"ปิยบุตร" นำทีมค้าน ชี้ขัด รธน.172 สวด"บิ๊กตู่" อย่าใช้อำนาจเกินขอบเขต

"ปิยะบุตร" นำทีมโหวต ไม่หนุน พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ชี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน ตาม รธน.ม.172 ฉะไม่ชี้เเจงความจำเป็นรีบด่วน อัด "บิ๊กตู่" เสพติด ม.44 หันใช้อำนาจเสริม ไม่แยแส รธน. ด้าน "บิ๊กช้าง" ยันเป็นเรื่องฉุกเฉินรีบด่วนหลีกเลี่ยงมิได้ "พีระพันธุ์" ชี้สถาบัน-ความมั่นคง เรื่องเดียวกัน

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 17 ต.ค.62 ที่รัฐสภา เกียกกาย มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ซึ่งมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้เสนอ

ต่อมา สมาชิกได้อภิปรายโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ลุกขึ้นอภิปรายคนแรกว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับหน้าที่เป็นเวลา 3 เดือน ตรา พ.ร.ก.ไปแล้ว 2 ฉบับ มีปัญหาว่าเป็น พ.ร.ก.ที่เข้าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลการตรา พ.ร.ก.นี้ ตามที่ พล.อ.ชาญชัย ได้อภิปรายถึงเหตุผลนั้น เท่ากับว่า ครม.อ้างเหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศ และยืนยันว่านี่เป็นกรณีฉุกเฉิก ที่มีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในเรื่องความปลอดภัยของประเทศ ถูกต้องว่า องค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักสำคัญของประเทศ เป็นประมุขของประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์มหากษัตริย์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ตรงนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ประเด็นที่มีปัญหาอยู่ที่ว่ากรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คิดว่าเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ เพราะคำว่าฉุกเฉิน คือสิ่งที่เป็นไปปัจจุบันทันด่วนและแก้ไขโดยพลัน และคำว่าจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หมายถึงต้องทำทันที ถ้าไม่ทำจะเกิดผลร้ายแรงตามมา และในหมายเหตุท้าย พ.ร.ก.ยืนยันว่า เป็นไปเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์เกี่ยวกับการถวายอารักขา ถวายพระเกียรติ และถวายรักษาความปลอดภัย นี่คือวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แต่ประเด็น คือ ถ้าหากว่า ครม.ยืนยันว่า พ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นรีบด่วน ครม.จำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้สภาฯทราบว่า ณ วันที่ออก พ.ร.ก.มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ แต่ ครม.ไม่ได้ชี้แจงเลย

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้มีปัญหากับการใช้อำนาจของนายกฯ คุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษกับอำนาจมาตรา 44 ที่ใช้มา 5 ปีเศษ ออกคำสั่งมามากแล้วเกิดความผิดพลาด และออกมาตรา 44 แก้ไขบางกรณี วันนี้ออก อีกวันเลิก วันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ท่านไม่มีมาตรา 44 ไม่มีมนตร์พิเศษ และประเภทที่สั่งอะไรแล้วไม่ขัดรัฐธรรมนูญไม่มีอีกแล้ว นายกรัฐมนตรีและ ครม.ต้องไม่ลืมว่ามีสภาฯ แล้ว เขาไม่ใช่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน การใช้อำนาจของ ครม.จึงต้องเคารพรัฐธรรมนูญ และระมัดระวังรอบคอบกว่าเดิม ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ ตนเห็นว่าการตรา พ.ร.ก.นี้ เป็นข้อยกเว้นยอมให้อำนาจกับ ครม. จึงต้องทำอย่างจำกัดเคร่งครัด ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนด

นายปิยุบตร กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยชินจะใช้ช่องทางตามมาตรา 172 เสมือนกับมีอำนาจตามมาตรา 44 ไม่ได้ และหากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้เท่ากับว่าเรากำหนดสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยืนยันว่าอะไรก็จะใช้อำนาจรวดเร็วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่เสมอ หากไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้เราจะช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจ แต่หากปล่อยผ่านเรื่องนี้จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด นายกฯ อยากได้อะไรขี้เกียจรอสภาไม่อยากชี้แจงต่อสภา ก็ใช้อำนาจตรา พ.ร.ก. นานวันเข้าการออก พ.ร.ก.จะกลายเป็นสภาพเป็นมาตรา 44 จำแลง เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ทั้งการถวายสัตย์ไม่ครบ แถลงนโยบายไม่แจ้งที่มาของงบประมาณ และการออก พ.ร.ก. 2 ฉบับ เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญจนกระทั่งถึงวันนี้ สภาฯ จะยินยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญอีกต่อไปหรือ ตนคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดกันหลายเรื่อง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ชัดเจนว่า นี่คือการแสดงอาการของโรค พล.อ.ประยุทธ์ คือ โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า พรรคอนาคตใหม่และตนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การอภิปรายในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของสภาฯตามรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ด้วยเหตุผลที่อภิปรายทั้งหมด เห็นว่า พ.ร.ก.ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามมาตรา 172 ตนในฐานะ ส.ส.ไม่สามารถลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.นี้ได้

ด้าน พล.อ.ชัยชาญ กล่าวชี้แจงว่า กระทรวงกลาโหม (กห.) มีภารกิจตามที่กฎหมายกำหนด โดยกองทัพบพกำหนดให้กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นหน่วยทหารหลักที่มีภารกิจโดยตรงในการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ อันเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่ต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ อันเป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ สำหรับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์นั้น เดิมขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ต่อมาได้ปรับเป็นส่วนราชการในพระองค์ มีหน้าที่ในการวางแผน ดำเนินการประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุมกำกับดูแลและปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติ พระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี รัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลอื่น รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชพิธีรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจในการพิทักษ์รักษาปกป้องตลอดจนสนับสนุนภารกิจของสถาบันกษัตริย์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ เพราะการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ จะต้องไม่มีข้อบกพร่องเด็ดขาด 

"การปรับโอนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ไปเป็นของส่วนราชการในพระองค์ จึงต้องดำเนินการโอนอัตราทั้งสองหน่วยไปเพื่อให้หน่วยมีความพร้อมทุกด้าน ตลอดเวลา มีการจัดอัตรากำลังพลที่เหมาะสม โดยเร็วที่สุด อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการต้องมีหมุนเวียนกำลังพลต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ และมีการฝึกเพิ่มพูลความรู้ความสามารถของกำลังพลให้มีความพร้อมอยู่เสมอ และต้องไม่มีข้อบกพร่องโดยเด็ดขาด และให้สอดคล้องกับการบริการจัดการเรื่องงบประมาณให้สอดคล้องงบปี 63 จึงถือเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ" พล.อ.ชัญชาญ กล่าว

ด้าน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ชาติและความเป็นมาไม่เหมือนประเทศอื่น ที่เรายืนยาวมาถึงวันนี้ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ หากไม่มีสถาบันนี้ก็คงไม่มีพวกเรามาถึงวันนี้ แต่ด้วยวิวัฒนาการของประเทศและโลก ทำให้ระบบสถาบันกษัตริย์มีความเปลี่ยนแปลงไป จนมาเป็นสถาบันระบบประมุขของระบอบประชาธิปไตยของไทย ดังนั้นความเป็นราชอาณาจักรไทยไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ ระหว่างความมั่นคงของประเทศกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน อะไรที่กระทบสถาบันกษัตริย์ก็เท่ากับกระทบความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน ดังนั้นการถวายความปลอดภัยให้พระมหากษัตริย์จึงเปรียบเหมือนการถวายความปลอดภัยให้กับประเทศชาติ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ที่ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนในเมื่อความปลอดภัยของประเทศ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน อะไรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์จึงไม่ต่างกัน ส่วนอะไรถือเป็นเร่งด่วนหรือไม่ เราควรให้อำนาจฝ่ายบริหารพิจารณา เราในฐานะสภาผู้แทนฯ ควรพิจารณาว่าเหตุผลนั้นเห็นด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละท่าน หากไม่เห็นด้วยก็ใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด แต่สำหรับผมเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและให้การรับรอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว มีทั้งสิ้น 4 มาตรา โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวังลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติของสภาผู้แทนราษฎรที่มีมติเสียงข้างมาก 374 ต่อ 70 คะแนน อนุมัติพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 นั้น สำหรับการลงมติของสภาฯที่ผ่านมามี ส.ส.ลงมติไม่อนุมัติพระราชกำหนดจำนวน 70 คน ประกอบด้วย

1.นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ พรรคอนาคตใหม่ 2.นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธามณี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 3.นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคอนาคตใหม่ 4.นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 5.นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 6.นายไกลก้อง ไวทยากร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 7. นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส. ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ 8.นายคารม พลพรกลาง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 9.นายคำพอง เทพาคำ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 10.นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ส.ส.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่

11.นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ 12.นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคอนาคตใหม่ 13.นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 14.นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 15.พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 16.นายชำนาญ จันทร์เรือง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 17.นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ 18.นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 19.นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น พรรคอนาคตใหม่ 20.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่

21.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ 22.นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 23.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 24.นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 25.นายทศพร ทองศิริ ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ 26.นายทองแดง เบ็ญจะปัก ส.ส.สมุทรสาคร พรรคอนาคตใหม่ 27.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม.พรรคอนาคตใหม่ 28.นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 29.นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 30.นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

31.นายนิติพล ผิวเหมาะ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 32.นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 33.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 34.นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคอนาคตใหม่ 35.นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 36.นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 37.นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 38.พลโท พงศกร รอดชมภู ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 39.นางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 40.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

41.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 42.นายพีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย พรรคอนาคตใหม่ 43.นายมณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ 44.นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 45.นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 46.นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 47.นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม.พรรคอนาคตใหม่ 48.นางสาววรรณวิภา ไม้สน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 49.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 50.นายวินท์ สุธีรชัย ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

51.นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 52.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 53.นายวุฒินันท์ บุญชู ส.ส.สมุทรปราการ พรรคอนาคตใหม่ 54.นายศักดินัย นุ่มหนู ส.ส.ตราด พรรคอนาคตใหม่ 55.นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 56.นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 57.นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ 58.นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 59.นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร พรรคอนาคตใหม่ 60.นายสำลี รักสุทธี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

61.นายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 62.พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 63.นายสุรชัย ศรีสารคาม ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 64.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 65.นายสุรวาท ทองบุ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 66.นายองค์การ ชัยบุตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 67.นายอภิชาติ ศิริสุนทร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 68.นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 69.นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ พรรคอนาคตใหม่ 70.นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย พรรคอนาคตใหม่

อย่างไรก็ตาม มี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนด 3 คน ได้แก่ 1.นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ 2.นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่ 3.พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่

นอกจากนี้ ยังมี ส.ส.ใช้สิทธิ์งดออกเสียง 2 คน คือ นางสาวศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ และ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ พรรคประชาธิปัตย์