มองทั่วทิศเมืองไทย : ปิดบริษัทตั้งฟาร์มเลี้ยง “ปูนา”


“ปูนา” ตามท้องทุ่งนาสมัยเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาถือเป็นเมนูอาหารรสเด็ดที่หลายๆคนชื่นชอบ...

แต่หลังจากวิถีการทำนาเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นการนำปุ๋ยวิทยาศาสตร์มาแทนปุ๋ยคอก มูลค้างคาว การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในนาข้าว จนทำให้เกิดสารพิษตกค้างในนา การบริโภคปูนาจึงลดลงและเกือบหมดไปในที่สุด

นายธิติวัฒน์ สงให้ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ 9 ต.ชัยบุรี อ.เมือง พัทลุง คนรุ่นใหม่เล็งเห็นคุณค่าด้านอาหารจากผลผลิตของ “ปูนา” ตัดสินใจปิดบริษัทด้านสื่อสารของตัวเองในกรุงเทพฯ มาเปิดฟาร์ม “บ้านปูนา” ขึ้นในปี 62 ที่บ้านเกิด

นายธิติวัฒน์ กล่าวว่า หลังเปิดฟาร์มเลี้ยงปูนาได้สั่งซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สาย พันธุ์พระเทพ และ พันธุ์กำแพง มาจาก จ.ราชบุรี เนื่องจากปูนาใน จ.พัทลุง ไม่สามารถนำมาเลี้ยงได้เพราะนอกจากจะมีพยาธิ ปรสิต และมีสารเคมีเจือปนในปูแล้วยังเลี้ยงยาก ตายง่าย และโตช้าอีกด้วย จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุงเข้ามาดูแลอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่เลี้ยงได้ราว 4-6 เดือน สามารถนำเนื้อปูไปแปรรูปเป็นผลผลิตชนิดต่างๆ ประกอบด้วย น้ำพริกมันปูนา น้ำปูร้า น้ำพริกสวรรค์ปูนา ฮ้องปูนา นาตาปู ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจำหน่ายในเทศกาลสำคัญๆทั้งในและต่างจังหวัด และจำหน่ายทางออนไลน์ให้กับลูกค้าตามจังหวัดทั่วประเทศ

ขณะนี้มีปริมาณลูกค้าที่สั่งซื้อมาทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีรายได้ที่น่าพอใจยิ่ง

นอกจากนั้นยังได้ขยายการเลี้ยงปูไปทั่วภาคใต้เพียงจังหวัดละ 1 สาขา พร้อมทั้งส่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จำหน่ายให้กับลูกค้าตามจังหวัดต่างๆด้วย

โดยแม่พันธุ์ที่มีลูกแล้วจะขายตัวละ 400-500 บาท ส่วนมันปูจะขายกันในราคา 1,500 บาท/กิโลกรัม ก้ามปู จะส่งขายในราคา 900-1,000 บาท/กิโลกรัม

นับเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้บริษัทห้างร้านพากันปิดกิจการทั่วหน้า

ผู้สนใจที่จะเข้ามาศึกษาดูงานการเลี้ยงปูสามารถติดต่อกับตนได้ที่ โทร.08-1469-7565.

สุธรรม คงเพชร/รายงาน