"อองตวน" เคลียร์ปม "ดราม่า" เป็นบทเรียนชีวิต

เผย "ชิปปี้" จบกันด้วยดีคุยกันได้ในฐานะ "พี่น้อง"

จาก “นักมวย” บนสังเวียนนักสู้บนผืนผ้าใบ ผันตัวเข้าสู่ถนนสายบันเทิงเต็มตัว สำหรับนักมวยหน้าหล่อ อองตวน ปินโต พิธีกรรายการ “เดอะเฟซ เมน ไทยแลนด์” ก็เจอดราม่า “พูดไม่รู้เรื่อง” แต่ปีนี้อองตวน ได้พิสูจน์ความสามารถอีกครั้ง จะรอดหรือไม่?? รอลุ้น พอขยับเป็นโค้ชทีมแบล็ค รายการ “10 ไฟต์ 10” ก็ยังเป็นดราม่าวลีเด็ด “3 รุม 1” รวมทั้งปมความรักกับ ชิปปี้-ศิรินทร์ อดีตคนเคยรัก ก็เต็มไปด้วยดราม่า งานนี้เลยคว้า อองตวนมาเคลียร์ใจปม “ดับเบิลดราม่า” มองทุกอย่างคือ “บทเรียน” ใน “คนดังนั่งคุย”

ล่าสุดได้ข่าวว่าอองตวนได้ทำหน้าที่พิธีกร เดอะเฟซ เมนฯ อีกครั้ง

“ครับ ครั้งนี้มาเป็นพิธีกร เดอะเฟซ เมนฯ ซีซัน3 แล้ว” 

หน้าที่ตรงนี้หนักหน่วงขนาดไหน “ไม่ ถ้าเปรียบเทียบกับบทบาทอื่นในรายการ สบายสุดแล้ว คนที่เป็นผู้เข้าแข่งขันก็หนัก คนที่เป็นเมนเทอร์ก็หนัก ด้วยความที่เรามีประสบการณ์แล้ว เราพยายามทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานทั้งหมดของมัน พยายามทำให้มันดีขึ้นๆ เก็บข้อมูลละเอียดขึ้น”

กับภาษาไทยไม่ได้เป็นอุปสรรคแล้ว “มันก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่แล้วแหละ เพราะเราก็ไม่ได้พูดชัดหรือดีขนาดนั้น ในความเป็นพิธีกรแต่เราพยายามทำให้มันดีขึ้นตลอดๆ”

ก่อนหน้าไปเรียนเทกคอร์สเพิ่มเติม “ก็มีในเรื่องของเสียง พยายามฝึกทำให้ตัวเองดีขึ้น เห็นฟีดแบ็กอยากให้ผลงานออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ”

จากวันแรกที่รับพิธีกรจนถึงวันนี้ สิ่งที่เราได้เรียนรู้กับมันคืออะไร

“ได้เรียนรู้เยอะมากครับ เป็นอีกหนึ่งก้าวที่ทำงานในวงการบันเทิง ค่อนข้างเปลี่ยนมุมมองของเราเยอะมากจากมุมมองนักกีฬา การใช้ชีวิตในกอง การทำงานร่วมกับคนอื่น การเข้าใจหลายๆอย่างทำรายการครั้งนึงกว่ามาถึงเรา เราไม่อยากเป็นพิธีกรมาถึงก่อนรับสคริปต์ จำสคริปต์พูดบท เราพยายามดูทุกขั้นตอนเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ทำในรายการตั้งแต่ซีซันแรกเลยที่ทำให้เราเข้าใจมันเร็วขึ้นเพราะเราไม่ได้เกิดจากวงการบันเทิง คนอื่นอาจจะเข้าใจในการทำงาน แต่เราไม่เลยพยายามทำความเข้าใจให้มากขึ้นที่สุดกับทุกคน”

จริงๆเริ่มเข้าวงการบันเทิงนานขนาดไหน “เริ่มเข้าจริงๆ ปี-2 ปี งานแรกที่คนเริ่มรู้จักคือการไปออกรายการ เดอะแมสซิงเกอร์ (หน้ากากไก่ชน) หลังจากนั้นมาทำงานมาเรื่อยๆ ทั้งละคร รู้จักจริงๆ การเป็นพิธีกร”

งานแสดงล่ะเป็นยังไงบ้าง

“ตอนนี้ถ่ายละครเสร็จไปแล้วเรื่องนึงกำลังมีละครอีกเรื่อง คิดฮอดคล้ายบ้าน ของจีเอ็มเอ็มของหนุ่ม-อรรถพร คาแรกเตอร์ รับบทเป็นสตีฟ ชาวต่างชาติที่บินมาจากต่างประเทศ หลงรักสาวสวยเมืองไทย”

บทจะต้องเป็นคนพูดไทยไม่ชัดด้วยหรือเปล่า “ก็พูดประมาณผมนี่แหละ แค่นี้ก็มีความไม่ชัดเยอะแล้ว (หัวเราะ)”

พอเล่นแล้วยากมั้ย “ไม่ครับ เรารู้สึกสนุก การแสดงสำหรับเราเป็นอะไรที่สนุกมากตั้งแต่ซีรีส์ก่อนหน้าที่ได้ถ่าย ละครเรื่องก่อนๆ มันสนุก เราได้ทำในสิ่งที่มันใหม่สำหรับเรา ผมว่าการเป็นนักกีฬา ความมั่นใจ ความเป็นตัวเองสูงนี่คือความเป็นนักกีฬา ความเป็นนักแสดงคือการใส่ใจคนอื่น เอาคนอื่นมาเป็นตัวเรา มันเลยเป็นบทบาทใหม่ที่มันสนุกแตกต่างจากที่เราเคยใช้ชีวิตมาหลายปี”

ไม่ใช่แค่การแสดงแต่เป็นกูรูทางด้านเกมด้วย

“ครับ ผมเป็นหัวหน้าสังกัดของเกมด้วย คือเปรียบเทียบเหมือนเป็นสโมสรเกม จะมีนักกีฬาที่แข่งในสังกัดอยู่หลายๆคน มีหลายทีมไปแข่งแล้วแต่เกมในรายการต่างๆ”

แบ่งเวลายังไงเพราะลำพังงานบันเทิงจริงๆก็ใช้เวลาเยอะอยู่นะ “หนักมาก โชคดีครับ สังกัดผม ปินโตเกมมิ่ง ก็คือไม่ได้เพิ่งเริ่มทำแต่ทำมาเกือบๆ 2 ปีแล้ว ตลอดระยะที่ผมยังมีเวลาอยู่ตอนนั้น เริ่มมีคนมาช่วย เป็นผู้จัดการทีมโน้น ผู้จัดการทีมนี้ผมมีคนช่วยเหลืออยู่”

เราต้องคอยเทรนน้องๆด้วยไหม “คือน้องๆ ที่แข่งไปตามเกมสร้างชื่อเสียงจากเกม ยกตัวอย่างจากเกมเกมนึงที่น้องๆ ไปแข่งตามรายการ เค้าเริ่มมีชื่อเสียง จะเริ่มมีแมวมองที่จะเรียกเค้ามาคัดเข้าทีม ถ้าคัดได้จะได้ลองเทสต์พร้อมกับทีม ถ้าทีมพร้อมแล้วสมบูรณ์ถึงส่งไปแข่ง”

บางกลุ่มโดยเฉพาะผู้ใหญ่ค่อนข้างแอนตี้เพราะมองว่าเล่นเกมมันไร้สาระ เสียเวลา เสียเงิน ในฐานะที่เราอยู่ ตรงนี้มองยังไง

“ผมก็เข้าใจแหละ ผมเคยเป็นคนนึงที่มองแบบนั้น เราเคยมองว่าเราเป็นนักกีฬาที่ใช้ร่างกาย ใช้กำลัง แล้วเราเห็นคนเล่นเกมใช้เวลา 10 ชม. เรารู้สึกมันเสียเวลาแต่ ณ วันนี้ เด็กในสังกัดผม รวยกว่าผมแล้ว (หัวเราะ) เค้าสามารถเอาสิ่งที่เค้าชอบ เอาสิ่งที่เค้ารักมาต่อยอดเป็นอาชีพได้ ก็ต้องยอมรับโลกทุกวันนี้มันเป็นโลกของโซเชียลมีเดีย เราชอบเล่นเกมนี้ คนเก่งๆ เล่นเราก็ดูเรา
ก็เชียร์ เล่นเหมือนนักกีฬาอาชีพเลยมีการซ้อมทุกวัน เทคนิคยังไง มีบางวันที่เหนื่อย บางวันที่ท้อก็ต้องดูแล สังกัดที่เป็นนักกีฬาจะต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป เราพยายามสนับสนุนให้ทุกคนเรียนต่อ เล่นเกม มันเหมือนกีฬาอย่างนึงพอกีฬาจบไปด้วยอายุนึงๆ มันต้องทำงานอย่างอื่นต่อ เราสนับสนุนเรียนต่อ ยังไงการเรียนจะต้องเป็นอันดับหนึ่ง”

เพราะตัวเรามีประสบการณ์ตรง “ใช่จากตัวเรา เราเป็นนักมวยต้องทิ้งการเรียนเพราะสิ่งนี้ คือเราไม่ได้เสียดายแต่เราเลือกมาทางที่เป็นทางของเรา มีนักมวยรุ่นพี่รุ่นน้อง พอเลิกชกเราเห็นเค้าต้องมาลำบาก หลังความสำเร็จในการเป็นนักมวยเราก็รู้สึกว่า อนาคตข้างหน้ามันจะเหนื่อยยังไง จะเดินต่อด้วยความลำบากมาก”

กับประเด็นดราม่าต่างๆ

“เรื่องไหนก่อนเพราะช่วงนี้ดราม่าเยอะ (หัวเราะ)”

กรณีดราม่าสามรุมหนึ่งสรุปจบเคลียร์ยังไง “อารมณ์ ณ โมเมนต์อะไรหลายๆอย่าง หลังจากนั้นเราก็ได้ออกมาเคลียร์ พูดว่าสิ่งที่เราทำไม่เหมาะสมอะไรยังไง เราได้ออกมาขอโทษ จริงๆที่เราโดนด่าก็สมควรแล้วแหละ ผมเองกลับไปดูฟังแล้วก็น่าโดนด่า น่าตบจริงๆ โอเค ก็ดี เป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้เรา”

วันที่ประกาศสามรุมหนึ่งความคิดในใจจริงๆ ของเราคืออะไร “คือผมคิดว่าตลกแต่กลายเป็นผมตลกอยู่คนเดียว คนอื่นไม่ค่อยตลกด้วย ณ โมเมนต์นั้นถ้ามีคนมาตบมุกเร็ว มันจะไม่เป็นประเด็น พอผมพูดคนเดียวเล่นต่อๆ แบบว่า มีแค่ช่วงสุดท้ายที่น้องเจ้าขุน มาพูดว่าพี่ๆ อย่าพูดเลยเดี๋ยวเป็นดราม่า ผมถึงพูดว่าผมขอโทษผมพูดเล่น เจตนาจะพูดให้มันสนุกแต่มันไม่สนุก ผมเข้าใจแหละทำไมเป็นแบบนั้น ใจผมไม่ได้จริงจังแค่พูดขำๆ ถ้ามือเดียวเจอสามรุมหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ณ วันนี้ให้ชกกับคนเป็นนักมวย ไม่ต้องสามรุมหนึ่งแค่คนเดียวผมก็ตายแล้วเพราะผมไม่ได้ซ้อมเพื่อขึ้นชก ผมซ้อมก็แค่เป็นการออกกำลังกายมากกว่า คนที่เป็นนักกีฬาจะรู้อยู่แล้ว ซ้อมรักษาสภาพร่างกายกับซ้อมเพื่อขึ้นชกมันไม่เหมือนกัน”

จากกระแสตรงนี้พูดเล่นแต่คนโซเชียลจริงจังลามไปหลายวงการทำให้เราสตั๊นกับสิ่งที่เกิดขึ้นขนาดไหน “คือจริงๆ แล้ว ตอนแรกเลย รายการเสร็จปุ๊บหลังเวทียังคุยกับพี่ปุ้ยผู้จัดการเลย ไม่โอเค ผมอยากพิมพ์ขอโทษโดยที่เราไม่รู้กระแสไปถึงไหนแล้วยังไม่เห็นเลยพิมพ์ๆ แล้วส่งให้พี่ปุ้ยช่วยดูคำภาษาไทยเพราะผมกลัวพิมพ์ผิด เราได้โพสต์ลงไปก็มีคอมเมนต์ พออ่านเราก็ตกใจโอ้โห! ไปกันใหญ่ มันไปไกล ด้วยความที่ผมว่าคนที่ได้ดูสดจริงๆ ก็ส่วนหนึ่ง แต่กระแสโซเชียลก็พาไปอีกส่วนหนึ่ง พาไปไกลมาก ถ้าตัดภาพลงในทวิตเตอร์มีแต่ตัดคำที่ผมพูดแต่จะไม่มีคำว่า ผมขอโทษ ไม่มีคำนี้ให้เห็น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด”

ตอนนี้ทำให้ระวังในเรื่องการปล่อยมุก

“แน่นอน จริงๆตั้งแต่เดอะเฟซฯ ถ้าใครที่ได้ดูจะเห็นผมในลุคบ้าๆ บอๆ คิดอะไรพูดออกไป เล่นมุกไปเรื่อย เพียงแต่อยู่ในสตูแล้วมีการตัดต่อ ผมเชื่อ 90% ใช้ไม่ได้ต้องตัดออกแต่รายการสดเพราะฉะนั้นเป็นบทเรียนเราจะต้องมีสติมากกว่านี้ในการพูดหรือในการวางตัว”

ก่อนหน้าอองตวนจะถูกแซวเรื่องมุก ขยันปล่อยมุกแป้ก “เยอะมาก(ลากเสียง) ด้วยภาษาด้วยอะไรด้วย และตัวเราเองคิดว่ามันสนุกนะ มันตลกนะแต่คนอื่นไม่เข้าใจ ตัวเราตลกอยู่คนเดียว ปล่อยแล้วทำยังไงได้ก็ต้องไปต่อ ไหนๆแล้วก็ไปให้สุด”

ทุกวันนี้มีโอกาสยังปล่อยมุกแป้กมั้ย “ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงไม่เล่นหรอก(หัวเราะ) แต่ว่าในอีกมุมเรามองมันก็ดีเป็นประสบการณ์ที่สอนเรา ถ้าไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้เราก็จะไม่รู้หรอก”

ขนาดเรื่องความรักก็ดราม่า

“ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ผมโสด สบายๆ”

ทุกวันนี้ยังสามารถเจอชิปปี้ได้มั้ย “ได้ครับ ยังเป็นเพื่อนกัน เป็นพี่เป็นน้อง ยังเจอกันได้ ไปหาแมวบ้างเพราะผมก็เคยเลี้ยงแมวด้วยกัน แวะไปหาแมวบ้าง ตอนนี้สถานะเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อน เราจบกันด้วยดี มันเป็นความสัมพันธ์ที่จบด้วยความเข้าใจทั้งคู่ ด้วยการคุยกันเราเปลี่ยนสถานะน่าจะเหมาะสมกว่า ฉะนั้นเจอกันได้ปกติ ก็ยังคุยกัน”

แอบเสียดายเวลามั้ยเราก็คบกันนาน “ไม่เสียดายเวลาครับ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนในการคบกัน ไม่ได้เสียดายเวลาอยู่แล้ว ตลอดระยะเวลาที่คบกันมันดี แต่คือชีวิตที่มันเป็นแบบนี้”

ความรักตอนนี้พร้อมเริ่มต้นใหม่ “ไม่รู้ เราไม่ได้โฟกัสกับความรักมากกว่า มีเป้าหมายอย่างอื่นให้เราโฟกัส มีงาน เอาตรงๆ ผมไม่เคยคิดจะพูดแบบนี้เลย เป็นประโยคที่ดาราดราม่า ช่วงนี้ไม่โฟกัสความรัก ช่วงนี้โฟกัสงาน ผมไม่เคยคิดว่าจะเป็นประโยคที่อยู่กับผม แต่ผมเข้าใจว่าการที่เราอยู่กองตั้งแต่ 6 โมงเช้าจน 4 ทุ่มทุกวัน มันไม่มีเวลาคิดอย่างอื่นนอกจากคิดเรื่องงาน การทำงานของผมไม่ได้ลื่นไหลเหมือนคนอื่น ผมต้องพยายามมากกว่าคนอื่นให้มันดี”

ถ้าเริ่มต้นคุยกับใครเรามอง หรือเราเลือกได้ มองคนใน คนนอก

“เลือกได้เหรอ ให้เค้าเลือกผมก่อนเหอะ อย่าให้ผมเลือกให้เค้าเลือกผมก่อนเหอะ แต่ว่าผมคุยได้ มีเพื่อนเยอะอยู่แล้ว ไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ปิดตัวเองแต่ยังไม่มีอะไรมาก มีเจอเพื่อนบ้าง แต่ตอนนี้ทำงานส่วนใหญ่”

เคยคิดในเรื่องสร้างครอบครัว “เมื่อก่อนคิดแต่ตอนนี้ไม่คิดแล้ว เอางานก่อนตอนนี้ เอาตัวเองให้รอดก่อน เราคิดว่าเราพร้อมนะ ความคิดเราโตแล้ว แต่พอเจออะไรหลายๆอย่าง เจอบทเรียนหลายๆอย่าง เราเลยรู้ว่ายังเอาตัวเองไม่รอดเลย เรายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ”.

ทีมข่าวบันเทิง