“พาณิชย์” วุ่นสินค้าไทยส่อโดนหางเลข สหรัฐฯอึ้งผู้ผลิตมะกันเจ๊งระนาว จ่อขึ้นภาษีนำเข้าโซลาร์เซลล์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S.International Trade Commission หรือ USITC) ได้เปิดไต่สวนการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) กับสินค้าแผงผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือแผงโซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากคู่ค้าทุกประเทศและขายในสหรัฐฯในราคาต่ำ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.60 ตามที่บริษัท Suniva Inc. ผู้ผลิตของสหรัฐฯ ร้องเรียน เพราะได้รับผลกระทบจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจนยอดขายลดลง และล้มละลายนั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ก.ย.60 USITC ได้ประกาศผล

การพิจารณาเสียหาย โดยตัดสินว่าปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมากก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯจริง โดยมีแนวโน้มว่า ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าดังกล่าวจากไทยอาจอยู่ภายใต้การไต่สวนด้วย

เมื่อเร็วๆนี้กรมการค้าต่างประเทศจึงได้ประชุมกับภาคเอกชน และได้ยื่นสำนวนต่อ USITC โดยย้ำให้พิจารณาปริมาณการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเป็นไปตามมาตรา 9.1 ของความตกลงว่าด้วยมาตรการปกป้ององค์การการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดไม่ให้นำมาตรการปกป้องมาบังคับใช้กับสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา หากส่วนแบ่งการนำเข้าสินค้าจากประเทศนั้นไม่เกิน 3% ของปริมาณนำเข้าจากทั่วโลก นอกจากนี้ ในส่วนของการเยียวยาความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ กรม ได้ยื่นสำนวนแสดงความคิดเห็นด้วยว่า หากจะใช้มาตรการปกป้องอาจเกิดผลกระทบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมภายใน และอาจกระทบต่อผู้ใช้แผงโซลาร์เซลล์ในสหรัฐฯ เช่น อาจจำกัดทางเลือกของผู้บริโภค หรือจำกัดการพัฒนานวัตกรรมอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของ USITC ในส่วนของมาตรการเยียวยา โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถยื่นความเห็นได้ภายในวันที่ 20พ.ย.นี้ และความเห็นเพิ่มเติมภายในวันที่ 29 พ.ย.นี้ โดย USTR จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะวันที่ 6 ธ.ค. ก่อนนำเสนอให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประ– ธานาธิบดี พิจารณาบังคับใช้มาตรการปกป้อง ซึ่งอาจเป็นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น หรือจำกัดปริมาณการนำเข้า และมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมราววันที่ 12 ม.ค.61 โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาโซลาร์เซลล์จากไทยส่งออกไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้นมาก โดยปี 59 ส่งออกมูลค่า 465 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 700% เทียบกับปี 58