ย้อนวัยเยาว์ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” นักชกจอมกระชากเรตติ้งทุกสังเวียน

ย้อนอดีตในวัยเยาว์ของเจ้าหนูจากแดนใต้ ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักชกจอมกระชากเรตติ้ง และสร้างสีสันในทุกสังเวียนอย่าง “รถถัง จิตรเมืองนนท์” ที่กำลังสร้างชื่อกับวัน แชมเปียนชิพ...

วันที่ 12 ม.ค.62 เนื่องด้วยเป็นช่วงสัปดาห์วันเด็กแห่งชาติ จึงขอเล่าย้อนถึงอดีตสมัยวัยเด็กของนักมวยไทยสุดฮอตแห่งปี ผู้มีสไตล์การชกบู๊ดุดัน มันตั้งแต่ยกแรก ขึ้นสังเวียนครั้งใดไม่เคยเอาเปรียบคนดู

“ด.ช.ทินกร ศรีสวัสดิ์” ชื่อนี้หลายคนอาจไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่าเขาคือ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” แฟนมวยร้อยทั้งร้อยไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นปีทองของ รถถัง ดังยิ่งกว่าพลุแตก เอาช้างมาฉุดไม่อยู่ จนได้โอกาสไปฉายแววซุปเปอร์สตาร์บนสังเวียนนานาชาติอย่าง วัน แชมเปียนชิพ

สมัยวัยเยาว์ของเด็กชายชาวพัทลุง ที่เกิดในครอบครัวซึ่งมีพ่อแม่พี่น้องอาศัยรวมอยู่ในบ้านเดียวกันถึง 12 ชีวิต อาชีพรับจ้างเก็บน้ำยางซึ่งรายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่ทำ ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องกินใช้ ไหนจะค่าเล่าเรียน จึงได้แค่เพียงประทังชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวัน ความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน หากไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนั้นคงนึกภาพไม่ออก

เมื่ออายุได้ราว 7-8 ขวบสมัยเรียนอยู่ชั้น ป.2 พ่อชักจูงให้ รถถัง ไปฝึกมวยที่ค่ายมวยแถวบ้าน แต่ด้วยความที่นิสัยส่วนตัวไม่ชอบชกต่อยกับใคร รถถัง จึงมีอันต้องหยุดซ้อมไปพักใหญ่ กระทั่งเริ่มมาสนใจมวยไทยอย่างจริงจังอีกครั้งก็หลังจากที่ขึ้นเวทีชกครั้งแรก และสร้างผลงานชิ้นโบแดงในครั้งนั้น

“ตอนผมได้ชกมวยครั้งแรกผมดีใจมาก ดีใจที่หาเงินได้เองค่าตัว 300 บาท ผมดีใจสุดๆ ผมไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้ เลยทำให้ผมชอบเป็นนักมวย และก็ตั้งใจฝึกซ้อมมากขึ้น”

สำหรับชื่อ “รถถัง” นั้น หัวหน้าค่ายเดิม (เกียรติชูโฉม) เป็นคนตั้งให้ และใช้มาตั้งแต่เริ่มชกมวยเป็นอาชีพ ชื่อนี้เจ้าตัวชื่นชอบมาก เพราะมีความหมายในตัวเองคือ ความแข็งแกร่งและเดินหน้าท้าชนอย่างไม่เกรงกลัว อันบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวบนสังเวียนมวยของ รถถัง ได้อย่างชัดเจน

หลังจากเดินทางกว่าพันกิโลเมตรจากพัทลุง สู่เมืองกรุงอันศิวิไลซ์ รถถัง ย้ายมาอยู่ภายใต้สีเสื้อของค่ายจิตรเมืองนนท์
ที่นนทบุรี เมื่ออายุราว 12-13 ปี แต่ชีวิตเด็กหนุ่มชาวใต้ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ด้วยช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ห่างบ้าน ห่างครอบครัว ทั้งยังต้องปรับตัวกับวิถีชีวิตแบบคนเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน จึงทำให้ รถถัง ที่ดูแข็งแกร่งภายนอก แต่กลับอ่อนแออยู่ภายในหัวใจ รถถัง ร้องไห้คิดถึงแม่ทุกวัน

อาชีพนักมวยในเวทีเมืองกรุงช่วงนั้น รถถัง เป็นได้แค่ไม้ประดับ ฝีมือมวยระดับพื้นๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร จึงตัดสินใจเบนเข็มไปหากินแถบภาคอีสาน จนสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่ววงการ ด้วยการเดินสายกินเดิมพันนับไม่ถ้วน

หลังสั่งสมกระดูกมวยจนได้ที่ รถถัง กลับมานับหนึ่งใหม่ในเวทีเมืองกรุง และพบกับความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องหลายครั้ง จนเจ้าตัวเริ่มเครียดและท้อ แต่ “พ่ออ้วนจิตรเมืองนนท์” เป็นเพียงบุคคลเดียวที่มองทะลุไปถึงสายเลือดนักสู้ที่ซ่อนอยู่ภายในตัว รถถัง จึงให้ทั้งโอกาสและกำลังใจ ทุ่มเทความเชื่อมั่น เหมือนน้ำมันที่รดไฟ จุดประกายความหวัง พลิกฟื้นขุมพลังจนกลายเป็น “รถถัง” นักชกที่เรียกเรตติ้งให้ทุกรายการแข่งขันมากที่สุดคนหนึ่งในเวลานี้

ปัจจุบัน รถถัง ในวัยใกล้ 22 ปี ผ่านสังเวียนมาแล้วร่วม 300 ไฟต์ มองเห็นอนาคตที่มั่นคงและยาวไกลเมื่อองค์กรศิลปะการต่อสู้ระดับโลกอย่าง “วัน แชมเปียนชิพ” อ้าแขนรับเข้าสังกัด เขาจึงตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้สมศักดิ์ศรีที่ได้เป็นหนึ่งในบรรดานักสู้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก.