ชีวิตล่าสุด 'อ้อย บีเอ็ม' ตำนานแม่เล้าเมืองไทย มือหนึ่งหาดารา ล่าพรหมจารี ส่ง VIP

“จินตนา บุนนาค” สาวใหญ่เจ้าของฉายา “อ้อย บีเอ็ม” ผู้มีชื่อเสียงลือลั่นสนั่นวงการไฮโซเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ณ เวลานั้นไม่มีใครไม่รู้จักเธอ เพราะเธอขึ้นชื่อว่าเป็น เจ้าแม่แห่งธนาคารอารมณ์ ผู้กว้างขวางธุรกิจบริการทางเพศยากที่จะหาใครมาเทียบเคียงเธอได้

หลายคนเรียกเธอว่า “แม่เล้า” เพราะประวัตินักขายความสุขสมแก่ชาย เธอถือเป็นเบอร์ 1 ของเมืองไทย หญิงสาวในสังกัด อ้อย บีเอ็ม ล้วนราคาสูง แต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพคับแน่น เธอโลดแล่นร่ำรวยในธุรกิจนี้อยู่หลายสิบปี แต่มาวันนี้ มีคนอ้างว่า ได้พบเธอในวัย 70 กว่าปี สีหน้าท่าทางของเธอโรยราไปมาก จนผู้ที่รู้จักเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วถึงกับตกใจ และไม่อยากเชื่อสายตา

เวลานี้โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพ ตำนานธนาคารอารมณ์ในนาม "อ้อย บีเอ็ม" ขอบคุณภาพจาก Supoj Inwang

ทีมข่าวเจาะประเด็น ย้อนเรื่องราวเมื่อครั้งชีวิตอ้อย บีเอ็ม ยังเปรี้ยงปร้าง ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจต่างล้อมหน้าล้อมหลังเธอ เพราะมั่นใจในความเป็นมืออาชีพ และสามารถจัดเด็กหน้าตาจิ้มลิ้มให้กับลูกค้าจนติดกันงอมแงม

ครั้งหนึ่งเธอเคยเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านสื่อเอาไว้ว่า “อ้อยเองเกิดมามีแววเป็นคนขายหอย ตั้งแต่เด็กเพียงไม่กี่ขวบก็ยึดอาชีพงมหอยขมขายอยู่แถวสะพานพุทธฯ”

ย่างก้าวอ้อย บีเอ็ม เติบโตมาจากลำแข้งอันขาวอวบของตนเองมาตลอด ภายหลังเบื่องานงมหอยขมในวัยนมเพิ่งแตกพาน ก็ผันชีวิตเป็นเด็กรับใช้ในบ้านคหบดีใหญ่ในย่านวังบูรพา

“อ้อยเริดที่สุดในวังบูรพาสมัยที่เพิ่งเป็นย่านที่ทันสมัยที่สุด ไม่มีใครไม่รู้จักอ้อยว่างั้นเถอะ เพราะตัวเราเซ็กซี่ที่สุด” สีหน้าสีตาอ้อย บีเอ็ม ดูอิ่มเอิบและภูมิใจในตัวเองอย่างมาก

“เมื่อเริดมากไป คุณนายเจ้าของบ้านก็ไม่พอใจ คนอย่างเราไม่ยอมให้ใครรังเกียจ หรือรังแกได้อยู่แล้ว ก็เลขขอลาคุณนายออกเผชิญชะตาชีวิต”

“ออกมาก็เคว้งคว้างได้พักเดียวก็เข้าไปอยู่วิมานสีชมพูของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นเด็กรับใช้คอยเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟท่าให้บรรดาศรีภริยาน้อยใหญ่ของท่าน”

อ้อยถือว่าช่วงนี้ได้เห็นชีวิตหญิงสาวอันหลากหลาย ซึ่งแต่ละรายล้วนงดงามอย่างที่ตนเองเทียบชั้นไม่ได้ แต่เธอก็เป็นที่ต้องตาถูกใจหนุ่มรูปหล่อนามสกุล “บุนนาค” ที่มีศักดิ์ศรีเป็นถึง “ผู้แทนฯ” ทีเดียว เดินเข้านอกออกในบ้านจอมพลผ้าขาวม้าแดงเป็นประจำ ฝ่ายอ้อยก็ “ปิ๊ง” ให้บ้าง จนกระทั่งตกร่องปล่องชิ้นอยู่กินเป็นผัวเมีย

บนเส้นทางแห่งการต่อสู้ของเวทีชีวิต อ้อยล่องใต้ไปปักหลักที่อำเภอหาดใหญ่ เปิดไนต์คลับที่นั่นแล้วเริ่มอาชีพนักขายความสุขสมแก่ชายอย่างจริงจัง

จากนั้น เมื่อมีเงินเป็นกอบเป็นกำ เธอก็ย้อนกลับมากรุงเทพฯ ดำเนินธุรกิจไนต์คลับชั้นหนึ่ง สร้างชื่ออยู่นานหลายปี กระทั่งถึงสุดยอดของชีวิต “แม่เล้า” เมื่อเปิด “แฮร์ร็อด ค็อกเทลเลานจ์” ขึ้นเมื่อปี 2526 และได้รับสมญา “อ้อย บีเอ็ม” จากยี่ห้อรถยนต์ที่เธอใช้ตอนนั้น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คันในเมืองไทย หากใครมีรถยนต์ยี่ห้อนี้ ถือว่า เป็นบุคคลสุดยอดในยุคนั้นทีเดียว

“เชื่อหรือไม่ว่า คนอย่างอ้อย บีเอ็ม สามารถทำให้คนเรามีคู่ชีวิตได้ภายใน 10 นาที พูดแล้วจะหาว่าคุย อ้อยทำมาแล้วเป็นหมื่นคู่” อ้อย บีเอ็ม พูดถึงความสามารถของเธอที่น้อยคนจะทำได้

เวลานั้น เธอกลายเป็นประวัติการนักขายความสุขสมแก่ชาย หญิงสาวในสังกัดอ้อย บีเอ็ม ตีตรามีราคาสูง พร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง และเปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพ โดยมีให้เลือกแม้กระทั่งซุปเปอร์สตาร์ในวงการมายา ส่งผลให้ชื่อของอ้อย บีเอ็ม ดังเป็นพลุแตก ซึ่งมีแขกชั้นดีจำนวนมาก โดยเฉพาะ “นักการเมือง”

ธุรกิจการขายบริการของอ้อย บีเอ็ม ขยายตัวออกเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เธอหวัง และต้องการเจาะมากที่สุด คือ “นักการเมือง” เพราะกลุ่มนี้ นอกจากจะไม่มีปัญหาเรื่องเงินแล้ว ยังถือเป็นเกราะกำบังได้อีกทอดหนึ่ง จึงเป็นธรรมดาที่ว่า นักการเมืองกว่าครึ่งรัฐสภาในสมัยนั้น ย่อมรู้จักอ้อย บีเอ็ม แม้กระทั่ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นยังมีรูปถ่ายคู่กัน

แม้กระทั่ง ส.ส.บางคนที่มักจะบอกเพื่อนร่วมสังคมเดียวกันว่า ตัวเองอกหัก และพร้อมที่จะเข้ารับการเยียวยาจาก “ธนาคารอารมณ์” ของอ้อย บีเอ็ม ดังนั้น เธอจึงเป็นดั่งสะพานที่ทอดไปยัง “พรหมจารี” ของหญิงสาวที่พร้อมจะให้บริการชนิดครบวงจร

เส้นทางชีวิตของอ้อย บีเอ็ม เกือบจะได้เข้าไปนั่งในสภาสูงเมื่อมีผู้มากบารมีท่านหนึ่งเคยติดต่อทาบทามให้เธอเข้าไปนั่งในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการให้วุฒิสภาประกอบไปด้วยสมาชิกที่มาจากทุกอาชีพไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แต่ด้วยสปิริตของอ้อย บีเอ็ม ที่ไม่อยากให้รัฐสภาเปื้อนไปด้วยสิ่งที่ตนเองทำอยู่ จึงต้องถอยจากคำเชิญดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ค่าแห่งความภาคภูมิใจของอ้อยที่อยู่เป็นผู้มอบชีวิตที่ดีกว่าให้แก่เด็กสาวเหล่านั้น บางคนเคยรับค่าตัวถึงครั้งละ 1 ล้านบาททีเดียว และปัจจุบันแม่เล้ารุ่นใหม่ที่มีชื่ออยู่ในขณะนี้ ก็ล้วนแต่ได้รับการช่วยเหลือทุกด้านจากเธอ

ชีวิตเปรี้ยงปร้างอยู่พักใหญ่ อ้อย บีเอ็ม เริ่มเข้าทดลองเล่นพนัน แต่ก็ต้องเลิก เพราะปีเดียวผลาญเงินไปไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท และด้วยความเป็นนักเลงใจใหญ่ เลี้ยงดูคนไม่หวังผลตอบแทน ทำให้ธุรกิจของเธอย่ำแย่ลง ประกอบกับหุ้นส่วนในแฮร์ร็อคหวั่นไหวถอนหุ้นกันกราวรูด อาณาจักรแห่งความบันเทิงแฮร์ร็อดก็เหลือไว้แต่ชื่อ

ทว่า จะมีเพียงก็แต่ธุรกิจนายหน้าค้าที่ดินเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นที่เธอเพียรทำอยู่แถวๆ กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก เพื่อหวังให้ช่วงท้ายของชีวิตอยู่อย่างสงบเรียบง่าย หลังจากชีวิตที่เคยตรากตรำผ่านทั้งทุกข์และสุขจนถึงจุดสุดยอดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ข่าวล่าสุดของเธอราวๆ ปี 2550 มีการระบุว่า อ้อย บีเอ็ม ได้ผันตัวเองไปเปิดศูนย์จตุคามรามเทพ อยู่ที่ซอยอินทามระ 4 ระดมเงินช่วยวัดทั่วประเทศ.