คนมะกันแห่กินโปรตีนจากแมลง ชี้เป็นโอกาสคนไทยเพาะเลี้ยงทำตลาดส่งออก!

น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสการบริโภคแมลงในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นมาก เพราะเป็นแหล่งโปรตีนใหม่ โดยผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแมลงที่ได้รับความนิยม เช่น การนำไปทำเป็นแป้ง และนำไปผลิตเป็นอาหารประเภทต่างๆ เช่น ขนมปัง บิสกิต คุกกี้ ขนมปังมัฟฟิน ขนมหวาน ซุป สมูทตี้ ชิปและพาสต้า ส่วนใหญ่ทำจากจิ้งหรีดและหนอนนก จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะขยายตลาดสินค้าอาหารที่ทำจากแมลงได้มากขึ้น

“จากแนวโน้มความต้องการโปรตีนจากแมลงที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทย ที่จะวางแผนเพาะเลี้ยงและทำตลาดโปรตีนที่ได้จากแมลง เพื่อป้อนความต้องการที่กำลังสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันสหรัฐฯและประเทศทั่วโลก เริ่มให้ความสำคัญโปรตีนจากแมลง โดยนำไปผสมเป็นอาหารชนิดต่างๆซึ่งกำลังได้รับความนิยม หากไทยเตรียมความพร้อมได้ก่อนก็จะมีโอกาสเหนือคู่แข่ง”

ทั้งนี้ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการรับประทานแมลงที่รับประทานได้ โดยระบุว่า ภายในปี 2593 ประชากรโลกจะมีจำนวนถึง 9,700 ล้านคน และอาหารที่จะเลี้ยงประชากรโลกจะต้องมีมากถึง 2 เท่าของปัจจุบัน แต่พื้นดินเพาะปลูกมีไม่เพียงพอ และ 1 ใน 3 ของพื้นดินเพาะปลูกใช้ไปในการเลี้ยงปศุสัตว์ ขณะที่พื้นที่ป่าและน้ำก็มีจำกัด ซึ่งอาหารโปรตีนที่จะมาทดแทนปศุสัตว์ คือ แมลง เพราะเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม โซเดียม โปแตสเซียมและแคลเซียม และในการเลี้ยงใช้พื้นที่น้อยกว่า เช่น พื้นที่ 10,000 ตารางเมตร สามารถผลิตโปรตีนจากแมลงได้ 150 ตันต่อปี และจิ้งหรีดยังปล่อยแก๊สมีเทน ซึ่งมีผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศโลกน้อยกว่าวัวถึง 80 เท่า ในรายงานยังคาดการณ์ว่า แนวโน้มการเลี้ยงแมลงรับประทานได้จะเป็นในรูปแบบฟาร์มแนวดิ่งในอาคารเป็นฟาร์มในเมืองใช้พื้นที่ขนาดเล็ก ส่วนตลาดแมลงรับประทานได้ จะมีมูลค่า 1,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 64 โดยปัจจุบันแมลงที่รับประทานได้มีมากกว่า 2,000 ชนิด เช่น แมลงปีกแข็ง ตัวบุ้ง ด้วง ผึ้ง ตัวต่อ มด ตั๊กแตน จิ้งหรีด จักจั่น แมลงปอ ปลวก เพลี้ยหอยและเพลี้ยกระโดด เป็นต้น.