“มงคลกิตติ์” ลุยภูเก็ต ตรวจสอบคอนโดพิพาท-คลองสาธารณะบางรักที่หายไป

“มงคลกิตติ์” ลุยภูเก็ต ตรวจสอบอย่างสบายใจหลังเป็นฝ่ายค้านอิสระ หารือหน่วยงานเกี่ยวข้องกรณีคอนโด คลองสาธารณะบางรัก และรับเรื่องร้องทุกข์ชาวบ้านผู้ประกอบการร่มเตียงชายหาด

วันที่ 23 ส.ค. 2562 ที่เทศบาลตำบลกะรน อ.เมืองภูเก็ต นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมคณะ เข้าพบ นายทวี ทองแช่ม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลกะรน และฝ่ายบริหาร เพื่อหารือกรณีปัญหาการร้องเรียนโครงการก่อสร้างคอนโดมีเนียม และปัญหาลำรางสาธารณะคลองบางรักที่หายไป โดยมี นายอิทธิพร สังข์แก้ว รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลกะรน นายวันชัย แซ่ตัน ผอ.กองช่าง และสมาชิกสภาร่วมให้ข้อมูล

ทั้งนี้ ทางเทศบาลตำบลกะรน มีการชี้แจงประเด็นสำคัญหลักๆ คือ เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการอนุญาตก่อสร้าง ปัญหาลำรางสาธารณะคลองบางรัก และปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จากนั้นไปยังหาดกะตะน้อย ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เพื่อพบปะพูดคุยกับตัวแทนผู้ประกอบการร่มเตียงชายหาดถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบชายหาด พร้อมทั้งเดินเท้าไปตามแนวชายหาดเพื่อตรวจสอบจุดที่มีการระบุว่าเคยเป็นคลองสาธารณะบางรัก แต่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมแห่งหนึ่ง ต่อมา นายมงคลกิตติ์ พร้อมคณะได้ไปยัง สภ.กะรน เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจกับ พ.ต.อ.ประวิทย์ สุทธิเรืองอรุณ ผกก.สภ.กะรน และ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รอง ผกก.ป.สภ.กะรน ที่ตกเป็นข่าวกับนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ก่อนเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เพื่อพบกับ นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น 

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า การลงมายังพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบข้อพิพาทที่ประชาชนร้องเรียนผ่านมาเฟซบุ๊กของพรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม เรื่องคลองสาธารณะบางรัก ซึ่งขณะนี้ได้ข้อมูลแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าทางเทศบาลตำบลกะรนน่าจะทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่น่าจะผิดพลาดตรงขั้นตอนการอนุมัติ EIA ซึ่งขณะนั้นมีคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นมาแล้ว แต่ทำไมที่ดินจังหวัดไม่รายงาน หรืออาจมีการรายงานแล้ว ซึ่งต้องดูในบันทึกรายงานการประชุมเพื่อจะดูว่าใครกันที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะเป็นอดีต ผวจ.ภูเก็ต หรือที่ดินจังหวัด ก็ยังไม่แน่ใจ และอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องกรณีการก่อสร้างทับลำรางสาธารณะคลองบางรัก ที่น่าจะเกิดขึ้นช่วงปี 2520 โดยเรื่องนี้ทราบว่าที่ดินจังหวัดมีการสั่งการให้ดำเนินการแก้ไขโฉนดที่ดินให้มีคลองสาธารณะเหมือนเดิม และหลังการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วจะมีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ครอบครองที่ดินให้ปรับปรุงแก้ไขให้กลับเป็นเหมือนเดิม เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ เนื่องจากว่าเดิมทีแหล่งน้ำธรรมชาติจะต้องมีทางออกไปสู่ทะเล แต่ปัจจุบันไม่มีทางออกจะเป็นปัญหาต่อไป เพราะฉะนั้นเรื่องกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย 

นอกจากนี้ อีกส่วนที่ได้รับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมคือ ในส่วนความเดือดร้อนของพี่น้องที่ประกอบการร่มเตียงชายหาด ปัจจุบันนักท่องเที่ยวน้อยลง เท่าที่ดูพบว่าสัดส่วนกำหนดพื้นที่ผู้ประกอบการโรงแรมใหญ่ๆ มีการวางร่มเตียงชายหาดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก สัดส่วนพี่น้องผู้ประกอบการที่เป็นชาวบ้านเหล่านี้มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ จึงรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ในช่วงรัฐบาลชุดหนึ่งก็อนุญาต แต่เมื่อถึงยุค คสช. ก็ไม่อนุญาต แต่กลับอนุญาตให้กับระบบทุนใหญ่ แต่ต้องไม่ลืมว่าชาวบ้านหาดกะตะมีอาชีพเดิมของเขา จนภายหลังมีโรงแรมสถานประกอบการขนาดใหญ่มาสร้าง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จนไปกินพื้นที่ของการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และพี่น้องบางรายถูกดำเนินคดีจากการมาทำมาหากินในที่สาธารณะที่ติดกับทะเล แต่ในส่วนโรงแรมใหญ่ทำกินในพื้นที่ที่มีโฉนด เพราะฉะนั้นในเมื่อรัฐบาลหนึ่งผ่อนปรน อีกรัฐบาลดำเนินคดี เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข และจะต้องไปเรียนกับ ผวจ. และอีกส่วนที่พบจากการลงพื้นที่คือมีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนภูเขา ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่าอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. หรือไม่ ถ้าอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ต้องเสนอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดการให้เป็นไปตามกฎหมาย 

“เมื่อเปิดประชุมสภา ผมจะนำปัญหาข้าปรึกษาหารือกับ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อให้ท่านช่วยทำหนังสือประสานไปยังกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไข ผมจะใช้สิทธิ์ในการแถลงข้อเท็จจริงในการลงพื้นที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชื่อว่าเมื่อผมสื่อสารออกไปแล้วก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขตามกฎหมาย เช่นเดียวกับที่ผมไปตรวจสอบ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ที่มีการแอบดูดน้ำลำตะคอง สร้างสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีการรื้อถอนไปหมดแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินคดี ถูกว่าไปตามถูก ผิดว่าไปตามผิด เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนไม่ว่าอยู่จังหวัดไหนถ้าได้รับความเดือดร้อนผมก็จะลงพื้นที่ เพราะในฐานะที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีพื้นที่รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ไม่ใช่ ส.ส.เขต จึงต้องมาในนามพรรคๆ ต้องทำหน้าที่ให้กับพี่น้องประชาชนใน 77 จังหวัด อีกอย่างผมสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ เนื่องจากไม่ต้องเกรงใจฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอยู่ฝ่ายประชาชน สามารถทำได้เต็มที่มีอิสระและไม่ต้องมีใครมาครอบงำ"