ศรีลังการะทึกอีก เจอระเบิดที่สนามบิน จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 13 คน

สถานการณ์ในประเทศศรีลังกายังคงไม่แน่นอนหลังเกิดเหตุระเบิดหลายจุด โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่พบระเบิดแสวงเครื่องใกล้กับสนามบินในกรุงโคลอมโบ แต่เก็บกู้ได้ทัน ขณะที่จับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 13 คน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศศรีลังกาอยู่ภายใต้กฎเคอร์ฟิวตลอดคืนวันอาทิตย์ที่ 21 เม.ย. ที่รัฐบาลประกาศใช้หลังเกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมและโบสถ์ต่างๆ ถึง 8 จุดทั่วประเทศในช่วงกลางวันของวันเดียวกัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 450 คน

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายที่โบสถ์ เซนต์ เซบาสเตียน ในเมืองเนกอมโบ

ในช่วงกลางดึกวันอาทิตย์ กองทัพอากาศศรีลังกาออกมาเปิดเผยว่ามีการพบระเบิดแสวงเครื่อง เป็นท่อพีวีซียาว 1.8 เมตร บรรจุวัตถุระเบิดอยู่ภายใน ใกล้กับท่าอากาศยานหลักในเมืองหลวงกรุงโคลอมโบ โดยเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายระเบิดออกไปแล้ว

ทั้งนี้ เหตุระเบิดลูกแรกเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 8:45น. วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ตามด้วยระเบิดอีก 5 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยสถานที่ที่ถูกโจมตีคือโบสถ์ 3 แห่งในเมือง เนกอมโบ, บัตติคาโลอา และเขตคอชชิคาเดในกรุงโคลอมโบ ระหว่างที่กำลังมีการทำพิธีเนื่องในวันอีสเตอร์ นอกจากนี้ยังเกิดที่โรงแรม แชงกรี-ลา, คิงส์บิวรี และ ซินซามอน แกรนด์ ด้วย ทั้งหมดอยู่ในกรุงโคลอมโบ

ความเสียหายที่โรงแรมคิงส์บิวรี

ในขณะที่ตำรวจกำลังตามล่าผู้ต้องสงสัยก็เกิดระเบิดขึ้นอีก 2 ครั้ง จุดแรกเกิดที่สวนสัตว์ในเมืองเดฮิวาลา ทางใต้ของกรุงโคลอมโบ และอีกครั้งเกิดที่เขตเดมาตาโกดา ในกรุงโคลอมโบ ระหว่างที่ตำรวจกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นาย

จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมดนี้ แต่ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยเอาไว้แล้ว 13 คน ขณะที่นายกรัฐฒนตรี รานิล วิกรมสิงเห แถลงข่าวพูดถึงข่าวลือที่ว่า เจ้าหน้าที่มีข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการโจมตีก่อนที่มันจะเกิดขึ้นแล้ว โดยระบุว่า เขากับเหล่ารัฐมนตรีไม่ได้รับแจ้งใดๆ และต้องนี้พวกเขากำลังตรวจสอบว่าทำไมจึงไม่มีมาตรการป้องกันเอาไว้ก่อนอย่างเพียงพอ

นายกรัฐฒนตรี รานิล วิกรมสิงเห

อนึ่ง ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในเหตุการณ์นี้เป็นชาวศรีลังกา รวมถึงชาวคริสต์ที่ประกอบพิธีกรรมวันอีสเตอร์ที่โบสถ์ แต่กระทรวงต่างประเทศศรีลังกาเผยว่า มีชาวต่างชาติเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 36 ราย แต่ส่วนใหญ่ยังระบุตัวตนไม่ได้ โดยเท่าที่รู้ในตอนนี้คือ ชาวอังกฤษ 5 คนโดย 2 คนในจำนวนนี้มีสัญชาติสหรัฐฯ ด้วย, เดนมาร์ก 3 คน, โปรตุเกส 1 คน, อินเดีย 3 คน, ตุรกี 2 คน และเนเธอร์แลนด์อีก 1 คน