ค้านนำเข้าหมูมหามิตร “เอฟทีเอ วอทช์” เตรียมร่อนหนังสือถึงรัฐ

เอฟทีเอ วอทช์ เรียกร้องรัฐบาลเปิดเผยคุยอะไรกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องนำเข้าหมู–เครื่องใน เผยรัฐบาลทหารอยากได้รับการยอมรับจากมหามิตร จึงยอมแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ “มะกัน” ทั้งนำเข้าหมู–แก้ ก.ม.คุ้มครองพันธุ์พืช ยันสัปดาห์หน้า เตรียมทำหนังสือถึง อย.–เกษตร ไม่ให้แก้กฎหมายเปิดทางนำเข้า

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอทช์) เปิดเผยว่า เอฟทีเอ ว็อทช์ ขอเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า การเดินทางไปเยือนสหรัฐฯของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย และคณะ เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หารือเรื่องใดบ้างและมีรายละเอียดอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นที่สหรัฐฯเรียกร้องให้ไทยนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เพราะสังคมเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากมีการนำเข้าจริง จะกระทบทั้งต่ออุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ และผู้บริโภค แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า รัฐบาลทหารที่มาจากการปฏิวัติ มีความพยายามอย่างมาก ที่จะได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ จึงได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของสหรัฐฯกับการได้รับการยอมรับ ซึ่งในประเด็นนี้ ตนสงสัยในหลายประเด็น คือ การยอมนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ที่หลายฝ่ายคัดค้านมาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรีบเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร ระหว่างวันที่ 5-20 ต.ค. ซึ่งเป็นการโพสต์ลงเว็บไซต์ภายหลังจากที่คณะของนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากการเยือนสหรัฐฯ โดยเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นประเด็นสำคัญที่ปรากฏอยู่ในการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐฯ ที่หยุดการเจรจาไปนานแล้ว

ขณะเดียวกัน รวมถึงการแก้ปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการออกกฎหมายบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อให้สหรัฐฯ ยอมปลดไทยออกจากระดับ 3 ตามรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์, การขอให้คงสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทย เพราะมีแนวโน้มที่สหรัฐฯจะตัดสิทธิ จากการที่ไทยมีระดับรายได้ปานกลาง ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์การให้สิทธิ โดยหากสินค้าไทยถูกตัดสิทธิจริง จะทำให้ผู้ประกอบการของสหรัฐฯได้รับผลกระทบ เพราะสินค้าไทย
บางรายการที่ได้รับจีเอสพีเป็นสินค้าที่ผลิตโดยผู้ผลิตสหรัฐฯในไทย เป็นต้น

“รัฐบาลทหารที่ผ่านมา เมื่อต้องการการ ยอมรับจากประเทศใหญ่ๆ ก็จะแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ของประเทศนั้นๆ เช่น ปี 35 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ไทยต้องแก้ พ.ร.บ.สิทธิบัตร โดยให้มีการยอมรับสิทธิบัตรยา ซึ่งในขณะนั้น พ.ร.บ.สิทธิบัตร จะให้สิทธิเฉพาะสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ยังไม่ให้สิทธิในตัวยา ถือเป็นการทำลายอุตสาหกรรมยาของไทย และทำให้อุตสาหกรรมยาของไทยล้าหลังจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ รัฐบาล พล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์ อยากได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น ก็ยอมทำความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) โดยยอมรับเอาขยะพิษมาทิ้งในประเทศ โดยอ้างเป็นสินค้า”

น.ส.กรรณิการ์กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์หน้า องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) จะทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและกระทรวงเกษตรฯเรียกร้องไม่ให้แก้ไขกฎหมาย ที่ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง สัตว์ รวมถึงหมู, ห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์และเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดง รวมถึงห้ามพบสารเร่งเนื้อแดงในอาหารที่ขายในประเทศโดยเด็ดขาด เพราะหากแก้กฎหมายแล้ว จะเปิดช่องให้สามารถนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อ สุขภาพของประชาชน เนื่องจากมีข้อพิสูจน์แล้วว่า หากได้รับสารเร่งเนื้อแดง สะสมเป็นเวลานาน จะมีผลทำให้มือสั่น หัวใจกระตุก และเสี่ยงอันตรายต่อสตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคเบาหวาน.