'ตื่นโลก-แอลทีเอฟ' ตลาดหุ้นแดงเถือก "สมคิด" ไม่หวั่นชี้ฝรั่งรักไทยแลนด์

ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงในทันทีที่เปิดตลาดกว่า 40 จุด และระหว่างวันร่วงไปต่ำสุดกว่า 46 จุด หลังดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันพุธลดลงกว่า 832 จุด ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ขณะที่ดัชนี S&P500 ร่วงลง 3.29% และ Nasdaq ดิ่ง 4.08% หนักสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ดัชนี MSCI AsiaPac ลดลงรุนแรงถึง 4% นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นและฮ่องกง ที่เป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย โดยดัชนีนิเคอิดิ่งลง 3.5% ดัชนีฮั่งเส็งฮ่องกงร่วง 3.27% ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตดิ่งลง 6.4% ด้านหุ้นเอเชียอื่นๆ ร่วงอย่างหนักเช่นกัน ทั้งไต้หวัน, เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลดลงของตลาดหุ้นไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศ ที่หลายประเทศก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน เป็นผลจากการที่จีนขายพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งมีผลตอบแทนสูง ทำให้เกิดการโยกเงินจากตลาดหุ้นเข้าไปในตลาดพันธบัตร ทำให้หุ้นทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทยตกลง อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นที่พักที่ปลอดภัยหรือ Safe Haven ในสายตานักลงทุน ดัชนีจึงไม่ตกมาก และขออย่าตื่นตระหนก

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลง เป็นไปตามปัจจัยต่างประเทศ และปรับลดลงน้อยกว่าตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาค เชื่อว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น โดยควรติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์

ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า หุ้นไทยที่แดงทั่วกระดานวานนี้ (11 ต.ค.) นั้น เกาะกระแสไปกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดิ่งลงอย่างหนัก แรงกดดันหลักมาจากต่างประเทศ แต่ก็มีปัจจัยภายในประเทศเข้ามาผสมโรงด้วยคือ กระแสข่าวที่กังวลว่ารัฐบาลอาจไม่ต่ออายุการลดหย่อนภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เนื่องจากแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบัน หรือกองทุนในประเทศ ส่วนหนึ่งมาจาก LTF และแรงจูงใจหลักคือการได้ลดหย่อนภาษี ดังนั้น หากไม่ต่ออายุลดหย่อนภาษีให้น่าจะมีผลต่อเม็ดเงินลงทุนมากพอสมควร

ขณะที่ค่าเงินบาทวานนี้ ปิดตลาดที่ 32.75-32.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่าจากเม็ดเงินต่างชาติยังคงไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรไทย.