี่ยงครับ แต่ถ้ากู้ชีพเขาก็จะทำทุกวิถีทางโดยคำนึงถึงผู้ประสบภัยเป็นหลัก” นพ.สรฤทธิ์ เกียรติเฟื่องฟู แพทย์ผู้มากประสบการณ์บนภูเขาสูงมา 6 ปี แสดงทัศนะ.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

อ่านเพิ่ม