ตร.ยันไม่เปิดภาพนาทีวิสามัญ “หนุ่มช่างกล” ปัดกังวลเพื่อนๆ ขู่เช็กบิล

รองผบก.น.3 ยืนยันไม่กังวลปมเด็กเทคโนฯ ข่มขู่ล้างแค้น หลังเพื่อนร่วมสถาบันโดนตำรวจยิงดับ ระบุภาพวงจรปิดเล่าเรื่องทั้งหมดชัดเจน แต่บอกรายละเอียดไม่ได้ คดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

จากกรณี นายเอกชัย บุญรัตน์ อายุ 22 ปี นักศึกษาวิทยาเทคโนโลยีแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ ชั้นปีที่ 4 คณะช่างยนต์ ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณหน้าปากซอยร่มเกล้า 6 กับ 8 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. ก่อนเกิดเหตุการณ์ชุลมุน เมื่อเพื่อนร่วมสถาบันเชื่อว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด กก.สส.บก.น.4 ยิงจนเสียชีวิต จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.พ.62 ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์ รอง ผบก.น.3 กล่าวว่า วันนี้ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มาประชุมความคืบหน้า หลังลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งจากพยานบุคคล และจากกล้องวงจรปิด โดยได้รับรายงานล่าสุดว่า กล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถดูได้ ซึ่งต้องทำหนังสือแจ้งไปยังกรุงเทพมหานคร ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ แต่จากการลงพื้นที่ดูกล้องวงจรปิดฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุ และจากการสอบปากคำต้องหาที่ถูกจับในวันเกิดเหตุ ตรงกันกับภาพ ที่เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดของภาพให้สื่อมวลชนฟังได้

ขั้นตอนขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากพยานบุคคลและกล้องวงจรปิด เพื่อที่จะแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดภายใน 1-2 วัน ขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมตัวทั้งเด็กอาชีวะ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะยังไม่มีหมายจับ อีกทั้งต้องมีการตรวจพิสูจน์หัวกระสุนปืนที่คาดว่าเป็นขนาด 9 มม. ที่ตกอยู่ และกระสุนที่ฝังอยู่ในขาของผู้ช่วยตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุว่าเป็นขนาดใด รวมไปถึงวิถีกระสุนที่ยิง แต่เบื้องต้นพบว่ากระสุนที่ฝังอยู่ในขาของผู้ช่วยตำรวจ เป็นขนาดเดียวกับที่กลุ่มผู้ตายใช้อยู่

“ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่วิตกกังวลที่กลุ่มผู้ตายข่มขู่ว่าจะเอาคืนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะตำรวจมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่กระทำผิดเท่านั้น”

สำหรับคดีนี้แบ่งสำนวนเป็น 3 ชุด คือ สำนวนการชันสูตรศพ สำนวนผู้ต้องหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และสำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยอ้างว่าปฏิบัติตามหน้าที่ และจากการตรวจสอบประวัติผู้ตายเคยก่อคดีถึง 4 คดี เป็นคดีครอบครองยาเสพติดปี 58 2 คดี ซึ่งพิจารณาลงโทษไปแล้ว ส่วนอีก 2 คดี คือคดีหนีทหารปี 61 และครอบครองอาวุธปืนเมื่อปี 58