พปชร.ไม่จบ จ่อฟ้องกลับ 32 ส.ส.ฝ่ายค้าน แฉมีระดับ หน.พรรคถือหุ้น-ทำสื่อ

"พลังประชารัฐ" ให้ 21 ส.ส.รวบรวมเอกสาร-งบดุลบริษัทแจงศาล รธน. เตรียมฟ้องกลับ ส.ส.ฝ่ายค้าน 32 คนสัปดาห์นี้ แฉมีระดับหัวหน้าพรรคถือหุ้น-ทำสื่อจริง

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.62 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายทศพล เพ็งส้ม หัวหน้าทีมต่อสู้คดี กรณี 27 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ถูกร้องถือครองหุ้นและเป็นเจ้าของกิจการสื่อ แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง 32 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ถือครองหุ้นและเป็นเจ้าของกิจการสื่อ ว่า จากนี้จะให้ ส.ส.21 คน ของพรรค พปชร.ทำการรวบรวมเอกสาร โดยเฉพาะในส่วนของงบดุลของบริษัทเพื่อมาพิจารณา เพราะได้เห็นแล้วว่าศาลรับฟังข้อเท็จจริง ทั้งจากที่ไม่รับคำร้อง 6 คน และที่รับคำร้อง 21 คน ของพรรค พปชร.ทำให้เห็นสิ่งที่เราจะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ให้ศาลเห็นได้มากที่สุดว่า ในส่วนของ ส.ส.ของพรรค พปชร.ไม่มีการประกอบกิจการสื่อตามมาตรา 98 (3) และคงต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนำคำพิพากษาของศาลฎีกา 2 คดีก่อนหน้านี้ มาเปรียบเทียบว่า คดีดังกล่าวกับคดีของเราเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และขอคัดสำนวนของศาลฎีกาที่ส่งมาศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างว่า ทั้ง 2 คดีไม่เหมือนของทั้ง 21 คน ที่ศาลรับคำร้องไว้ อย่างไรก็ดี ต้องกราบขอบคุณศาลที่ให้โอกาส ส.ส.ของพรรค พปชร.และฝ่ายรัฐบาลได้ทำหน้าที่ต่อ ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าได้ให้โอกาสที่ให้เรายื่นหลักฐาน

นายทศพล กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรค พปชร.ที่จะยื่นฟ้อง ส.ส.ของ 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านนั้น จากผลของศาลรัฐธรรมนูญทางทีมทนายต้องมาปรับกลยุทธ์ เพราะจากที่ศาลมีคำสั่งไม่รับพิจารณาบางราย ทำให้เราต้องตัด ส.ส.ที่ข่ายเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องออก ทำให้การตรวจสอบจากเดิม 55 คน เหลือ 32 คนที่เข้าข่าย โดยพบว่าบางคนมีการประกอบธุรกิจสื่อมวลชนจริง ซึ่งในจำนวนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นของพรรคเพื่อไทย รวมถึงบางคนเป็นถึงระดับหัวหน้าพรรค จึงเป็นเหตุผลที่ตนไม่ตัดสินใจบอกก่อนหน้านี้ว่าเป็นใครบ้าง เพื่อต้องการให้การทำงานรอบคอบ ให้ศาลพิจารณาง่ายขึ้น ทั้งนี้จะใช้วิธีการเดียวกันกับอีกฝ่ายคือ ยื่นผ่าน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่จะยื่นคำร้องขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยจะนำรายชื่อทั้ง 32 คน รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคก่อนไปยื่นต่อประธานสภาฯ คาดว่าจะยื่นอย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าต้นสัปดาห์หน้า.