6 แรงบันดาลใจ สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจในยุคดิจิทัล

เรียกว่าหมดเวลาอุดอู้อยู่ในกรอบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเรา หรือเดินตามเส้นทางเดิมๆ ที่มีคนขีดไว้ เมื่อเทคโนโลยียุคใหม่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง อินเทอร์เน็ต โลกออนไลน์ นวัตกรรมสุดล้ำเปิดโอกาสให้เราได้เลือกทางเดินที่ใช่ เพิ่มตัวเลือกคำตอบสำหรับคนที่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยไม่ต้องรอสั่งสมต้นทุนต่างๆ ที่ว่ากันว่าจำเป็นในการออกแบบชีวิตของตัวเองอีกต่อไป เชิญมาเติมไฟในตัวแล้วเริ่มออกเดินด้วย “แรงบันดาลใจ” ดีๆ ที่นักธุรกิจรุ่นใหม่อยากถ่ายทอดส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่ก่อนจะติดอยู่กับอะไรเดิมๆ

“เมื่อทำเพื่อคนที่รัก ทุกอย่างต้องเป็นไปได้”

ณภาบงกช ภูภาดาสวัสดิ์ และ พีรินทร์พงศ์ สินธุประภา เคยผ่านการเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากการลุยทำเองทุกขั้นตอน จนได้เรียนรู้ถึงข้อจำกัดของธุรกิจที่ทำให้เป้าหมายเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของทั้งคู่ดูไกลเกินเอื้อมถึง ณภาบงกช ใช้เงินเก็บที่มีอยู่ไม่มากเริ่มต้นธุรกิจค้าขายหน้าห้างสรรพสินค้า เจอปัญหาที่ควบคุมไม่ได้อย่างเช่นฤดูฝน น้ำท่วม รวมทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมๆ กับภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นตามวัย ขณะที่ พีรินทร์พงศ์ ลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิง ซึ่งกิจการเป็นไปได้สวยจนมีสาขาเพิ่ม มีหน้าร้านออนไลน์ มีตัวแทนจำหน่ายกว่าสามร้อยคน แต่ด้วยการแข่งขันทั้งหน้าร้านและออนไลน์จนทำให้ธุรกิจกลายเป็นนายเสียเอง ก็ถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องมองหาหนทางใหม่ๆ ให้กับชีวิต

“ตอนนั้นพอมีลูกก็เริ่มไม่ใช่แค่ตัวเราแล้ว เรามีความฝันอยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนที่ดี มีพื้นฐานด้านภาษา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขาด ก็เลยมองว่าเราต้องมีรายได้ต่อเดือนให้ถึงหลักแสน แต่มันควบคุมไม่ได้ บางช่วงรายได้เรา ไม่แน่นอนติดต่อกันหลายๆ เดือน แต่เรามีรายจ่ายทุกวัน เราเลยอยากทำอะไรที่เราควบคุมได้ อีกอย่างคือ ไม่อยากให้คุณแม่ต้องทำงานหนักจนอายุ 60 ตรงนี้เรารับไม่ได้ แม่มีลูกสามคน เลี้ยงลูกให้เรียนจบทุกคน แต่ลูกสามคนเลี้ยงแม่ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเรามาตลอด

“สิ่งที่ทำให้หลงรักในธุรกิจนี้คือเราสามารถขยายโอกาสไปได้ทั่วโลก และเราก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษด้วยนะ แต่เราสามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้มากกว่าสิบประเทศ รวมทั้งคนที่อยากทำธุรกิจอยู่ต่างประเทศ ทั้งที่เราไม่เคยเจอหน้ากัน ไม่เห็นหน้ากัน ก็สามารถขยายสาขาและมีรายได้จากประเทศนั้นๆ ได้ ซึ่งบริษัทที่เราร่วมธุรกิจมีศักยภาพที่จะสนับสนุนเรา ทั้งข้อมูลสินค้า แอปพลิเคชัน แปลภาษาต่างๆ จนเราแทบไม่ต้องขยับเองแล้ว วันนี้เรากลายเป็นคนตัวเบา ไม่ต้องเฝ้าร้าน ไม่ต้องเฝ้าสต็อกสินค้าแล้ว จากที่เมื่อก่อนต้องเฝ้าหน้าร้าน ไปไหนไม่ได้ ลูกแทบไม่ได้เจอ แต่ทุกวันนี้เราจะเจอเมื่อไหร่ก็ได้ เราจะพาพ่อแม่ไปกินข้าว ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรอเทศกาล”

ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ต้องพิสูจน์ตัวกับครอบครัวของทั้งสองฝ่ายให้ได้ก่อนว่า ทางเลือกธุรกิจนี้จะมีความมั่นคง มีรายได้สม่ำเสมอ และเลี้ยงดูคนที่รักได้จริงๆ ซึ่งสิ่งที่ยืนยันได้ดีกว่าคำพูดก็คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แม้จะต้องใช้เวลากว่าสองปีโดยไม่ปริปากบ่นเพื่อให้ครอบครัวยอมรับ ในช่วงแรกๆ ที่ยังชักหน้าไม่ถึงหลังก็ยังได้ฟังคำทัดทาน จากแม่อยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อแม่พูดว่า “โชคดีจริงๆ ที่มีเอ็งเป็นลูก” จึงเกิดเป็นความภูมิใจที่ในวันนี้ครอบครัว อยู่สบาย ลูกได้เรียนในโรงเรียนดีๆ อย่างที่วางเป้าหมายเอาไว้

“ในวันนี้ถ้าคุณคิดจะทำอะไร อย่าคิดแค่เพื่อตัวคุณเอง เพราะถ้าตั้งเป้าไว้แค่ตัวเอง คุณจะไม่สามารถมีแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ได้ คุณต้องรู้ว่าวันนี้คุณจะทำธุรกิจเพื่ออะไร เพื่อใคร ถ้าตอบสิ่งนี้ได้ความสำเร็จจะอยู่ใกล้มาก เพราะเวลาเราทำอะไรเพื่อคนอื่นเราจะมีแรง มีอะไรบางอย่างถีบเราให้ลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้า ทุกๆ วันเราอยาก รีบตื่น อยากออกไปทำงานเพราะมีคนรออยู่ข้างหลัง”

พีรินทร์พงศ์ เสริมว่า “ส่วนตัวไม่ได้มองว่างานนี้จะเป็นงานที่เราชอบรึเปล่า หรือจะเป็นงานที่เราถนัดรึเปล่า แต่มองว่าปลายทางของงานนี้ทำให้เป้าหมายในชีวิตของเราประสบความสำเร็จได้มากแค่ไหน แล้วถ้าวันนี้เราเจอโอกาส อย่าปล่อยไป ให้คว้าไว้ให้แน่นแล้วลุยกับธุรกิจนี้ไปให้สุดแรง ความสำเร็จก็จะตามมาเอง”

“ค้นหาอิสระที่เหนือกว่าในโลกออนไลน์ไร้ขีดจำกัด”

วราวัชร์ พิชะยะ เรียนจบด้านสถาปัตย์ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่คุณพ่อ คุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินถูกเลย์ออฟ ดังนั้นเป้าหมายหลังเรียนจบจึงไม่ใช่งานประจำที่ในยุคนั้นไม่มีความแน่นอน และทำให้รู้สึกถึงความไม่มั่นคง ก่อนจะรับงานฟรีแลนซ์แนวอินทีเรียและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นระยะสั้นๆ และลงมาทำธุรกิจอย่างเต็มตัวเป็นระยะเวลา 16 ปี เพราะงานฟรีแลนซ์สำหรับเขาก็ไม่ได้อิสระอย่างชื่อเท่าไรนัก

“ตอนทำงานฟรีแลนซ์ รายได้ทั้งหมดเกิดจากแรงและสองมือของเราคนเดียว เป็นตัวคูณหนึ่งเดียว ถ้าเราทำไม่ไหว นั่นหมายถึงตัวคูณเท่ากับศูนย์ อีกอย่างงานฟรีแลนซ์พอเราทำจ๊อบเสร็จ ก็ไม่รู้ว่าจะได้ลูกค้าอีกทีเมื่อไหร่ และเป็นงานที่ทำได้แค่ระยะเวลาหนึ่งเพราะเราอายุมากขึ้นทุกวัน ทุกอย่างเลยอยู่บนบ่าเราหมด ไม่มีการกระจายความเสี่ยง เราเลยมองหางานที่เหนื่อยครั้งเดียวแต่มีรายได้ไปได้ตลอด และเป็นธุรกิจที่ผลลัพธ์เกิดจากตัวคูณหลายๆ ตัว”

จากคอนเซปต์ที่ว่า “อย่าเอาเวลาไปแลกกับเงิน” นั่นคือเมื่อไหร่ที่ไม่มีเวลาไปทำเงิน หมายถึงรายรับเท่ากับศูนย์
วราวัชร์ จึงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นอิสระต่อเวลาร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่พร้อมช่วยเราอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคธุรกิจออนไลน์ที่เปิดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและทีมงานได้อย่างมหาศาล ข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ที่คุ้นเคย

“เราต้องปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลมากเหมือนกัน ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่พาร์ทเนอร์ก็เป็นที่พึ่งให้เราได้ จินตนาการว่า นี่คือธุรกิจของเราเอง ถ้าเราต้องเป็นหัวเรือพาคนเข้าสู่โลกดิจิทัล เราอาจจะไม่ทันก็ได้ ถึงได้มีคำพูดว่าการทำธุรกิจ กับพาร์ทเนอร์ที่ดีก็เหมือนการขี่บนไหล่ยักษ์ ยักษ์พาเราเปลี่ยน พาไปไหนเราก็ไปได้ง่าย แต่ถ้าธุรกิจอยู่บนบ่าเราคนเดียวเราจะลำบากขนาดไหนเพราะไม่มีที่พึ่ง

“เราศึกษาและเรียนรู้อาชีพอิสระมาเยอะ เราจึงมีประสบการณ์ในการเลือกที่จะทำธุรกิจกับบริษัทที่มั่นคงและ มีความน่าเชื่อถือ ยิ่งเรารู้ว่าธุรกิจที่เราเลือกนั้นตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในยุคดิจิทัลด้วยแล้วเรายิ่งมั่นใจ ถึงขั้นที่บริษัทแม่ที่อเมริกาให้ความสำคัญในการตั้งแผนกเกี่ยวกับ social selling เพราะเขาให้ความสำคัญมาก
มีออกแอพพลิเคชั่น ออกสินค้าสำหรับ social selling โดยเฉพาะ ด้วยเรื่องของราคาและนวัตกรรมของสินค้าก็ต้องแตกต่างจากการขายออฟไลน์ ส่วนที่เมืองไทยก็มีคนที่คอยดูแลเรื่อง social selling โดยตรงทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน เรียกได้ว่าเตรียมทุกอย่างให้เราประสบความสำเร็จ และนี่คือสิ่งที่เขาจะมุ่งหน้าต่อไป

“ออนไลน์ทำให้เรามีอิสระมากขึ้นจริงๆ ทุกวันนี้ผมสามารถแบ็กแพ็กเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องกลับวันไหน ระหว่างที่เราท่องเที่ยวก็สามารถทำงานไปด้วยได้เหมือนเดิม มันขยายศักยภาพของเรา ได้มากยิ่งขึ้น สมัยก่อนถ้าจะส่งตัวอย่างสินค้าให้ลูกค้าร้อยคนต้องไปร้อยครั้ง แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทำให้เราสะดวกขึ้น เช่นการทำไลฟ์ผ่านออนไลน์ครั้งเดียวคนก็เห็นร้อยคนแล้ว แทนที่เราจะวิ่งเข้าหาคน ก็สามารถทำ attraction marketing ให้คนวิ่งเข้ามาหาเราได้ และทำให้คำว่าอิสรภาพในธุรกิจนี้เป็นจริงได้จริงๆ”

“ยิ่งเพิ่งเริ่มต้นยิ่งต้องกล้าลองสิ่งใหม่ อย่าติดอยู่ในกรอบเดิม”

อุบลวรรณ นิสวัน อดีตพยาบาลห้องผ่าตัด วัยเพียง 32 ปี ที่เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตหลังจากสนุกกับงานมาได้ ระยะหนึ่ง และได้คำตอบว่าการสนุกกับงานเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ไลฟ์สไตล์อย่างที่ต้องการจริงๆ นอกเหนือจากงานแล้วยังอยากดูแลตัวเอง ได้ใช้เวลากับครอบครัว และเติมประสบการณ์ดีๆ จากการท่องเที่ยวที่เธออยากเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด เธอจึงเริ่มมองหาธุรกิจส่วนตัวตามเทรนด์ อย่างเช่นเปิดร้านกาแฟ ร้านขนม หรือร้านขายเสื้อผ้า แต่ด้วยเงินทุนและประสบการณ์ที่ยังมีไม่มากจึงต้องพับแผนต่างๆ ไว้ จนกระทั่งความรักสวยรักงามและการที่เธอสนใจด้านความงามเป็นทุนเดิมนำพาเธอให้มาค้นพบแนวทางการทำธุรกิจที่มอบอิสระให้แก่ชีวิต ได้อย่างที่ต้องการ และทำให้เธอกล้าที่จะเดินก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ที่เคยทำมา แต่มันจะไม่เกิดขึ้นเลยหากเธอปิดกั้นตัวเองด้วยคำว่า “มันไม่เหมาะกับเรา” “เรายังไม่มีประสบการณ์” หรือ “เราทำไม่ได้หรอก” ตั้งแต่ตอนนั้น

“เดี๋ยวนี้คนในยุค Gen Y อย่างเราอยากเป็นเจ้าของธุรกิจทั้งนั้น แต่ปัญหาคือไม่รู้จะทำอะไร อยากให้ลองเปิดใจและลองลุยดู ถ้าเราไม่ลงมือทำมันจริงๆ เราไม่รู้หรอกว่าเราจะเหมาะไหม จะทำได้หรือไม่ได้ ตอนนั้นเราคิดแบบนี้จริงๆ ทีนี้ถ้าลองแล้วเราทำไม่ได้ มันก็ไม่มีอะไรจะเสีย เพราะอาชีพที่เราเลือกทำมีความเสี่ยงน้อย แต่ถ้าเราทำได้และประสบความสำเร็จเราก็จะมีชีวิตอย่างที่อยากเป็นจริงๆ

“แล้วโลกยุคนี้ไม่ใช่โลกที่เราจะมานั่งอยู่ในกรอบแล้ว อยากลองอะไรลองไปเลย เราคิดว่าเป็นเรื่องของความกล้า กล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง จนวันหนึ่งอดีตเพื่อนร่วมงานเข้ามาทักว่าตั้งแต่เราออกจากงานประจำมาแล้วเห็นเรามีชีวิตที่มีความสุขขึ้น และอยากที่จะมีชีวิตแบบเรา แต่เขาบอกว่าเขาคงทำไม่ได้ หรือว่ามันไม่เหมาะกับเขาหรอก เพราะเขาไม่กล้าที่จะออกจาก comfort zone ของตัวเอง แต่สำหรับเราคิดว่าความกล้าคือทุกอย่าง กล้าเปลี่ยน กล้าลองอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเอง”

“ก้าวจากความคุ้นเคยเดิมๆ ทันทีเมื่อมองเห็นโอกาสใหม่”

สุวรรณรักษ์ สุวรรณนพมาศ อดีตเจ้าของกิจการมินิมาร์ทและร้านขายโทรศัพท์มือถือซึ่งเปิดให้บริการ อยู่ใจกลางเมืองของจังหวัดใหญ่ในภาคใต้มาเป็นเวลากว่าสิบปี แต่ต้องตัดสินใจปิดกิจการทั้งหมดเพราะปัญหาด้านเงินทุน ได้เห็นโอกาสในการทำธุรกิจแบบใหม่ที่ต่างจากการทำธุรกิจรูปแบบเดิมที่คุ้นเคยมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ และยอมรับว่าตัดสินใจเปลี่ยนได้อย่างไม่ลังเล เมื่อมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

“ตอนทำธุรกิจใช้เงินลงทุนสูงมาก ซึ่งต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ละครั้งหลักหมื่นหลักแสน และต้องลงแรงเยอะ
มินิมาร์ทเปิด 24 ชม. ต้องจ้างพนักงานดูแล มีสต็อกสินค้า ปัญหาคือสายป่านเราไม่ยาวพอในจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดี เงินจมอยู่ในสต็อกของ อีกอย่างคือเราไม่มีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวเลย มีครั้งหนึ่งต้องดูแลร้านเองสามวันสองคืนไม่ได้นอน จนน็อคเข้าโรงพยาบาลก็เคย เราก็เลยตัดสินใจปิดกิจการ”

ส่วนโอกาสที่ว่านั้น คือการก้าวเข้าสู่อาชีพอิสระอย่างแท้จริง ด้วยการทำธุรกิจร่วมกับพาร์ทเนอร์ซึ่งสุวรรณรักษ์ ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำหรือมีความถนัดใดๆ เลย ด้วยภาพจำเดิมๆ ของการทำธุรกิจที่ผ่านมาว่าหมายถึง การมีหน้าร้านใหญ่ๆ ยิ่งใหญ่ยิ่งดี รวมไปถึงรูปแบบที่ลูกค้าเป็นฝ่ายเข้ามาที่ร้าน มาซื้อสินค้าหรือรับบริการที่มี ทำให้ธุรกิจใหม่นี้กลายเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และพยายามลบภาพจำทั้งที่ตัวเองมีและคนรอบข้างเคยตั้งแง่ทั้งหมด

“ในมุมมองนักธุรกิจอย่างเราจะมองในแง่ของการลงทุนและผลตอบแทน มินิมาร์ทที่เคยทำมาได้ผลตอบแทนก็จริงแต่มันต้องลงทุนสูงมาก ผลตอบแทนน้อย แล้วก็มีปัญหาต่างๆ มากมาย สินค้าหายต้องติดกล้อง ลูกค้าสไตรค์งานก็ต้องดูแลเอง ดังนั้นโอกาสที่เรามองเห็นในธุรกิจนี้คือมีระบบที่ดีรองรับการทำธุรกิจ และพาร์ทเนอร์ของเราก็ปรับตัวตามโลกที่มันเปลี่ยนเข้าสู่ยุคออนไลน์ได้เร็วมาก ตอนแรกก็ยอมรับว่าทำใจลำบากเพราะเราติดภาพการค้าขายแบบเดิมที่เราทำมา แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปสู้รบปรบมืออะไรกับใครหรอก หน้าที่ของเราคือต้องแข่งขันกับเขาด้วยธุรกิจ ต้องมีผลลัพธ์ให้เห็น ซึ่งก็คือชีวิตต้องดีขึ้น”

“ความมั่นคงอยู่ในผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ที่เราต้องหาให้เจอ”

รภัสสิทธิ์​ ศศินนท์ปกรณ์ และ เดือนเพ็ญ สมพลทวีกุล มีจุดร่วมที่คล้ายกันคือการเติบโตในครอบครัวที่เชื่อมั่นในความมั่นคงของการทำงานประจำ ซึ่งหลังจากเรียนจบทั้งสองก็เข้าทำงานบริษัทใหญ่ มีตำแหน่งหน้าที่ และเงินเดือนที่น่าพอใจ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป โอกาสในการสร้างความมั่นคงที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ก็มีหลากหลายมากขึ้น ถึงอย่างนั้นกว่าจะได้ค้นพบทางเลือกที่ใช่ บางคนอาจต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก อย่างรภัสสิทธิ์ที่ตั้งใจว่าจะลาออกจากงานประจำเมื่ออายุสามสิบ เพื่อมาสานต่อความฝันที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็ยอมรับว่า กว่าจะเจอก็ใช้เวลานานพอสมควร

“อย่างธุรกิจเดิมที่เคยทำมาก็มีปัญหาอย่างเรื่องสต็อก หน้าร้าน ลูกจ้าง ขนส่ง บัญชี ภาพมันดูใหญ่โตก็จริงแต่พอได้ไปทำแล้วสิ้นเดือนคำนวณออกมาเราก็ไม่ได้กำไรมาก เพราะรายจ่ายมันเยอะ ภาพธุรกิจแบบเดิมๆ ที่คนสมัยก่อนรู้จัก คือต้องมีหน้าร้านใหญ่ๆ มีสต็อก มีโกดังใหญ่ๆ แต่สมัยนี้ธุรกิจหลายอย่างเปลี่ยนไป โมเดลเดิมๆ ลดน้อยลง บางธุรกิจก็ไม่มีสต็อกแล้ว ไม่มีพนักงาน ไม่มีหน้าร้าน ทุกอย่างอยู่ในมือถือหมด ขยายการ ทำธุรกิจในต่างประเทศได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนมากก็มี

“ธุรกิจอื่นๆ ที่ผ่านมาทำเรานอนไม่หลับ มีเรื่องต้องคิดในหัวตลอดเวลา เทียบกับสิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบันคือดีกว่ามาก ไม่มีภาระที่ต้องกังวล ทุกวันนี้ในทุกๆ คืน นอนหลับได้อย่างสบายใจ คนอาจจะมองว่าเป็นธุรกิจไม่มั่นคง แต่เหตุผลที่มองอย่างนั้นเพราะเขาเลือกพาร์ทเนอร์ที่ไม่มั่นคงพอที่จะทำครั้งเดียวแล้วอยู่นานๆ ไปได้ตลอด

“พาร์ทเนอร์ที่ผมเลือกผมใช้คำว่าเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เราต้องเลือกพาร์ทเนอร์ที่เราจะร่วมสร้างธุรกิจด้วย ให้ถูกก่อนที่จะเริ่มต้นทำงานหนัก คือต้องอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และทำงานหนัก แต่คนส่วนใหญ่สวนทางคือทำงานหนักก่อน ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำงานอยู่บนผืนดินที่ถูกต้องรึเปล่า เพราะฉะนั้นทำงานหนักไปห้าปีสิบปีเพิ่งจะมารู้ว่า เราทำงานหนักผิดที่ กลายเป็นว่าแรงทั้งหมดที่ลงไปสูญสลาย ก็ต้องหาที่ดินใหม่ไปสร้างใหม่”

ขณะที่เดือนเพ็ญยอมรับว่าต้องใช้ความกล้าอย่างมากตอนที่ตัดสินใจมุ่งทำธุรกิจอย่างเต็มตัว หลังจากทำควบคู่งานประจำเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มจนแน่ใจว่ามีความมั่นคงไม่แพ้งานประจำที่ตั้งใจว่าจะยึดเป็นอาชีพหลักตลอดชีวิต

“ต้องใช้ความกล้ามากตอนตัดสินใจ เพราะครอบครัวทั้งสองฝ่ายมองว่างานประจำมั่นคง มีความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ดี เขาก็ฝากความหวังไว้ที่เราเพราะคิดว่าการทำงานประจำมีความมั่นคงที่ดีกว่า แต่องค์กรไม่ได้หมายถึงความมั่นคงเสมอไป มีความผันผวนตลอดเวลา แนวโน้มธุรกิจตอนนี้เลยกลายเป็นว่าทุกคนรู้แก่ใจลึกๆ ว่าเราต้องมีอะไรทำควบคู่ไปด้วย พอเป็น Gen Y ก็ไม่ยึดติดแล้ว อะไรที่ตอบความต้องการได้มากกว่าก็ทำสิ่งนั้น

“เราศึกษาดูแล้วว่าพาร์ทเนอร์ที่เราร่วมทำธุรกิจด้วยมีความมั่นคงจริงๆ ดูได้จากโครงสร้างองค์กรที่คล้ายกับ บริษัทใหญ่ๆ ที่เคยทำงานมา ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งสำคัญที่บอกได้ว่าองค์กรนั้นๆ มีความมั่นคง เราเองที่เป็นพาร์ทเนอร์ก็จะไปต่อได้”

“เลือกพาร์ทเนอร์ที่ใช่ แล้วทุ่มเทให้สุดกำลัง”

ธีร์รัฐ อัครรัตน์พรกุล และ ดลฤทัย วงศ์หนองแวง คือตัวอย่างของเด็กต่างจังหวัดจากครอบครัวฐานะปานกลางที่เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ พร้อมกับพกความฝันอันยิ่งใหญ่มาด้วย นั่นคือการทำให้ครอบครัว สุขสบายในวัยเกษียณ ในขณะเดียวกันตัวเองก็ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ อย่างที่ธีร์รัฐเรียกว่าชีวิตแบบ “นาฬิกาที่ไม่มีเข็ม” นั่นคือเป็นอิสระจากภาระต่างๆ ในการทำงาน และยืดหยุ่นได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งสองจึงมุ่งไปที่การทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ ดลฤทัย ได้ลงสนามธุรกิจออนไลน์ในช่วงที่เพิ่งเริ่มเป็นกระแส จนกระทั่งมาถึงยุคที่ใครๆ ก็สามารถเป็นแม่ค้าออนไลน์ได้ ประกอบกับเจอวงจรธุรกิจแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนทุนน้อยก็อยู่ในตลาดไม่ได้ จนวันหนึ่งได้ค้นพบว่ากุญแจหลักของการทำธุรกิจออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนอีกต่อไป แต่กลับอยู่ที่สินค้าที่มีคุณภาพ ผ่านการวิจัยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งระบบการขายที่แข็งแกร่ง ขยับขยายโอกาสในการทำธุรกิจไปได้ทั่วโลก ซึ่งท่ามกลางกระแส GIG Economy เช่นนี้ การเลือกทำธุรกิจกับพาร์ทเนอร์ที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้จึงเป็นทางเลือกของทั้งคู่ โดยธีร์รัฐมองว่านี่คือเทรนด์ธุรกิจที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ และสิ่งนี้เองที่ทำให้เขาและเธอแตกต่างและประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาภาระการเป็นเจ้าของธุรกิจ

“ทุกวันนี้มันเป็นเหมือน micro entrepreneur ธุรกิจที่มาแรงมากๆ คือธุรกิจ partnership ไม่ได้เกิดจากการจ้างงานอีกต่อไป เราเลือกพาร์ทเนอร์ที่ลงทุนทุกอย่างแทนเรา ขณะที่เราทำมาร์เก็ตติ้ง หาลูกค้า หาตัวแทนอย่างเดียว มันเป็นโมเดลยุคใหม่ที่ธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เป็นการมาทำธุรกิจร่วมกันแบบ co-partner เขาทำส่วนหนึ่ง เราทำส่วนหนึ่ง แล้วแบ่งกำไรกัน เรียกว่าวินๆ ทั้ง 2 ฝ่าย”

จากการลองผิดลองถูกจนมาเจอรูปแบบธุรกิจที่ลงตัวกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายในชีวิตที่จะกำหนดรายได้เอง 
ธีร์รัฐ และดลฤทัย เห็นตรงกันว่าสิ่งที่ผลักดันให้ประสบความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ของคนอื่นที่เราได้เห็น แต่อยู่ที่เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ก่อนจะนำไปผูกเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจ และที่สำคัญกว่านั้นคือการทุ่มเทอย่างเต็มที่โดยไม่หยุดพัก

“ข้อแรกเราต้องหา “Why” ของตัวเองให้เจอก่อน ว่าวันนี้จะทำธุรกิจนี้ไปทำไม พอตอบความต้องการของตัวเองได้แล้วก็เอามาผูกกับเป้าหมายธุรกิจ ว่าต้องทำระดับไหน แล้วก็เดินตามป้ายบอกทางไป ให้คนที่ทำสำเร็จในธุรกิจนี้แล้วแนะนำเรา ที่สำคัญคือมีวินัยทำต่อเนื่อง มันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ไม่มีความสำเร็จอะไรตกลงมาจากฟากฟ้า ผมมักเปรียบเทียบความสำเร็จเหมือนกับการเล่นว่าว ถ้าจะให้ว่าวติดลมบนเราต้องออกแรงวิ่ง ซึ่งเราจะเหนื่อยมาก แต่ถ้าคุณหยุดตอนที่ว่าวยังไม่ติดลมบน สุดท้ายคุณก็ต้องเริ่มวิ่งใหม่ เช่นเดียวกับการทำธุรกิจคือวิ่งไปให้สุด เหนื่อยก็เอาอีก อีกนิดหนึ่งๆ จนว่าวติดลมบน โมเมนตัมมาแล้ว ธุรกิจมันก็จะดำเนินต่อได้”

นักธุรกิจเหล่านี้ก่อนที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ล้วนต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งลองผิดลองถูกกับสิ่งที่ทำ และวันหนึ่งพวกเขาก็เจอทางออกที่เข้ามาช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น กับธุรกิจที่มั่นคงอย่าง นู สกิน ที่ทำให้พวกเขาสามารถออกแบบชีวิตได้อย่างที่ตั้งใจ โดยปราศจากความเสี่ยงด้านการลงทุน นู สกิน จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เป็นทางเลือกให้กับคนที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง อยู่ที่คุณกล้าจะเปิดใจลองทำให้สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนหรือไม่ เพราะทุกอาชีพมีความท้าทายแตกต่างกัน หากแต่คุณมีความฝันและความตั้งใจจริง ลงมือทำอย่างจริงจัง ความสำเร็จนั้นก็จะรอคุณอยู่ที่ปลายทางอย่างแน่นอน

สนใจศึกษาข้อมูลการทำธุรกิจ กับ นู สกิน ได้ที่ 0-2791-8500 หรือ www.nuskin.com