ออสเตรเลียเพิ่มงบกองทัพ 40%-ซื้อขีปนาวุธพิสัยไกล หลังมีเรื่องกับจีน

ออสเตรเลียประกาศเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อเสริมกำลังกองทัพกว่า 40% ตลอดทศวรรษหน้า หลังจากความตึงเครียดระหว่างพวกเขากับจีนเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า นายกรัฐมนตรี สกอต มอร์ริสัน แห่งออสเตรเลีย ประกาศในวันพุธที่ 1 ก.ค. 2563 ว่า ประเทศจะเพิ่มงบประมาณกองทัพตลอดช่วง 10 ข้างหน้าเป็น 2.7 แสนล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 5.79 ล้านลานบาท) หรือเพิ่มจากเดิม 40% คิดเป็น 2% ของจีดีพี

แผนงบประมาณล่าสุดถูกใช้แทนที่แผนยุทธศาสตร์ 10 ปีฉบับเก่าที่พวกเขาเพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2559 ที่จะจัดสรรงบประมาณกองทัพ 1.95 แสนล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

นายมอร์ริสันกล่าวว่า กองทัพจะใช้จ่ายงบประมาณส่วนใหญ่ในเรื่องการยกระดับอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยจะซื้อจรวดต่อต้านเรือรบพิสัยไกล ที่สามารถยิงได้ไกลสุดถึง 370 กม. จากกองทัพเรือสหรัฐฯ ในจำนวนไม่เกิน 200 ลูก, ลงทุนพัฒนาระบบอาวุธความเร็วเหนือเสียง หรือจรวดที่เดินทางไปไกลนับพันกิโลเมตร

นอกจากนี้ งบประมาณไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลียจะถูกใช้ในเรื่องอุปกรณ์ทางยุทธศาสตร์สงครามไซเบอร์ ซึ่งนายมอร์ริสันกล่าวว่า มีภัยคุกคามมาจากหลายทิศทาง

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของออสเตรเลียเกิดขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับจีนเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจากออสเตรเลียออกมาสนับสนุนให้มีการสอบสวนการรับมือไวรัสโควิด-19 ของจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูล ทำให้จีนตอบโต้ด้วยการห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์จากแดนจิงโจ้

อย่างไรก็ตาม นายมอร์ริสันหลีกเลี่ยงที่จะเชื่อมโยงเหตุผลของการเพิ่มงบประมาณกองทัพ เข้ากับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับจีน แต่ยกตัวอย่างประเทศอื่นๆ ที่จีนมีปัญหาด้วยเช่น การขัดแย้งเรื่องชายแดนกับอินเดีย, ปัญหาพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ และทะเลจีนตะวันออก รวมทั้งความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งรุนแรงขึ้นในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19

“เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับโลกยุคหลังโควิด ที่จะยากจนลง อันตรายมากขึ้น และยุ่งเหยิงมากขึ้น” นายมอร์ริสันกล่าว