รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ : ผ่าทางตันจับขั้วการเมืองหลังเลือกตั้ง

“เลือกตั้งผ่านพ้นไปหลายสัปดาห์แล้วไม่มีท่าทีจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ไม่เหมือนที่ผ่านๆมา นับคะแนนเสร็จไม่กี่ชั่วโมงก็เห็นรูปร่างรัฐบาลชุดใหม่”

นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เกริ่นให้เห็นถึงเหล่าคอการเมืองสายฮาร์ดคอร์ในพื้นที่เลือกตั้ง สะกิดขอให้ส่องกระดานการเมืองหลังเกิดสถานการณ์ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์

ผมเสนอในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคว่า ขณะนี้การเมืองมี 2 ขั้วระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย เสียงก้ำกึ่งกันมาก ต่างฝ่ายต่างถือทิฐิ ไม่ลดราวาศอก ต่างต้องการฟอร์มจัดตั้งรัฐบาล

เชื่อว่าถ้ายังยืนกระต่ายขาเดียวทั้งสองขั้ว โอกาสจัดตั้งรัฐบาลมันเป็นไปได้ยากมาก

นอกจากงัดเทคนิคทางด้านอื่นๆขึ้นมา ซึ่งไม่รู้ว่าเทคนิคที่ว่ามันคืออะไร

ต่างฝ่ายก็รอหลังวันที่ 9 พ.ค.62 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้ง

กระบวนการจากนี้จนถึงวันที่ 9 พ.ค.62 บางพรรคการเมืองอาจมั่นใจว่า การแจกใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง

ทำให้จำนวน ส.ส.ของพรรคต่างๆเปลี่ยนแปลง เลยคาดหวังจัดตั้งรัฐบาลได้

แต่ผมเชื่อมั่นจำนวน ส.ส.แต่ละพรรคเปลี่ยนแปลงไม่มากไปจากเดิม

ถ้าเปลี่ยนแปลงมาก ยิ่งแจกใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ไปตกอยู่พรรคใดพรรคหนึ่งมากเป็นพิเศษ

กกต.ก็ถูกสังคมตั้งข้อครหาว่าทำไปเพื่ออะไร เป็นการช่วยใครหรือไม่

หากเป็นเช่นนี้คงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ผมก็เสนอให้ทุกพรรครวมเป็นรัฐบาล ในช่วงเสนอมันอาจมีเวลาจำกัดในการคิดคำว่า รัฐบาลทุกพรรคร่วมกันคืออะไร ตอนนั้นความคิดแว้บแรกขึ้นมาน่าจะเรียกขานว่า “รัฐบาลแห่งชาติ”

โป๊ะแตกเลย เพราะแสลงหู แสลงใจของหลายฝ่ายจนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคนของพรรคการเมืองสองขั้วใหญ่ที่เชื่อมั่นว่าฟอร์มตั้งรัฐบาลได้ เพราะจะได้อำนาจเบ็ดเสร็จ

แต่รัฐบาลเพื่อชาติหรือรัฐบาลปรองดองต้องแชร์อำนาจ ไม่มีพรรคใดโดดเด่น นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เหมือนซีอีโอ คนเหล่านี้กลัวสูญเสียอำนาจ ก็ต้องต่อต้านไว้ก่อน สุดท้ายเจอทางตัน เดินชนกำแพงก็ต้องตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ภาพลักษณ์คล้ายรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์

สูตรนี้คนส่วนใหญ่ ทั้งนักธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและศูนย์อำนาจ นักการเมืองต่างพรรคที่ไม่ใช่ระดับคีย์แมน ต่างรับได้ เจตนาของผมชัดเจนเสนอทางออกให้แก่บ้านเมือง ไม่ต้องการเสนอจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับใครตราบใดที่พรรคพลังประชารัฐจัดได้ก็ทำไป พรรคเพื่อไทยจัดได้ก็จัดไป

หากไม่มีขั้วไหนตั้งรัฐบาลสำเร็จ สถานการณ์การเมืองเดดล็อก แต่ละพรรคมีทางออกให้ประเทศอย่างไร เป็นที่มาคำว่า “รัฐบาลปรองดอง” เพื่อไม่ให้ซ้ำกับอารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีต่อ “รัฐบาลแห่งชาติ”

จังหวะนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรควรเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภา เพื่อประชุมหาทางออกให้ประเทศ

สำหรับผมในเบื้องต้น พรรคเล็กควรมีข้อจำกัดไม่รับตำแหน่งในรัฐบาล ถ้ารัฐบาลทำดีก็ยกมือสนับสนุน หากทำไม่ดีก็วิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.มากพอระดับหนึ่งควรมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

รูปแบบการหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหาทางออกให้ประเทศควรจะเป็นอย่างไร นายเทพไทบอกว่า ต้องคุยให้จบ โดยขอยกเลิกรายชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคการเมืองไปก่อนได้หรือไม่

แล้วสนับสนุนผู้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

กระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขอยืนยันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

จากนั้นถึงการวางภารกิจของรัฐบาลเพื่อชาติหรือรัฐบาลปรองดอง

เมื่อได้ข้อสรุปทุกฝ่ายต้องดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้

ภารกิจหลักของรัฐบาลปรองดองควรมีอะไรบ้าง นายเทพไท บอกว่า มีวาระ 2 ปีและยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ภายใน 2 ปี มีภารกิจหลัก อันดับแรกแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

ลำดับถัดไปร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

ถ้าไม่ร่วมมือกันรับรองแก้ไขได้ยากมาก

ส่วนภารกิจอื่นๆ ถ้าพรรคการเมืองเห็นเป็นโอกาสที่ดีเสนอปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ ก็ควรเสนอ

เพราะรัฐบาลปกติ มีรัฐบาลและฝ่ายค้าน เสนออะไรไปก็ติดขัด

พอเป็นรัฐบาลปรองดอง ทุกฝ่ายพร้อมใจกันมันสามารถทะลวงไปได้เลย

ที่สำคัญ ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชน รับฟังความเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่อยู่เสมอ โอกาสปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบราชการก็มีความชอบธรรมกว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งที่ผ่านมาปฏิรูปล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แม้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ มีมาตรา 44 ยังทำไม่ได้เลย

ฉะนั้นหากไม่ใช้จังหวะทองตั้งรัฐบาลปรองดองเพื่อปฏิรูปประเทศ เชื่อปิดประตูปฏิรูปไม่สำเร็จแน่

ฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ตรวจสอบได้เต็มที่แค่ไหนในยุครัฐบาลปรองดอง นายเทพไท บอกว่า ทำหน้าที่ตามปกติ ยิ่งเป็นนักการเมืองมาจากการเลือกตั้งก็ต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลปรองดอง

เชื่อในยุคโซเชียลมีเดียจะเจอพลังการตรวจสอบนอกสภาที่เข้มข้นกว่าในสภาด้วยซ้ำไป

นายกรัฐมนตรีคนนอกยังเป็น 4 รายชื่อเหมือนเดิม นายเทพไท บอกว่า แค่ยกตัวอย่าง แต่ถ้าที่ประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเห็นว่ายังมีบุคคลที่นอกเหนือจากนี้ก็เสนอได้

ผมเสนอ 4 ท่านที่เป็นคนกลาง มีบารมีเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาของประเทศให้ครอบคลุมในทุกด้าน

ทั้ง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ท่านมีบารมี มีกองทัพสนับสนุน มีจุดยืนประชาธิปไตยชัดเจน

แต่เกรงข้อครหาว่าเป็นทหาร ก็อยากได้สายพลเรือนเลยเสนอ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีสองรัชกาล เคยเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ในสภาวะบ้านเมืองแบบนี้ต้องการนักปกครองที่เป็นกลาง

ขณะที่นายศุภชัย พานิชภักดิ์ ผ่านงานองค์กรระดับโลกมาแล้ว ด้านเศรษฐกิจไม่ต้องพูดถึง หาตัวจับยาก ฉะนั้นถ้าต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ท่านเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

ส่วนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เสนอโดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรค แต่ต้องการตอบคำถาม ส.ส.500 คนว่า ข้อเสนอทำไมไม่มีใครเป็นแคนดิเดตนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ดูแล้วท่านมีพรรษาการเมือง
สูงสุด เป็นนายกฯ 2 สมัย คนเกรงใจ ไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใครในสภาก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

รับลูกจากกลุ่มไหนมาเปิดประเด็นต่อสังคมหรือไม่ เพราะขณะนี้มีบางกลุ่มพยายามเคลื่อนไหวตั้งรัฐบาลปรองดอง นายเทพไท บอกว่า ไม่มีรัฐบาลแห่งชาติที่บางฝ่ายขายไอเดียเกิดจากการเมืองอยู่ในภาวะปกติ แต่ต้องการมีรัฐบาลกลางบริหารประเทศ

แต่ผมเสนอท่ามกลางวิกฤติเกิดเดดล็อกการเมือง สองขั้วตั้งรัฐบาลไม่ได้ จำเป็นต้องหาทางออกให้ประเทศ บน คำถามของประชาชนว่าเมื่อไหร่จะมีรัฐบาลใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน

ปกติการตั้งรัฐบาลปรองดองต้องมีเจ้าภาพหรือแกนนำขับเคลื่อน เมื่อไม่มีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นายเทพไท บอกว่า ประมาณปลายเดือน พ.ค.62 ถ้าสองขั้วการเมืองยังตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สังคมก็เริ่มกดดันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นเจ้าภาพเรียกประชุม เพื่อผ่าทางตันประเทศ

หากไม่เดินตามนี้เจอทางตันแน่ อาจกลับไปสู่การยกเลิกการเลือกตั้งและเลือกตั้งใหม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้ ม.44 หรือมีใครสักคนไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ

หากเลือกตั้งใหม่ประเทศได้อะไร ต้องเสียงบประมาณจัดการเลือกตั้ง 5-6 พันล้านบาท ควรประหยัดงบประมาณส่วนนี้เอาไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่นดีกว่าไหม

ผมเสนอโดยไม่กลัวการเลือกตั้งใหม่ ผมอยู่ในฐานะที่อยากให้มีการเลือกตั้งใหม่ด้วยซ้ำไป เพราะสามารถแก้มือได้ แต่เมื่อเลือกมาแล้ว ได้ข้อสรุปจากประชาชนระดับหนึ่งก็เดินหน้าต่ออีก 2 ปีก่อนกลับมาเลือกตั้งใหม่

ทำไมสูตรตั้งรัฐบาลปรองดองยิ่งตียิ่งมั่นใจเดินทางไปถึงปลายทางได้ นายเทพไท บอกว่า

ผมเชื่อมั่นว่าการเมืองยิ่งเดินไปก็ตันเข้าสู่มุมอับ เจ้าของอำนาจตัวจริงคือประชาชนจะไม่ยอม

ฉะนั้นจุดท้ายของท้องเรื่องทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน จับมือรวมพลังแก้ปัญหาชาติ

เป็นประตูทางออกที่ดีที่สุด ไม่กลับไปสู่วงจรปฏิวัติ

สังคมสบายใจได้เห็นบรรดา ส.ส.ประนีประนอมทำงานเพื่อบ้านเมือง.

ทีมการเมือง