ส.บอลอัปเดตความคืบหน้า สังเวียนศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย

สมาคมฟุตบอลฯ จัดประชุมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่ออัปเดตความพร้อมก่อนเป็นเจ้าภาพศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย พร้อมเร่งหาสังเวียนที่ใช้ทดแทนสนามสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

วันที่ 18 ก.ย.62 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้จัดประชุมเความคืบหน้าการปรับปรุงสนาม ที่จะใช้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย ในช่วงเดือนมกราคม 2563 รวมถึงการหาสถานที่ทดแทนสนามสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่

โดยการประชุมในครั้งนี้ มีพล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย วิษณุ ไล่ชะพิษ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฝ่ายส่งเสริมการกีฬา), ทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, อำพล พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, ประพันธ์ ศรีสุวรรณ ปลัดอบจ.สงขลา, ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ตัวแทนจากบริษัท เค.บี.เอ็ม เทคโนโลยีส์ จำกัด, ตัวแทนบีจี ปทุม ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

หลังการประชุมนายกสมาคมฯ กล่าวว่า "ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เชิญตัวแทนของหน่วยงาน และสโมสรที่จะมีส่วนจัดการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียยู-23 ซึ่งประกอบไปด้วย ตัวแทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด"

"เนื่องจากสาเหตุที่การกีฬาแห่งประเทศไทย ไม่สามารถปรับปรุงสนาม สมโภช 700 ปี เชียงใหม่ ได้ทัน เพื่อที่จะใช้ในการแข่งขันฟุตบอลรายการดังกล่าว เราจำเป็นต้องพิจารณา สนามอื่นที่เป็นสนามของสโมสรมาทดแทน ในขณะเดียวกัน เราก็ให้ตัวแทนทุกหน่วยงาน ชี้แจงความคืบหน้า และความพร้อมในการปรับปรุงสนาม และก็ยืนยันถึงความมั่นใจ ว่าจะสามารถส่งสนามให้กับ เอเอฟซี ได้ทันกำหนดเวลา"

"เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ตัวแทนของหน่วยงานต่างๆ ยืนยันและมั่นใจที่จะร่วมมือกับสมาคมฯ ในการเตรียมสนามให้สามารถรองรับการใช้สนามในรายการนี้ เพราะทุกคนเข้าใจว่ารายการนี้เป็นหน้าตาของประเทศไทย เป็นเรื่องที่ทำเพื่อชาติ ทุกสนามพร้อมให้การสนับสนุน ต้องขอขอบคุณทุกองค์กรแทนแฟนบอลชาวไทย ที่ท่านพร้อมให้ความร่วมมือกับ สมาคมฯ เพื่อชื่อเสียงของประเทศไทย"

"ตอนนี้ก็ให้แต่ละสโมสรได้ชี้แจงศักยภาพ และรายละเอียดของแต่ละสนาม ว่ามีความจุ ไฟส่องสว่าง สิ่งที่เอเอฟซีต้องการ คือ แต่ละสนามต้องสามารถปรับปรุงได้ทันกำหนดเวลา จากนี้สมาคมฯ ก็ต้องประชุมเพื่อดูว่าสนามใดมีความพร้อม ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไข เพราะบางสนามก็ทำได้ไม่ทัน เราก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง"

"มาตรฐานของสนามที่จะมาแทนที่ สนามสมโภช 700 ปี เชียงใหม่ คือต้องมีความจุไม่ต่ำกว่า 10,000 ที่นั่ง, ห้องแต่งตัวมีจำนวน 4 ห้อง, ไฟส่องสว่างไม่ต่ำกว่า 1,800 ลักซ์, การเดินทางจากโรงแรมที่พักไปสนามไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็มีรายละเอียดอีกมากมายทั้ง โรงแรมที่พักต้องมีระดับ 4-5 ดาว, สนามฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐาน นี่คือเงื่อนไขของเอเอฟซีที่กำหนดไว้ ทั้งสามสโมสร อยู่ในเกณฑ์ที่จะพิจารณา ส่วนโครงสร้างและกายภาพของสนาม ทางสโมสรก็ได้ชี้แจงข้อมูลต่างๆ เราก็จะมีการหารือกัน"

"ทั้ง 3 สโมสรที่มาต่างเคยจัดฟุตบอลรายการสำคัญๆ มาแล้ว แต่ข้อกำหนดของฟุตบอลแต่ละรายการไม่เท่ากัน อย่างในชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ถือเป็นหนึ่งในฟุตบอลรายการที่มีข้อกำหนดที่สูง หากเทียบกับเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ที่แต่ละสโมสรเคยจัดการแข่งขัน ก็มีความแตกต่างกันเช่น ไฟส่องสว่างกำหนดไว้ที่ 1,800 ลักศ์ ซึ่งสูงกว่าฟุตบอลทุกรายการที่ประเทศไทยเคยจัดมา"

"ห้องแต่งตัวนักกีฬาก็ต้องมี 4 ห้อง โดยปกติใช้แค่ 2 ห้องก็สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะเดียวกันทางเดินก็จะเป็นกระเบื้องไม่ได้ ต้องเป็นพื้นยางที่กันลื่นได้ด้วย นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำในการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ ขณะเดียวกันทางเดินเข้าสนามปกติใช้แค่พรม แต่รายการนี้จะต้องปูหญ้าเทียมในส่วนที่เป็นลู่วิ่ง นี่คือความแตกต่างของฟุตบอลรายการนี้ กับฟุตบอลรายการอื่นๆ ที่ประเทศไทยไทยเคยจัดมา"