ควบทหารไทย-ธนชาต

นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า เร็วๆนี้จะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างกระทรวงการคลัง กับพันธมิตรใหม่ ในการควบรวมกิจการระหว่าง TMB กับธนาคารธนชาต โดยตามหลักการแล้ว หลังควบรวมกิจการ ธนาคารธนชาตจะเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารทหารไทย

“ในเร็วๆนี้จะลงนามเอ็มโอยูร่วมกัน ขณะนี้ได้ข้อสรุปหมดแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดเล็กน้อย ในฝั่งของผู้ถือหุ้นต่างชาติ คือ ธนาคาร ING Bank N.V. ถือหุ้นในทหารไทยสัดส่วน 25.018% รองจากกระทรวงการคลัง และผู้ถือหุ้นรายใหม่คือ ธนาคารธนชาต ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 48.99% เป็นต่างชาติ คือ Scotia Netherlands Holding B.V. จึงต้องหารือเพื่อตกลงเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่กระทรวงการคลังคุยกับธนาคารธนชาตแล้วจบ”

ส่วนการหารือระหว่าง 2 ธนาคารนั้น จะไม่ยกเว้นภาษี หรือลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม นอกเหนือจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.61 ที่อนุมัติออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อสนับสนุนการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย ที่กำหนดว่า จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ รวมถึงค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารพาณิชย์ที่ควบรวมกัน หรือโอนกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนให้แก่กัน โดยมีเวลาสิ้นสุดมาตรการคือสิ้นปี 62

สำหรับกระบวนการควบรวมนั้น จากนี้ไปฝ่ายบริหารของธนาคาร 2 แห่ง จะวางแผนควบรวมสาขา ปรับปรุงหน่วยงานบริการและอื่นๆ ซึ่งอาจใช้เวลาดำเนินการ 3-6 เดือน ส่วนหลังการควบรวมแล้ว กระทรวงการคลังจะยังคงรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารทหารไทยไว้ระดับเดิมที่ 25.915% ดังนั้น หากต้องเพิ่มทุนก็พร้อมใส่เงิน 8,000 ล้านบาท หรือ 13,000 ล้านบาท เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นให้อยู่ระดับเดิมที่ 25-26%.