นวัตกรรมการเงิน...สังคมไร้เงินสด ช็อป-ใช้-จ่ายได้ใน "คลิก"เดียว

จากโลกของร้านค้าออนไลน์ที่กลายเป็นช่องทางทำเงินจนกระเทือนวงการค้าปลีก สู่การใช้ชีวิตสมัยใหม่ด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อที่ล้ำยุค Internet of Things ที่ช่วยสร้างความลงตัวและสะดวกสบายให้กับการใช้ชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น

ชีวิตรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัลวันนี้ “ทีมเศรษฐกิจ” จะมาว่ากันถึงการรูดปื๊ด สแกนปั๊บ ใช้จ่ายซื้อขายสินค้าและบริการ ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ที่ในอนาคตอีกไม่ไกลนี้เราอาจจะไม่ต้องพก “เงินสด” กันอีกต่อไป หลังจากที่เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) และโทรศัพท์มือถือกลายเป็นกระเป๋าสตางค์ใบใหม่ของคนในยุคปัจจุบัน

จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินที่เคยเป็นเรื่องไกลตัว วันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันง่ายดายขึ้น เพียงไม่กี่คลิกผ่านแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอสมาร์ทโฟน สามารถสร้างพฤติกรรมใหม่ของการจับจ่ายใช้สอย การเสนอขายสินค้า และการรับข้อมูลข่าวสารและโฆษณา

สร้างวิถีแห่งการใช้จ่ายเงินแบบใหม่ที่เรียกว่า FinLife (Financial Lifestyle) ทำได้มากกว่าแค่ “ชำระเงินออนไลน์” จะใช้จ่าย เดินทาง จะช็อป จะชิม หรือชิลที่ไหน อย่างไร ทำได้ง่ายๆเพียงแค่ “คลิก” เดียว

“Cashless Society”

“Cashless Society” หรือสังคมไร้เงินสด ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นควบคู่กับการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ยุคเริ่มต้น

ธนาคารชั้นนำของโลกคิดตรงกันว่า การใช้ “เทคโนโลยี” เข้ามาใช้ทำธุรกรรมการเงิน จะทำให้ “เงินสด” สำคัญลดลงเรื่อยๆ และยังจะช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร งานด้านเอกสารและพนักงานของธนาคารลงได้ด้วย

โดยโครงสร้างพื้นฐานของระบบนี้ คือระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-payment ซึ่งก่อให้เกิดการชำระดุลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคาร ก่อให้เกิดระบบการฝาก ถอนเงิน และชำระเงินข้ามธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัตรเงินสด เพิ่มความสะดวกสบายในการค้าขาย และชำระเงินค่อนข้างมาก

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลในต่างประเทศที่แสดงให้เห็นด้วยว่า การเกิดขึ้นของบัตรเดบิตและบัตรเครดิต เป็นตัวช่วยให้การใช้จ่ายของประชาชนในประเทศนั้นๆยังคงเพิ่มขึ้น แม้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ขณะที่ “เทคโนโลยีทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น” รวมทั้ง “นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” สมัยใหม่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจใช้จ่าย ซื้อสินค้า และลงทุนได้เร็วขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้ามาก สร้างสภาพคล่องให้กับการใช้จ่ายรวมทั้งสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นให้กับระบบเศรษฐกิจในอัตราเร่งที่เร็วกว่าการใช้เงินสดหลายเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” ในช่วงก่อนหน้ายังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่หลังจากยุครุ่งเรืองของ “สมาร์ทโฟน” รวมทั้งการเกิดขึ้นของ “แอพพลิเคชั่นการชำระเงิน และกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet)” และระบบการค้าออนไลน์ หรือ e-commerce ได้กลายเป็น “ตัวเร่ง” ให้สังคมไร้เงินสดเกิดได้เร็วขึ้น

วันนี้ “สวีเดน” เป็นประเทศแรกที่ประกาศเป็นสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ 99.99% ของ
ร้านค้าไม่รับเงินสด ขณะที่จีนและอินเดีย มีจำนวนร้านค้าที่ไม่รับเงินสดเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

“พร้อมเพย์–คิวอาร์โค้ด–กระเป๋าเงินดิจิทัล”

สำหรับประเทศไทย หลังจากรัฐบาลมุ่งมั่นสร้าง “ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-payment)” ในช่วงปีกว่าๆที่ผ่านมา พัฒนาการของ “โลกการเงินดิจิทัล” เริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เริ่มต้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จับมือกับธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งเอกชน และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ออกระบบการโอนชำระเงินใหม่ของประเทศ ที่เรียกว่า “พร้อมเพย์” (Prompt pay)

โดยลดค่าบริการการโอนเงินลงถูกมาก จากเดิมที่การโอนเงินระหว่างธนาคาร ธนาคารพาณิชย์คิดค่าโอนรายการละ 25 บาท แต่พร้อมเพย์คิดค่าโอนตั้งแต่ 2 บาท ถึง 10 บาทต่อรายการ ขณะที่หากเป็นการโอนเงินต่ำกว่า 5,000 บาทให้บริการฟรีทุกรายการ ทั้งการโอนภายในธนาคารเดียวกันหรือข้ามธนาคาร

ธปท.ให้เหตุผลของการลดค่าธรรมเนียมแบบถล่มทลายว่า ต้องการให้ “พร้อมเพย์” เข้ามาทดแทนการใช้เงินสด ช่วยให้การโอนเงินน้อยๆไม่มีค่าใช้จ่าย และสะดวกสบายขึ้น จะโอนเงิน 5 บาท 10 บาทคืนให้เพื่อน หรือจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวให้แม่ค้าร้านข้างทาง กลายเป็นเรื่องง่ายๆไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

ยิ่งเมื่อ ธปท.ปล่อยเทคโนโลยี “คิวอาร์โค้ด” มาเสริมทัพ ทำให้การจ่ายเงินง่ายยิ่งขึ้น เพียงใช้แอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์สแกนคิวอาร์โค้ดก็จ่ายค่าเสื้อผ้า อาหาร ที่พัก ลอตเตอรี่ หรือค่าโดยสารแท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก รถไฟฟ้า รถทัวร์ รวมทั้งบริการสาธารณะอื่นๆได้ภายในคลิกเดียว โดยไม่ต้องห่วงเรื่องแบงก์ใหญ่ แบงก์เล็ก หรือไม่มีสตางค์ทอน

ตัวเลขล่าสุดสิ้นเดือน ก.พ.61 ที่ผ่านมา ครบ 1 ปีของการใช้พร้อมเพย์ มียอดผู้ใช้บริการ 39.3 ล้านบัญชี และคาดว่าจะทะลุ 40 ล้านบัญชี ในเร็วๆนี้ มีการทำธุรกรรมโอนเงินไปแล้วมากกว่า 12.7 ล้านครั้ง วงเงินที่โอนผ่านระบบพร้อมเพย์มากกว่า 490,000 ล้านบาท ขณะที่มีร้านค้าจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่หันมาใช้คิวอาร์โค้ดรับชำระเงิน

เชื่อว่า วันนี้คนไทยทุกคนคงคุ้นเคยกับพร้อมเพย์แล้ว เพราะแม้แต่ผู้สูงอายุและคนมีรายได้น้อยก็รู้จักพร้อมเพย์เช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลจ่ายเงินค่าสวัสดิการต่างๆ ทั้งเบี้ยคนชรา เบี้ยคนพิการ คืนภาษี รวมทั้งการโอนเงินเข้าบัตรสวัสดิการคนจนผ่านระบบนี้

ขณะเดียวกัน การเปิดให้บริการของแอพพลิเคชั่นกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ผลิตค่ายต่างๆ ตัวอย่างเช่น Apple Pay และ Samsung Pay ช่วยสร้างความสะดวกสบายในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะรวบรวมทุกบัตร ทุกธนาคาร ทุกบริการการเงิน การใช้จ่ายมาไว้ในแอพฯเดียว แถมด้วยโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมมากมาย ส่งผลให้ยอดบริการโมบาย แบงก์กิ้งของธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 100% ต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

มิติใหม่ “ธนาคารไทย” ไร้ค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ การเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเงิน และเพิ่มขึ้นของการชำระเงินออนไลน์อย่างรวดเร็วนี้เอง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ของเมืองไทยต้องปรับตัวขนานใหญ่

โดยล่าสุด 4 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศได้เปิดศึก “ฟรีค่าธรรมเนียม” การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ทุกประเภท ซึ่งถือเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดเลือดพล่าน และเป็นมิติใหม่ของวงการธนาคารไทยที่ไม่เคยมีมาก่อนที่จะยอมเฉือนรายได้ที่เคยเป็น “เสือนอนกิน” ของตัวเอง และยังทำให้เชื่อกันว่า ในอนาคตธนาคารพาณิชย์จะแข่งขันออกบริการ และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาให้คนไทยใช้บริการในอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกลง

นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมาการเข้ามาของระบบธนาคารดิจิทัล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันแบบตัวต่อตัว (Face-to-face) ทั้งการฝากถอนเงิน การชำระเงิน ขณะที่การลงทุนผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นเช่นกัน เพราะสามารถให้คำปรึกษาด้านการออมและการลงทุน รวมทั้งปรับพอร์ตลงทุนอัตโนมัติ

ทำให้สาขาของธนาคารพาณิชย์มีความจำเป็นน้อยลง และในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารทั่วโลกมีการปรับลดสาขาและพนักงานลงเช่นเดียวกับ ธปท.ที่พบว่า ยอดขอปิดสาขาธนาคารพาณิชย์เพิ่มมากกว่ายอดขอเปิดสาขา ในช่วง 2 ปีที่ผ่าน และเป็นการขอปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบางธนาคารเปิดโครงการสมัครใจเกษียณก่อนกำหนด

วันนี้คงต้องจับตาดูว่า “พนักงานแบงก์” อาชีพสุดมั่นคงอาชีพหนึ่งของเมืองไทยว่าจะต้องปรับตัวไปในทางไหนเพื่อความอยู่รอด

“เสียง–หน้า–ตา–ลายนิ้วมือ” พิสูจน์ตัวตน

ทั้งนี้ นอกเหนือจากเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อความสะดวกสบายแล้ว ความปลอดภัยของระบบเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ธนาคารพาณิชย์จึงพยายามสร้างระบบพิสูจน์ตัวตนที่ปลอดภัยมากยิ่งๆขึ้น

เพราะการใช้แอพพลิเคชั่นที่สามารถล้วงลึกข้อมูลส่วนตัว รวมทั้งข้อมูลทางการเงิน ผู้ใช้ย่อมมีข้อกังวลถึงภัยไซเบอร์ ความเสี่ยงการถูกเจาะระบบ หรือนำข้อมูลทางการเงินไปใช้โดยกลุ่มมิจฉาชีพ

โดยเทคโนโลยีใหม่ที่เราจะได้ใช้ควบคู่กับ “บริการทางการเงิน” คือเทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biometrics) เช่น การจดจำเสียง ใบหน้า รูม่านตา ลายนิ้วมือ การตรวจจับเส้นเลือดบนนิ้วมือ ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ที่จะไม่มีซ้ำกัน

ซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เปิดให้ลูกค้ายืนยันตัวตนด้วย “เสียงพูด” แทนรหัสผ่าน ในการเข้าสู่ระบบธนาคารผ่านซิตี้โฟน แบงก์กิ้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เตรียมนำนวัตกรรมการยืนยันตัวตนด้วย “เสียงพูด” มาใช้กับลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลผ่านคอลเซ็นเตอร์เช่นกัน รวมทั้งปรับแอพพลิเคชั่นดิจิทัล แบงก์กิ้งในสมาร์ทโฟนให้สามารถใช้ลายนิ้วมือ ใบหน้า ดวงตา พิสูจน์ตัวตนแทนรหัสได้

ในขณะที่ ธปท.แจ้งว่า ยังมีธนาคารพาณิชย์อีก 1 ราย ที่อยู่ระหว่างการทดสอบการใช้ไบโอเมตริกซ์ในสนามทดสอบ (Sandbox) ของ ธปท. และเชื่อว่าจะมีอีกหลายแห่งที่จะนำเอาเทคโนโลยีนี้มาเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ และการให้บริการทางการเงินในอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อจากนี้ เราอาจจะสามารถเข้าแอพฯโอนเงินใหม่ๆด้วยการใช้การสแกนใบหน้า แล้วใช้คำสั่งเสียงในการซื้อขายสินค้า และโอนชำระเงินในเวลาแค่ลัดนิ้วมือ

บล็อกเชนจุดเปลี่ยนบริการการเงิน

เมื่อมีการปรับเปลี่ยนหน้าบ้านแล้ว ในส่วนหลังบ้านของธนาคารพาณิชย์ ก็มีการปรับเทคโนโลยีเช่นกัน ขณะนี้หลายธนาคารได้นำเทคโนโลยี “บล็อกเชน” มาเพื่อสร้างเครือข่ายที่จะเป็นจุดเปลี่ยนในการให้สินเชื่อประเภทต่างๆ เพื่อให้ผู้ขอได้รับสินเชื่อง่ายขึ้น

เริ่มจากธนาคารกสิกรไทยที่จับมือบริษัทไอบีเอ็ม ในการนำเทคโนโลยี “บล็อกเชน” มาให้บริการการเข้าถึงหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยีบล็อกเชน (Enterprise Letter of Guarantee on Blockchain) ที่พันธมิตรที่เป็นสมาชิกของธนาคารสามารถเข้าดูข้อมูลได้ ซึ่งบริการนี้จะสะดวกรวดเร็วกว่ารูปแบบเดิม เข้าตรวจสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา ปลอมแปลงยาก และจะบันทึกประวัติต่อเป็นห่วงโซ่แบบอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ร่วมกับ Ripple และ SBI Remit จากประเทศญี่ปุ่น ใช้บล็อกเชนให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์สำหรับลูกค้ารายย่อยเป็นครั้งแรกของประเทศ รวมทั้งบริการโอนเงินข้ามประเทศจากประเทศญี่ปุ่นมายังบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ในไทยโดยตรง ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยาร่วมกับบริษัทไอบีเอ็ม ทดสอบเทคโนโลยีบล็อกเชน สำหรับการจัดการเอกสารและสัญญาต่างๆให้เป็นรูปแบบดิจิทัล และยังร่วมกับบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ทดสอบการโอนเงินระหว่างประเทศในชื่อว่า Krungsri Blockchain’s Interledger อีกด้วย

โดยเชื่อว่าในอนาคตจะมีการใช้ “บล็อกเชน” เพิ่มขึ้น และหลากหลายรูปแบบมากขึ้น มากกว่าการจัดเก็บเอกสารและทำหนังสือค้ำประกัน ซึ่งจะช่วยให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน

******

ภาพทั้งหมดข้างต้น แสดงให้เห็น “โลกใบใหม่” ที่ธุรกรรมการเงิน และการใช้จ่ายกลายเป็นเรื่องง่ายแค่พลิกฝ่ามือ ขณะเดียวกันโอกาสที่เราจะได้สินเชื่อมีมากขึ้น ขณะที่ “ค่าธรรมเนียม” มีโอกาสปรับลดลง

การใช้กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ และบัตรแทนเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆจะกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนไทยรุ่นใหม่ในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม “เงินสด” คงยังไม่หมดจากสังคมไทยในเวลาอันใกล้นี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น

เรามาติดตามพัฒนาการของ สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ของประเทศไทยไปด้วยกัน!

ทีมเศรษฐกิจ