จุดเปลี่ยนสู่ธนาคารแห่งอนาคต ประธานบอร์ดกรุงไทยชูโมเดล DATFORM

ธนาคารกรุงไทยพร้อมรับมือ Disruptive Technology และก้าวเป็นผู้นำด้านการเงินและการธนาคารแห่งอนาคต ด้วยโมเดล DATFORM โดยผนวกระบบฐานข้อมูลเข้ากับแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อขยายบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับการเงิน การธนาคาร และการประกันต่างๆ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในต่างประเทศพบว่ามีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ เช่น ในประเทศเอสโตเนีย ขณะนี้มีการคลี่คลายกฎการค้าการลงทุน เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเปิดบัญชีธนาคาร และสามารถได้ทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกสบาย เช่นเดียวกับประเทศขนาดเล็กอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ที่หันไปพัฒนาด้านบุคลากรและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ถึงเวลาที่จะต้องยกระดับระบบการเงินการธนาคารของประเทศ ให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทางธนาคารกรุงไทยจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาการให้บริการของธนาคารยุคใหม่ โดยต้องเป็น Open Banking คือความสามารถเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ และการให้บริการกับองค์กรอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรด้านการเงินการธนาคาร โดยใช้ระบบเทคโนโลยีแบบเปิด (Open Source) เพื่อสร้างการเข้าถึง และความโปร่งใสให้กับ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้ธนาคารมีศักยภาพเปิดกว้างขยายธุรกิจไปในด้านอื่นๆ ผสานฐานข้อมูลของลูกค้าที่มีอยู่ (Data) เชื่อมโยงกับระบบปฏิบัติการ (Platform) ของธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ในทั้งรายกลุ่ม และรายบุคคล โดยเรียกโมเดลธุรกิจการเงินการธนาคารในอนาคตนี้ว่า “DATFORM (Data+Platform)”

“จริงๆแล้วระบบการเงินการธนาคารยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ตัวธนาคารจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ธนาคารยุคใหม่ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่สำคัญคือ การจัดการกับข้อมูลจำนวนมากที่มีอยู่หรือระบบ Database ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทยกล่าว

ทั้งนี้ ลูกค้าหลักของธนาคารกรุงไทยคือหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีฐานข้อมูลเป็นจำนวนมาก เมื่อยุคเทคโนโลยีใหม่เข้ามาถึง จึงเห็นโอกาสการใช้ข้อมูลและแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลทั้งต่อธุรกิจการเงินการธนาคารและเศรษฐกิจของประเทศ

นายเอกนิติกล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยได้เริ่มดำเนินการใช้ระบบปฏิบัติการเทคโนโลยีใหม่ผนวกกับฐานข้อมูลแล้ว โครงการแรกคือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมได้ถึง 15 ล้านคนทั่วประเทศ ตามด้วยโครงการชิม ช้อป ใช้ นอกจากเป็นการสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศด้านการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยแล้ว ยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลของภาครัฐถึง 14 ล้านคน ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โมเดล DATFORM จะเป็นต้นแบบสำหรับธนาคารในอนาคต เนื่องจากเป็นระบบที่ผสมผสานเอาข้อมูลจำนวนมากเข้ากับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังสามารถ ลดต้นทุนการดำเนินการต่างๆได้จำนวนมาก

นอกจากนั้น โมเดล DATFORM จะเป็นตัวช่วยบริหารจัดการด้านการเงินให้กับประชาชนทั่วไปได้ด้วย เช่น สามารถเตือนถึงอันตรายหากมีการใช้จ่ายเกินตัว หรือระดับหนี้สินเกินจำกัดที่ตั้งไว้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเจ้าของบัญชี อีกทั้งยังทำให้ธนาคารและหน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้อง ทราบถึงปัญหาและความต้องการของผู้ที่ขาดโอกาสเข้าหาแหล่งเงินทุน เช่น วิสาหกิจชุมชน หรือผู้ประกอบการรายย่อยต่างๆ

“ธนาคารกรุงไทยมุ่งเน้นอยากให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนระบบการเงินการธนาคารได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ แล้วธนาคารกรุงไทยยังมีเป้าหมายที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไปขับเคลื่อนธุรกิจขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตามชุมชนต่างๆให้เติบโตก้าวหน้ายิ่งขึ้นอีกด้วย” นายเอกนิติกล่าว.