นักเรียนไทยเจ๋งเวทีวิทย์โลก 3 รางวัลสเปเชียลอวอร์ด

เด็กไทยจาก “เชียงราย-ฉะเชิงเทรา-ระยอง” มันสมองเป็นเลิศสุดยอด คว้า 3 รางวัลสเปเชียลอวอร์ด จากเวทีแข่งโครงงานวิทย์ระดับโลก “อินเทล ไอเซฟ 2019” ที่สหรัฐอเมริกา โดยสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนการแข่งขันร่วมกันลงคะแนนโหวตโครงงานที่ล้วนมีประโยชน์ต่อโลก

เด็กไทยคว้า 3 รางวัลจากเวทีแข่งโครงงานวิทย์ระดับโลก เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 17 พ.ค. โดยนายรวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือ อพวช. กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า อพวช.นำเยาวชนไทย 17 ทีมจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมการแข่งขันโครงงาน วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนในระดับนานาชาติ The Intel International Science and Engineering Fair 2019 (Intel ISEF) ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระหว่างวันที่ 12—17 พ.ค. โดยมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์กว่า 1,800 คนจาก 80 ประเทศมาร่วมแข่งขัน ที่เมืองฟินิกซ์ รัฐอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายรวินเผยอีกว่า ผลแข่งขันเยาวชนจากประเทศไทยคว้า “สเปเชียลอวอร์ด” ซึ่งเป็นรางวัล ที่ผู้สนับสนุนการแข่งขันครั้งนี้ที่เป็นองค์กรชั้นนำของโลก 45 ราย อาทิ Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society องค์กรทางวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA เป็นต้น ร่วมกันโหวตลงคะแนนหลังจากตัวแทนเยาวชนประเทศต่างๆ นำผลงานมาเสนอ เพราะสามารถนำผลงานไปใช้ได้จริง โดยสามารถคว้ามาได้ถึง 3 รางวัล

ผอ.อพวช.กล่าวต่อว่า สำหรับรางวัลแรกของสเปเชียลอวอร์ด “ด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” ที่มีทุนการศึกษา 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แก่โครงงาน “การพัฒนาสารเคลือบเมล็ดพันธุ์อุ้มน้ำจากยางไม้ในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มอัตราการรอดตายของข้าวไร่ในสภาวะขาดน้ำเนื่องจากฝนทิ้งช่วง” ของโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย รางวัลสเปเชียลอวอร์ด ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพสำหรับการวิจัยข้ามสาขา และการทำงานเป็นทีม ได้แก่โครงงาน “เบ้ากุดจี่เทียมสำหรับเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืช” ของโรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา” จ.ฉะเชิงเทรา และรางวัลสเปเชียลอวอร์ด จากสมาคมเคมีอเมริกัน ได้แก่ โครงงาน “การสังเคราะห์อนุภาคนาโนของเหล็กคาร์บอนจากน้ำมันหมูเหลือใช้เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเล” ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง

นายธีรกานต์ วรรณกาญจน์ จากโรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา” จ.ฉะเชิงเทรา อธิบายถึงแนวคิดของโครงงานว่า ผักหวานป่าเป็นผักเศรษฐกิจ เป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่มีปริมาณผลผลิตที่ได้ค่อนข้างต่ำ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จากการศึกษาพบว่าอัตราการรอดชีวิตของต้นอ่อนผักหวานป่า ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากการเสียหายของรากของต้นอ่อนผักหวานป่า ขณะย้ายจากถุงเพาะชำพลาสติก ลงปลูกในดินส่งผลให้ต้นอ่อนส่วนใหญ่ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้

นายธีรกานต์กล่าวอีกว่า จึงได้ทดลองทำเบ้ากุดจี่เทียมที่ผลิตจากมูลโคที่ผสมกับดินเหนียวแล้วนำมาปั้นขึ้นรูปเป็นทรงกลม ภายในบรรจุเส้นใยของลำต้นมันสำปะหลังและเติมเชื้อรา T. harzianum ที่ช่วยในการเติบโตของต้นอ่อนผักหวานป่าและยังนำผงที่ได้จากใบสะเดาไปทารอบๆด้านนอกของเบ้ากุดจี่เทียม เพื่อป้องกันการทำลายของปลวก ผลปรากฏว่า การใช้เบ้ากุดจี่เทียมแทนถุงพลาสติกจะช่วยให้อัตราการรอดและการเจริญเติบโตของต้นอ่อนผักหวานป่าดีกว่าการใช้ถุงพลาสติก เป็นการช่วยสนับสนุนการลดการใช้ถุงพลาสติกในการเพาะต้นอ่อนผักหวานป่า และยังสนับสนุนแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นายพิรชัช คชนิล จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ กล่าวว่า โครงงานที่ทำขึ้นเพื่อพัฒนาสารเคลือบเมล็ดพันธุ์อุ้มน้ำจากยางไม้ในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มอัตราการรอดตายของข้าวไร่ในสภาวะขาดน้ำเนื่องจากฝนทิ้งช่วง โดยทำการศึกษาคุณสมบัติของยางไม้ในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเป็นสารเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่ ได้แก่ ยางมะกอกป่า ยางงิ้วป่า และยางมะค่า กับกัวกัมและพอลีอะคริเลต พบว่ายางมะกอกป่ามีการดูดซับน้ำ การอุ้มน้ำสูงกว่ายางไม้ชนิดอื่นๆ และย่อยสลายได้เร็วกว่าพอลีอะคริเลตซึ่งเป็นพอลีเมอร์สังเคราะห์ ทั้งยังพบว่าการเคลือบเมล็ดพันธุ์ด้วยยางมะกอกป่าจะช่วยป้องกันการเข้าทำลายของแมลง การเกิดเชื้อรา ช่วยในการอุ้มน้ำของเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่ได้ดีกว่าการเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยยางไม้อีกสองชนิด ดังนั้น ความรู้ที่ได้จากโครงงานนี้จะเป็นแนวทางในการช่วยเกษตรสามารถปลูกข้าวได้ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการลดการใช้น้ำในการเพาะปลูก