โฆษกไทยศรีวิไลย์ ให้กำลังใจ ป.ป.ช.ติง "มีชัย-พรเพชร"ทำตัวน่าสงสัย

โฆษกไทยศรีวิไลย์ ยื่นให้กำลังใจ ประธาน ป.ป.ช. อย่าแก้ไขหรือผ่อนปรน การยื่นบัญชีทรัพย์สิน นายก-กก.สภามหาวิทยาลัยตามข้อเสนอของ ทปอ. ติง "มีชัย-พรเพชร-พระเถระชั้นผู้ใหญ่"ทำตัวน่าสงสัย ไม่น่านับถือ... 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 พ.ย. ที่ ป.ป.ช. นางสาวภคอร จันทรคณา รองเลขาฯ ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ และโฆษกพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมคณะได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เพื่อให้กำลังใจและขอให้คงประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กําหนดตําแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 103 พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ไม่ต้องแก้ไข

นางสาวภคอร กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียน จากข้าราชการมหาวิทยาลัย พนักงานมหาวิทยาลัย อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของอธิการบดี รองอธิการบดี นายกสภา-กรรมการสภามหาวิทยาลัย จำนวนหนึ่ง ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณแผ่นดิน ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ มีฐานะที่ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งช่วง 5 เม.ย.61 ทาง ภตช. ได้ยื่นเสนอให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ออกประกาศกำหนดตำแหน่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะเป็นตำแหน่งที่สามารถหาประโยชน์ได้ ให้คุณให้โทษได้

อาทิ นายกสภา-กรรมการสภามหาวิทยาลัย รองอธิบดี รองเลขาธิการ รองปลัดกระทรวง ฯลฯ และเมื่อ 1 พ.ย.61 ป.ป.ช. ได้ออกประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องกําหนดตําแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 103 พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 1 พ.ย.61 ซึ่งกำหนดให้ นายกสภา-กรรมการสภามหาวิทยาลัย รองอธิการบดี รองอธิบดี รองเลขาธิการ รองปลัดกระทรวง กรรมการ สปสช.ฯลฯ ต้องยื่นชี้แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน จากนั้นจึงมีข่าวว่า จะมี นายกสภา-กรรมการสภามหาวิทยาลัย กรรมการ สปสช. จะลาออกเนื่องจากไม่อยากชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน และต่อมาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีข้อสรุปเห็นด้วยที่จะให้ รองอธิการบดีชี้แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ด้วยความยินดี แต่ในส่วนของ นายกสภา-กรรมการสภามหาวิทยาลัย ไม่เห็นด้วยไม่สามารถชี้แจงบัญชีทรัพย์สินได้เพราะยุ่งยาก จึงจะลาออกจากตำแหน่งจำนวนมาก หรือทั้งหมด ถ้า ป.ป.ช.ยังไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว

นายสาวภคอร กล่าวว่า ตรงความเห็นว่า ตำแหน่ง นายกสภา-กรรมการสภามหาวิทยาลัย กรรมการ สปสช. อื่นๆ มีความสำคัญมากสามารถให้คุณให้โทษกับอธิการบดี หรือฝ่ายบริหารได้ ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็ทำงานไม่ได้ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังทางวิชาการ ผลประโยชน์ ในหมู่ผู้บริหาร กรรมการสภามหาวิทยาลัย ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐตั้งแต่ 1.5 หมื่นล้านบาท ลดหลั่นกันไปตามขนาดของมหาวิทยาลัย ความนิยม ผู้บริหารแต่ละท่านเงินเดือนร่วม 3-7 แสนบาท/เดือน ไม่รวมค่ากรรมการหลักสูตร ไม่นับเงินที่เอาไปทุจริตกัน ข้อสังเกต นายกสภา กรรมการสภา อธิการบดี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยดังๆ บางแห่ง จะมีฐานะร่ำรวยมากกว่า นายกรัฐมนตรี หลายเท่าตัว ซึ่งถือว่าแต่ละตำแหน่งมีจุดเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน

"สิ่งที่น่าตกใจมากคือ บุคคลสำคัญระดับปรมาจารย์ทางกฎหมายอย่าง อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการยกร่าง รธน.60 สมาชิก คสช. พ่วง นายกสภามหาวิทยาลัย-กรรมการสภามหาวิทยาลัย กว่า 8 แห่ง กลับจะหนีการตรวจสอบไม่ยอมยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. อีกทั้ง กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะลาออกยกคณะ หรือ แม้แต่กรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยของสงฆ์ ก็จะลาออกเช่นกัน ซึ่งกรรมการสภามีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ระดับ พระราชาคณะชั้นพราหมณ์ขึ้นไปเป็นกรรมการ ก็จะชิ่งไม่ชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน เป็นแบบนี้แล้ว ประเทศไทยจะยึดถือผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ พระ ได้อย่างไรแม้กระทั่งความโปร่งใสเบื้องต้นยังไม่สามารถทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับ เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ครู ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เลย ยิ่ง สนช. แม้แต่ตัว นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.พร้อมพวก จะไม่ยอมให้ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ต่อสาธารณะ นี่คนร่างกฎหมายยังทำตัวไม่โปร่งใส จะให้ประชาชนเชื่อถือได้อย่างไร" นางสาวภคอร กล่าว.