จับตาสถานการณ์ “สุกดิบ” เปิดสภาตั้งรัฐบาลใหม่ : เกมต่อรอง แฝงหลักการ

ฝนคลายร้อน สัญญาณห้วงเปลี่ยนผ่านฤดู

ตามปฏิทินย่างเข้าสู่กลางเดือนพฤษภาคม สถานการณ์การเลือกตั้งคืบหน้าไปถึงขั้นตอนประกาศพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกำหนดรัฐพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดรัฐสภาในวันที่ 24 พฤษภาคม

สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะกลับมาทำหน้าที่ หลังห่างหายไป 5 ปี

โดย ส.ส.ที่ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้ารายงานตัวจำนวน 498 คน

ขณะที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 250 คน

ครบทั้งสภาล่าง สภาสูง ตามเงื่อนเวลารัฐธรรมนูญ

และจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการโหวตลงคะแนนกันทันทีในวันที่ 25 พฤษภาคม ตามคิวที่คาดหมายกันว่าจะมีการเรียกประชุมสภาเพื่อทำการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา

ซึ่งจะเป็นจุดชี้วัดในเบื้องต้น โดยเฉพาะในส่วนของการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง 251 เสียงจากสภา 500 ที่นั่ง

ถือเป็นการ “บ่งชี้” สถานะของการจับขั้วพรรคร่วมรัฐบาล

ตามสถานการณ์ 2 ขั้วที่ตรึงกำลัง ส.ส.กันอยู่

นั่นคือฝั่งของพรรคเพื่อไทยที่จับมือมัดข้าวต้มกับพรรคอนาคตใหม่ พันธมิตร 7 พรรค ชิงประกาศจัดตั้งรัฐบาลก่อนตั้งแต่หลังวันเลือกตั้ง อ้างอิงจากคะแนนดิบที่เกินกึ่งหนึ่ง 250 กว่าเสียง แต่ครั้นตัวเลขหลัง กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ ปรากฏแต้มลดเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง

จึงยังเป็นได้แค่ “รัฐบาลลม”

กับอีกฝ่ายคือขั้วของพรรคพลังประชารัฐที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ในฐานะพรรคที่ได้เสียงอันดับสอง รวมแต้มเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านกับ

พรรคที่ประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วต่อ ตัวเลขทั้งหมด 137 เสียง

ซึ่งนั่นก็เพียงพอต่อการโหวตหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะเมื่อไปรวมกับ ส.ว. 250 เสียง เท่ากับ 387 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา 750 เสียง ตามกติกาบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญห้วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ โจทย์ปัญหาของขั้วพลังประชารัฐ มันอยู่ที่การระดมแต้ม ส.ส.ให้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 250 เสียง เพื่อการบริหาร การออกกฎหมาย การลงมติในสภา แม้แต่การแก้เกมนับองค์ประชุม

ก่อนอื่นใดเลยก็คือการวัดกำลังโหวตเลือกประธานสภา

แน่นอนด้วยตัวเลขต้นทุนหน้าตักชัวร์ๆของขั้วพลังประชารัฐ

ที่อยู่ 137 เสียง เทียบกับขั้วเพื่อไทยที่ล็อกพันธมิตรไว้ได้ 245

ยังห่างกันไกล มันจึงอยู่ที่พรรคตัวแปร พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา

เน้นเฉพาะไปที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ที่กุมเสียงไว้รวมกัน 103 เสียง

มันคือ “จุดเปลี่ยน” สมการ

ตามสภาพการณ์แบบที่ขั้วพลังประชารัฐล็อกเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ แต่ยังไม่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ ขณะที่ขั้วเพื่อไทยรวมคะแนนเสียง ส.ส.ไว้ได้เกือบถึงกึ่งหนึ่งของสภาฯ แต่ยังขาดอีก 130 กว่าเสียงในการ “ปิดสวิตช์ 250 ส.ว.” เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยเสียง ส.ส.เพียวๆ

ในทางทฤษฎีมันก็เป็นอะไรที่อยู่ในจังหวะ ขึงพืด ลักลั่น

นั่นก็เลยทำให้เกิดกระแสการเมือง “ขั้วที่สาม” พรรคภูมิใจไทยแตะมือพรรคประชาธิปัตย์แท็กทีมพรรคชาติไทยพัฒนารวมกันได้ 110 กว่าเสียง

เป็นขั้วที่แทรกขึ้นมาเบียดขั้วพลังประชารัฐกับเพื่อไทย

ในอาการตีปี๊บโหนกระแส ล้อกับท่าทีของพรรคเพื่อไทย แกนนำ

ระดับ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯทีมดูไบ พร้อมหลีกทางเก้าอี้นายกฯ ขณะที่ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ถึงขั้นประกาศยอมถวายพานเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์นั่งแท่นประธานสภา

ยอมทุกเงื่อนไข เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยกับประชาธิปัตย์จับมือกับขั้วเพื่อไทยหักขั้วพลังประชารัฐ

สกัดกั้นสืบทอดอำนาจ เบรก พล.อ.ประยุทธ์เบิ้ลเก้าอี้นายกฯ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็คงได้แค่ฝันในทางทฤษฎี แต่ในทางความเป็นจริงการจับขั้วรัฐบาลไม่ใช่ย้ายสมการ โยนเก้าอี้แลกตัวเลขเปลี่ยนข้างกันง่ายๆ

แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดเลยว่า แปลกใจข่าวจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะได้ประกาศจุดยืนไปแล้วตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจะไม่ร่วมกับรัฐบาลทุจริต และถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเปลี่ยนข้างไปอยู่กับเพื่อไทย

ตามข่าวลือ นับตัวเลข ส.ส.ก็ยังไม่ถึง 376 เสียง

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์มีเกิน 126 ในสภาฯก็เกินพอแล้ว

แนวโน้มมัน “ล็อก” ด้วยตัวเลขและบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับอารมณ์ย้อนแย้งของกองเชียร์แต่ละฝั่ง อย่างที่นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการสายเสื้อแดง ที่หลบหนีคดีมาตรา 112 อยู่ที่ต่างประเทศ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมือง ณ เวลานี้

รู้สึกสงสารคนเสื้อแดงที่ถูกสังหารที่ราชประสงค์ในปี 2553 ถูกหักหลังอย่างต่อเนื่อง พรรคที่ตัวเองสนับสนุนกลับขอให้มีนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ผ่านมาหลายปีคนทำผิดยังไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นายกฯวันนั้นและพรรคที่เป็นรัฐบาลวันนั้น วันนี้ยังเดินลอยหน้าเล่นการเมือง

ต่อมามีพรรคการเมืองเด็กไฟแรง อยากกำจัดทหารออกจากการเมือง เลยยอมร่วมมือกับพรรคที่สังหารคนเสื้อแดงวันนั้น โดยอ้างว่ากำจัดทหารสำคัญกว่า ไม่สนประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่แยกราชประสงค์

เสื้อแดงยังฝังใจแค้นประชาธิปัตย์ กองเชียร์ประชาธิปัตย์ก็คาใจยี่ห้อ “ทักษิณ”

และก็จบข่าวขั้วที่ 3 โดยอัตโนมัติ เมื่อทีมอนาคตใหม่เดินหมากทะลุกลางปล้อง หลังถูกมองข้ามไปข้ามมา เกิดอาการหมั่นไส้พรรคเพื่อไทยโยนส้มให้นายอนุทิน แจกเก้าอี้ให้พรรคประชาธิปัตย์ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เลยประกาศลั่นพร้อมเสนอตัวชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แหกสัตยาบันขั้วทีมทักษิณ “วงแตก” ทันที

แต่ “ไพร่หมื่นล้าน” ก็ส่อจบข่าวเหมือนกัน เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อ กกต.ว่าหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

ขั้ว “ธนาธร” ขั้วที่สาม ขั้วเพื่อไทย ยากจะเกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ

ถึงจุดนี้ชัดเจนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ “ลุงตู่” ยึดแป้นนายกฯต่ออีกสมัย

ในสถานการณ์ขั้วพลังประชารัฐต้องพยายามรวบรวมเสียงในสภาผู้แทนฯให้เกินกึ่งหนึ่งคือ 251 เสียง หนีไม่พ้นต้องขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ถือไพ่เล่นในมืออีกหลายใบ

ถึงตรงนี้ ข่าววงในว่ากันว่า “งูเห่า” จากขั้วเพื่อไทย ที่ “วงแตก” ดีลไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 10 คน

นั่นก็จะมาทดแทนกับสถานการณ์ที่จะ “มาไม่หมด” ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เพิ่งได้หัวหน้าพรรคคนใหม่คือนาย

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากปรมาจารย์

ชวน หลีกภัย กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจ

โอกาสเสียงโหวตหนุน “ลุงตู่” จะหายไปจากคำว่า “อีโก้”

แต่ในสถานการณ์ที่ลูกพรรคสายที่แนบแน่นกับทีม กปปส.อย่างนายถาวร เสนเนียม ประกาศท่าทีชัดเจน พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะมีมติอย่างไร ก็ต้องมีคน ปชป.จับกับขั้วพลังประชารัฐ

เช่นเดียวกับสถานการณ์ของค่ายภูมิใจไทย ที่นายอนุทินยอมรับสภาพโอดโอยเลยว่า หนักใจกับสถานการณ์กดดันให้เลือก 2 ฝั่ง คือ ประชาธิปไตยกับสืบทอดอำนาจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะตัดสินใจบนพื้นฐานคะแนนเสียงประชาชนที่เลือกมา

“เสี่ยหนู” ขอรอตัดสินใจ ในการประชุมพรรควันที่ 20 พฤษภาคม

และในอารมณ์ที่เซียนการเมืองได้ยินเสียง “เขี้ยว” เกี่ยวกันดังลั่น กับจังหวะที่พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ได้ลากวันตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐออกไปเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม หลังคิวฟันธงของทีมนายอนุทิน 2 วัน จากแต่เดิมที่เก็งกันว่าจะรู้คำตอบในวันเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย “ดึงเช็ง” ลากเกมชิงเหลี่ยม “หงายไพ่”

ท่ามกลางกระแสการต่อรองเข้มข้น ภูมิใจไทยปักหมุดเก้าอี้หุ้มทองฝังเพชร กระทรวงคมนาคม แต่พลังประชารัฐจำเป็นต้องล็อกไว้เพื่อความปลอดภัยกับภาพโปร่งใสของ “ลุงตู่” ขณะที่ประชาธิปัตย์ก็อยากได้เบอร์หนึ่งฝ่ายนิติบัญญัติ ขอเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนฯ แต่พลังประชารัฐไม่ไว้ใจกลัวโดนดัดหลังเกมสภา

มันคือเงื่อนไขต่อรองที่แฝงอยู่กับข้ออ้าง “หลักการ”

ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ใคร “หงายไพ่” หลังสุด ย่อมมีโอกาส ปั่นราคาต่อรองนาทีสุดท้าย

แต่นั่นก็ต้องไม่ลืมว่า “ลุงตู่” คือคนถือ “ไพ่ใบสุดท้าย” ตัวจริง ถ้าโดนต่อรองมาก อารมณ์ทหารไม่ชอบโดนนักการเมืองขี่คอ ไม่เสี่ยงพายเรือให้เสือหิว เสือโหย ในห้วงการเมืองเปลี่ยนผ่าน ต้องระวัง “มุมสูง” ให้ดี

ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ลากเกมไป “ยุบสภา”

ในอาการที่นักเลือกตั้งยังไม่หายเหนื่อย โรงพิมพ์แบงก์เครื่องยังไม่หายร้อน

ถึงตอนนั้น อาจมี “งูเห่า” แบบเหมาทั้งพรรค.

"ทีมการเมือง"