พร้อมรับมือ 'วิษณุ' ไม่หวั่นฝ่ายค้าน หากเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

"วิษณุ" ไม่หวั่นฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ แจงประมวลจริยธรรมมี 2 ฉบับ ชี้ถ้ายื่นก็ไม่มีปัญหา-รบ.ไม่ติดใจ เชื่อ "บิ๊กตู่" สบายใจ หลังศาล รธน.ชี้ไม่ขาดคุณสมบัติ

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่ากรณี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ นอกจากผิดรัฐธรรมนูญแล้วยังผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 ด้วย โดยในระเบียบของศาลฎีกาเปิดช่องไว้ให้สมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 ของรัฐสภา เข้าชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงเตรียมคำร้องส่งประธานรัฐสภา และหากศาลฎีการับไว้พิจารณา นายกรัฐมนตรีและ ครม.จะต้องยุติปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา ว่า ตนได้บอกไปในสภาแล้วว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว ใช้กับข้าราชการทั้งหลายส่วนนักการเมืองมีอีกฉบับหนึ่ง ไม่ใช่ฉบับนั้น โดยเป็นประมวลจริยธรรมฉบับหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญร่างขึ้นซึ่งใช้กับองค์กรอิสระทั้งหมด ใช้กับคณะรัฐมนตรี วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร สรุปว่ามีฉบับข้าราชการประจำ และฉบับการเมือง ซึ่งถ้าฉบับการเมืองจะไม่มีกรรมการ ไม่มีนายกฯมาเป็นประธาน แต่กลไกคือหากเห็นว่าผิด ก็ร้องผ่านประธานสภาฯ เพื่อให้ส่ง ป.ป.ช.ต่อไปยังศาลฎีกา

เมื่อถามว่า ดังนั้นหาก นายวันมูหะมัดนอร์ ยังจะดำเนินการตามที่บอก ก็สามารถทำได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "ผมไม่อยากไปตอบว่าได้หรือไม่ได้ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นช่องทางก็ไม่มีปัญหา แต่ขอวงเล็บไว้นิดเดียวว่า ยื่นผ่าน ป.ป.ช.นั้น ป.ป.ช.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญใด ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีองค์กรใดสามารถตรวจสอบองค์กรตามรัฐธรรมนูญใด ซึ่งองค์กรตามรัฐธรรมนูนใดนั้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา องค์กรอิสระ ซึ่งตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคิดว่าช่องทางนี้จะไปได้ ก็ไม่ได้มีปัญหา รัฐบาลไม่ได้ติดใจอะไร" เมื่อถามว่า นี่เป็นการชี้ช่องให้เห็น นายวิษณุ กล่าวว่า "ผมถามกลับ แต่ผมไม่ได้ชี้หรือไม่ได้บอกคำตอบ ไม่ได้ว่ากัน"

นอกจากนี้ นายวิษณุ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา 160(6) และมาตรา 98 (15) หรือไม่ จากเหตุดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ว่า เรื่องดังกล่าวคงทำให้นายกฯทำงานได้สบายใจขึ้น รัฐบาลพยายามชี้แจงมาหลายครั้งว่าไม่ใช่ เมื่อมีเรื่องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจึงชี้แจงไปว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ชาวบ้านทั่วไปอาจรู้สึกว่าไม่เป็นได้อย่างไร ในเมื่อรับเงินเดือน มีอำนาจ นิยามคำว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

"ทั้งนี้ในหลักการตีความกฎหมายบอกไว้ว่า หากมีคำอะไรนำหน้ามาอย่างน้อย 2 คำแล้ว เอ่ยถึงขั้นที่ 3 ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ก็ให้แปลคำที่ 3 ให้ใกล้เคียงกับ 2 คำแรก ซึ่งนี่คือการตีความที่ใช้กันมาตลอด ดังนั้นเมื่อเอ่ยถึงคำว่าพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ และหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องแปลคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เหมือนกับพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ นั่นแปลว่าเป็นตำแหน่งประจำ มีเงินเดือนประจำ มีอำนาจหน้าที่ประจำ หากตายหรือเกษียณอายุ ก็มีคนใหม่แทน แต่หัวหน้า คสช.ไม่มีลักษณะเหมือน 2 คำนี้ คือ ไม่ประจำ อยู่ชั่วคราว แม้มีเงินเดือน แต่อำนาจพิเศษไม่เหมือนอำนาจตามกฎหมาย แต่งตั้งมาจากไหนไม่รู้ พ้นจากอำนาจเมื่อไหร่ไม่รู้ อะไรต่ออะไรพิสดารหน่อย ซึ่งเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน และได้ระบุประโยคนี้ไว้ด้วย