อัยการศาลสกลนคร ชี้ คดีพ่อข่มขืนลูก มีอัตราโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

กรณี มีผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ ชลิดา วัฒนะ ได้โพสต์ว่าตนและพี่สาว ได้เข้าช่วยเหลือน้องเหยื่อเคราะห์ร้าย ถูกพ่อแท้ๆ บังคับข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้ง มาตั้งแต่อายุ 12 ปี ต่อเนื่องจนถึง 17 ปี บางครั้งใช้กำลังตบตีทำร้ายร่างกาย โดยมีผู้เป็นแม่รู้เห็นสมยอมด้วย จนกระทั่งมีการแจ้งความดำเนินคดีและ จนท.ตำรวจได้จับกุมผู้เป็นพ่อ รายละเอียดตามที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เวลา 14.00 น. วันที่ 11 ต.ค. 61 ที่สำนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสกลนคร เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า คดีของเด็กสาววัย 17 ปี ที่ถูกพ่อล่วงละเมิดทางเพศนั้น เบื้องต้นได้มีการสอบปากคำโดยสหวิชาชีพแล้ว โดยมีข้อมูลจากคำให้การว่า เด็กถูกกระทำต่างกรรมต่างวาระกันตั้งแต่อายุ 12 ปี ต่อเนื่องมาจนถึงอายุ 17 ปี โดยในทางคดีนั้นกฎหมายบัญญัติไว้ว่า ยิ่งเป็นเด็กยิ่งมีโทษหนัก ดังนั้นอัตราโทษในแต่ละกรรมแต่ละวาระอาจจะไม่เท่ากัน โดยโทษสูงสุดนั้นกำหนดให้จำคุกตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินคดีจะต้องมีการสอบข้อเท็จจริงให้ได้ความ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องดำเนินการโดยสหวิชาชีพ ซึ่งคดีนี้การสอบข้อเท็จจริงอาจจะทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากเหตุการณ์เกิดมานาน บางครั้งเด็กอาจจะจำไม่ได้ในรายละเอียดที่ชัดเจน ซึ่งก็ต้องมาพิจารณาจากคำให้การของเด็กโดยละเอียด ซึ่งจะสามารถดำเนินคดีได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทั้งหมด

ในส่วนของอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น นอกจากภารกิจการคุ้มครองสิทธิ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมายแล้ว อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์ได้ประสานความร่วมมือกับอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัว อัยการจังหวัดสกลนคร ร่วมกันสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยเมื่อมีเหตุที่เกิดกับเด็ก จึงต้องพิจารณาอยู่สองส่วน คือ ภาคการดำเนินคดี กับ ภาคการคุ้มครอง ซึ่งภาคการคุ้มครองมีความสำคัญและจำเป็น มิฉะนั้นเด็กอาจจะถูกกระทำซ้ำอีก ซึ่งกฎหมายในส่วนนี้ก็คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีหมวดว่าด้วยความคุ้มครอง ซึ่งต้องยื่นต่อศาลเพื่อให้ศาลออกคำสั่งมาคุ้มครองไม่ให้ผู้กระทำหรือพ่อแม่เข้ามากระทำผิดซ้ำอีก

หากมีการฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษให้จำคุกได้ ซึ่งขณะนี้ในการให้ความคุ้มครองเด็กเบื้องต้นทราบว่าเด็กสมัครใจที่จะไปอยู่กับอา จึงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความดูแลคุ้มครองเพื่อไม่ให้เกิดมีการกระทำผิดต่อเด็กซ้ำขึ้นอีก อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ซึ่งเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเช่นใด ก็จะต้องดำเนินการในขั้นตอนทางกฎหมายตามที่ปรากฏ

ด้านสำนักงานยุติธรรมจังหวัดสกลนครเตรียมดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหาย หลังจากเจ้าตัวเดินทางเข้ายื่นแสดงความจำนง แต่ยังคงขาดเอกสารบางอย่างในส่วนของพนักงานสอบสวน โดย ว่าที่ร้อยตรีสมยศ แย้มโสพิศ ยุติธรรมจังหวัดสกลนคร ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวต่อกรณีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับเด็กสาวที่ถูกพ่อข่มขืนกระทำชำเราว่า เด็กสาวผู้เสียหายพร้อมอาสาวได้เดินทางมายื่นเอกสารติดต่อขอรับเงินเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ แต่เอกสารยังไม่ครบเนื่องจากขาดเอกสารรายงานการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งในกรณีของน้องที่ถูกพ่อข่มขืน สามารถจ่ายได้ไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งตามหลักการของการจ่ายเงินเยียวยานั้น เมื่อเอกสารครบ คณะกรรมการก็จะพิจารณาเบิกจ่ายเงินภายใน 45 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนที่เอกสารทางราชการนั้นยืนยันว่า ชื่อพ่อและแม่ของเด็กสาววัย 17 ปีที่ถูกข่มขืน ปรากฏเป็นชื่อตาและยายของเด็ก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่พ่อและแม่ได้ทิ้งเด็กไปตั้งแต่ยังเล็ก ตาและยายจึงได้ไปแจ้งเกิดโดยใส่ชื่อตาและยายเป็นพ่อและแม่ จึงต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยขณะนี้ จนท.พิสูจน์หลักฐานจังหวัดสกลนคร ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้เป็นพ่อแม่และตัวเด็กสาว ส่งไปตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ตำรวจภูธรภาค 4 หรือ ศพฐ.4 จังหวัดขอนแก่นตั้งแต่เมื่อวานนี้ (10 ต.ค.61) แล้ว คาดว่าจะทราบผลการตรวจพิสูจน์ภายใน 20 วัน โดย พ.ต.อ.สุชัย เชาว์พร้อม ผกก.สภ.กุดบาก ยืนยันว่าไม่น่าจะส่งผลต่อการดำเนินคดี โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องหาที่เป็นพ่อเด็กได้ยอมรับกับพนักงานสอบสวนว่าเด็กสาว 17 ปี เป็นลูกของตัวเองจริง.