ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล : เบิ่งซิ่นม่วนแพรพรรณ ขิด จก ยก เกาะ มุก มัดหมี่

มรดกทางวัฒนธรรมถิ่นอีสานบ้านเฮา

เมื่อพูดถึง “ถิ่นอีสาน” ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมสำคัญของประเทศไทย โดยทุกเทคนิค ทุกลวดลาย ทุกสีสัน ไม่เพียงแต่สะท้อนภูมิปัญญาที่สั่งสมมานานของบรรพบุรุษในแต่ละท้องถิ่น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวความเชื่อ ความศรัทธา ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของผู้ทอ ที่บรรจงถ่ายทอดผ่านเส้นไหมอย่างประณีตบรรจง

“ภูมิปัญญาด้านการทอผ้าของชาวอีสาน” มีความคล้ายคลึงกัน และแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค, รูปแบบ, ลักษณะ, สีสัน ตลอดจนถึงลวดลายการทอ โดยวัฒนธรรมการนุ่งห่มที่แสดงออกมาในรูปแบบของการทอผ้าและการแต่งกาย ล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ช่วยจำแนกความแตกต่างของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ในแผ่นดินที่ราบสูง ซึ่งหลอมรวมขึ้นจาก ไทลาว, ภูไท, ไทญ้อ, ไทข่า, เขมร, ส่วย และจีน ด้วยความหลากหลายของกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานนี่เอง ได้สร้างเสน่ห์เปี่ยมเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครให้ภาคอีสาน

แม้จะอยู่จังหวัดใกล้กันแท้ๆ แต่ลักษณะของเนื้อผ้ากลับเปลี่ยนไปตามสภาพภูมิอากาศ และวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความคิดความเชื่อที่สืบทอดต่อๆกันมา ตลอดจนความชำนาญในการทอผ้าและย้อมสี โดยมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นตัวชูรส เพื่อสร้างเสน่ห์และตัวตนชัดเจนให้ผ้าทอแต่ละท้องถิ่น ทั้งนี้ ผ้าทอมือพื้นบ้านอีสานมี 2 ชนิดหลักๆ คือผ้าทอจากเส้นใยฝ้าย และผ้าทอจากเส้นใยไหม

ก็เพราะภาคอีสานค่อนข้างแห้งแล้ง มีสภาพภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการทำการเกษตรมากนัก เนื่อง จากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ ทำให้ขาดความอุดมสมบูรณ์ ชาวอีสานจึงใช้เวลาว่างจากการทำนาเกี่ยวข้าว สร้างสรรค์งานศิลปะบนผืนผ้า จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบเศษผ้าติดอยู่กับกำไลสัมฤทธิ์ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่บ้านเชียงและบ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี สันนิษฐานว่าคนในพื้นที่ราบสูงเริ่มทอผ้ากันมานานกว่า 3,000 ปีแล้ว โดยเศษผ้าถักทอจากใยพืชเป็นหลัก มีทั้งฝ้าย, กัญชง และปอ

เวลาทอผ้านั้น คนอีสานจะลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยนำองค์ความรู้เรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาจากกลุ่มไทลาว ที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากทางตอนใต้ของจีน เมื่อได้รังไหมจากกระบวนการเลี้ยงไหมแล้ว จะนำมาสาวให้เป็นเส้น ก่อนจะฟอกและย้อมสีธรรมชาติ แล้วจึงนำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ายไปทอเป็นเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำวัน คนอีสานยุคก่อนทอผ้าใช้เองทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่เครื่องนอน จนถึงหมอน, มุ้ง และผ้าห่ม

ยามว่างเว้นจากการทำนา กิจกรรมหลักของแม่หญิงถิ่นอีสานคือ การทอผ้าเพื่อไว้นุ่งห่ม, ตัดเสื้อ, ตัดซิ่น, ตัดซ่ง, โสร่ง และผ้าขาวม้า ให้คนในครอบครัวได้ใช้สอย โดยมากจะทอผ้าฝ้ายเรียบๆไม่มีลวดลายสำหรับตัดเสื้อใส่ทำไร่ทำนา และจะทอผ้าไหมลวดลายสวยงามไว้ใส่ออกงานในโอกาสพิเศษต่างๆ ทั้งงานแต่ง, งานบวช และเทศกาลประเพณี เพราะเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ผ้าไหมที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่มักมีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นขิด, จก, ยก, เกาะ, มุก หรือมัดหมี่

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า หญิงอีสานทุกคนจะต้องเรียนรู้ฝึกหัดการสาวไหมและทอผ้ามาตั้งแต่เด็ก โดยส่วนใหญ่มีแม่เป็นครูคนแรก การปลูกฝังเรื่องนี้ถือเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ลูกหลานได้มีวิชาความรู้ติดตัว กว่าจะทอผ้าออกมาได้แต่ละผืน ต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างสูง บ้านไหนลูกสาวทอผ้าสวยจึงหัวกระไดไม่แห้ง เพราะบ่งบอกถึงความเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี

ถามว่าผู้ชายอีสานทำอะไรเมื่อหมดหน้าทำนาแล้ว หนุ่มๆเองใช้เวลาว่างทำงานหัตถกรรมเช่นกัน โดยเน้นไปที่การทำจักสาน, แกะสลัก และตีเหล็ก เพื่อทำเครื่องใช้ไม้สอยสำหรับการประกอบอาชีพและครัวเรือน แม้แต่กี่ทอผ้าในบ้านก็เป็นฝีมือของหนุ่มๆนี่เอง ตามธรรมเนียมโบราณของคนอีสาน ห้ามผู้ชายทอผ้าเด็ดขาด เพราะถือว่าจะโชคร้าย ทำมาหากินไม่ขึ้น แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกวันนี้ในหลายๆพื้นที่จะเห็นผู้ชายอีสานลุกขึ้นมาทอผ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวอีกทาง

ในบรรดาผ้าไหมไทย ต้องยกให้ “มัดหมี่” เป็นราชินีที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักในระดับสากล เฉพาะถิ่นอีสานมีการทอมัดหมี่อย่างคึกคักทั้ง 20 จังหวัด ขณะที่ผ้ากาบบัว, ผ้าไหมแพรวา, ผ้าซิ่นตีนแดง และผ้าหางกระรอก ถือเป็นผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของถิ่นอีสาน

เสน่ห์ของผ้าทออีสานยังอยู่ที่ “กรรมวิธีการสร้างลวดลาย” ของผ้าผืนงาม โดยภาคอีสานได้จำแนกเทคนิคการผลิตผ้าไว้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ การสร้างลวดลายก่อนการนำมาทอเป็นผืนผ้า ซึ่งก็คือเทคนิคหลักของการทอผ้ามัดหมี่ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นการสร้างลวดลายขณะที่กำลังทอผ้า เป็นเทคนิคที่ใช้ในการทอผ้าจก, ยก, ขิด, เกาะ และมุก

“ผ้ามัดหมี่” มีจุดเด่นอยู่ที่ลวดลายอันสวยงามสะดุดตา เกิดจากการนำไหมเส้นพุ่งมาเรียงแล้วผูกมัดด้วยเชือกกล้วย หรือเชือกฟาง เป็นเปลาะๆ ในส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี เมื่อตัดเชือกที่มัดออกจะเกิดเป็นลวดลายตามต้องการ ยิ่งลวดลายสลับซับซ้อนเท่าไหร่ยิ่งต้องมีขั้นหมี่จำนวนมาก และต้องมัดถี่มัดมากขึ้น ก่อนนำเส้นไหมไปย้อมสี และทอเป็นผืนผ้าสวย

“จก” หมายถึง การควัก ขุด คุ้ย หรือการเก็บเส้นยืนตามลวดลายที่กำหนด โดยใช้อุปกรณ์ที่มีความแหลมพอสมควร เช่น ไม้, ขนเม่น หรือนิ้วมือ ช่วยจกยกเส้นยืนขึ้น แล้วสอดเส้นพุ่งพิเศษสีต่างๆเข้าไป สร้างลวดลายเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า สามารถสลับสีได้ตามลวดลายที่ต้องการ

“ยก” เป็นการใช้ตะกอควบคุมเส้นยืน แล้วใช้เส้นพุ่งพิเศษเข้าไปสาน, ทอ, ขัด ให้เกิดเป็นลวดลาย หากขัดขึ้นจะเรียกว่า “เส้นยก” หากขัดลงเรียก “เส้นข่ม” เมื่อทอพุ่งกระสวยไปมาควบคู่ไปกับการยกตะกอจะเกิดเป็นลวดลายนูนขึ้นจากผืนผ้า ถ้าทอยกด้วยเส้นทองเส้นเงินจะเรียกว่า “ยกทอง-ยกเงิน”

“ขิด” หมายถึง “สะกิด” ในภาษาอีสาน เป็นการทอแบบงัดช้อนขึ้น จะใช้วิธีเก็บตะกอแล้วพุ่งเส้นพุ่งพิเศษเช่นเดียวกับยก โดยมีอุปกรณ์พิเศษคือ “ไม้เก็บขิด” เพื่อเขี่ย หรือสะกิดเส้นยืนให้ยกขึ้น แล้วพุ่งกระสวยสอดเส้นพุ่งพิเศษ

“เกาะ” คล้ายกรรมวิธี “จก” แต่ต่างกันตรงที่การเกาะจะต้องนำเส้นพุ่งพิเศษ 2 สี มาเกี่ยวหรือคล้องกัน ขณะที่การจกจะพุ่งอย่างเดียว ไม่มีการคล้องเกี่ยวแต่อย่างใด

ลวดลายเป็นเอกลักษณ์พื้นถิ่นของคนอีสาน ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บ มีทั้ง “ลายสัตว์” ที่เกิดจากการสังเกตรูปร่างและอิริยาบถของสัตว์ชนิดต่างๆ, “ลายพรรณไม้” ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติ และ “ลายจากความเชื่อความศรัทธาผนวกจินตนาการ” ช่างทอมักพิถีพิถันเป็นพิเศษในการทอลวดลายอันเป็นมงคลเพื่อถวายพระในงานบุญ เช่น ลายหอปราสาท และลายธรรมาสน์ มีความเชื่อกันในพื้นถิ่นว่า หากใครได้ทอผ้าลายนี้จะได้บุญกุศลมาก ถือเป็นของสูงที่ไม่นิยมนำมานุ่งห่ม เช่นเดียวกับ “ลายบันไดสวรรค์” คนอีสานเชื่อว่าใครได้ทอผ้าลายนี้จะได้ขึ้นสวรรค์ บ้านใดมีไว้ในครอบครองถือว่ามีบุญวาสนายิ่ง.

อาคีรา