ช็อปช่วยชาติ-บัตรคนจน ดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย.พุ่ง รอบ 33 เดือน

ม.หอการค้า เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. พุ่งสูงสุดในรอบ 33 เดือน จากช็อปช่วยชาติ-บัตรคนจน คาดหนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 มีโอกาสโตกว่า 4.7% ชี้เอกชนกังวลบาทแข็ง กระทบส่งออก...

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน พ.ย. 60 ว่า อยู่ที่ 78.0 จาก 76.7 ในเดือน ต.ค. 60 โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 33 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 65.2 จาก 64.1 ในเดือน ต.ค. 60 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 72.7 จาก 71.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 96.1 จาก 94.4

สำหรับปัจจัยบวก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาส 3/60 ขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส, สภาพัฒน์ ปรับ GDP ปี 60 เป็น 3.9% จากเดิม 3.7%, รัฐบาลออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภค (ช็อปช่วยชาติ), คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย, การส่งออกในเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 13%

ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ ราคาพืชผลทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ, สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาค่าครองชีพ และความกังวลสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 จะส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าและบริการมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดขึ้นในไตรมาสที่ 4 โดยคาดว่ามีโอกาสจะเติบโตได้ถึง 4.6-4.7% ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้เติบโตแตะระดับ 4% ได้ โดยมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้เริ่มเข้าสู่ช่วงขาขึ้น และคาดว่าในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตจะเริ่มแตะระดับ 100 ซึ่งเป็นค่าของระดับปกติได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 61

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้จากภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งผลในเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เช่น มาตรการช็อปช่วยชาติ ที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายในระดับกลางขึ้นไป จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายประมาณ 15,000 ล้านบาท และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายในระดับฐานราก อีกเดือนละประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 มาตรการนี้เป็นตัวช่วยสนับสนุนบรรยากาศของเศรษฐกิจในอนาคตให้ปรับตัวดีขึ้น และเมื่อรวมกับตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เช่น GDP, การท่องเที่ยว, การส่งออกที่เติบโตอย่างโดดเด่น มีโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตแตะ 4% จึงปรับประมาณการ GDP ปีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ระดับ 3.9%

นอกจากนี้ จากการสอบถามความเห็นของภาคธุรกิจเอกชน ต่างแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีการแข็งค่าของเงินบาทในระดับที่มากกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการ และการส่งออกในอนาคต โดยภาคธุรกิจได้ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม และสามารถแข่งขันได้ โดยเห็นว่าเงินบาทควรจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 33.00-33.50 บาท/ดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 61 ว่าจะเติบโตได้ที่ระดับ 4.2% และมีโอกาสที่จะเติบโตได้ถึง 4.5% เช่นกัน ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยวและการส่งออก จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญแล้ว หากนโยบายของภาครัฐสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และเร่งกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจฐานรากด้วยการตามเม็ดเงินต่างๆ ที่ยังค้างท่ออีกราว 1.5 แสนล้านบาท ทั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และการลงทุนภาครัฐ ประกอบกับในปี 61 ที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดจากการทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก 5-8 หมื่นล้านบาท รวมกับเม็ดเงินจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐอีกราว 2-3 แสนล้านบาท ประมาณ 5 แสนล้านบาท จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปี 61 ให้โตถึง 4.5% ได้.