ถอดลายทายาทมหาเศรษฐีแสนล้าน พร้อมสละโสด!! ขอแค่คนที่เข้าใจความเป็นกึ้ง

เป็นซีอีโอเนื้อหอมที่สุดในวินาทีนี้ เพราะครบเครื่องทั้งหล่อรวยเก่งวิสัยทัศน์ไกล ขาดอย่างเดียวก็คือเวลา!! เนื่องจากต้องทุ่มเทดูแลอาณาจักรธุรกิจแสนล้านของครอบครัว ทำให้หัวเรือใหญ่กลุ่มบริษัท TTA “กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ” ลูกชายคนเดียวของเจ้าพ่อเนสกาแฟ มหาเศรษฐีอันดับที่ 14 ของเมืองไทย ยังครองตัวเป็นโสดมาถึงวันนี้ ปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่ต้องลุ้นเหนื่อยอยากเห็นหน้าศรีสะใภ้ไวๆ เพราะซินแสแม่นๆฟันธงว่าหนุ่มกึ้งจะเจอคู่แท้และได้แต่งงานตอนอายุ 40

“ถ้าพูดถึงอายุ 40 มันมีตั้งแต่เลข 40 ยัน 49 นะ แน่นอนว่าภายในเลขสี่ได้แต่งงานแน่ (หัวเราะ) ผมก็ยังมีเวลาอีกหลายปี ตอนเด็กๆผมอาจชอบผู้หญิงที่ความสวย แต่พออายุมากขึ้นยิ่งรู้ความต้องการของตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยมีความรักเป็นพื้นฐาน เคมีต้องเข้ากัน ผมไม่เคยตั้งสเปกว่าต้องสูงเตี้ยขาวดำ ขอให้คุยกันแล้วใช่ ในเรื่องความรักผมใช้หัวใจมากกว่าสมองนะ ถ้าชอบก็คือชอบ ถึงวันนี้อายุ 40 แล้ว ไม่อยากอยู่ในรีเลชั่นชิปที่ไม่ดี มันทำให้เอเนอร์จี้เราหาย เราทำงานไม่ได้ เสียเวลาทะเลาะกัน เสียสภาพจิต ต้องมานั่งอธิบายในสิ่งที่ไม่เข้าใจ ตอนเด็กๆ ผมเสียเวลากับเรื่องไร้สาระและการทะเลาะไปเยอะ ทั้งๆที่เป็นวัยที่เรามีแรงทำงานมหาศาล ช่วงอายุ 20-35 ปี มันเป็นควอลิตี้ไทม์มากนะ ควรโฟกัสเรื่องอนาคตการงานมากกว่า ถึงวันนี้ผมมองหาคนที่เข้าใจความเป็นตัวเรา ไม่เอาแล้วต้องมานั่งเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับคนอื่น เราควรหาคนที่เข้าใจในตัวเรา และเราก็เข้าใจในตัวเขา ซึ่งมันต้องรอเวลา”…หนุ่มกึ้งบอกเล่าความในใจเป็นครั้งแรก

เท่าที่คุยกัน ยังไม่เห็นวี่แววความเป็นคาสโนวาเลย

นั่นคือภาพที่สื่อมวลชนให้ผมเป็นเอง ผมคบแต่ละคนไม่ใช่ 3 เดือนเลิก ผมคบแต่ละคน 3-4 ปี คบเป็นคนๆไป พอเรียนรู้ว่าไปด้วยกันไม่ได้ก็เลิก แต่ตอนนี้ขอโฟกัสเรื่องงาน ทำงานเยอะความรับผิดชอบเยอะมาก ต้องดูแลกิจการครอบครัวหลายอย่าง เวลาให้กับตัวเองยังน้อยเลย ผมมีหลาน 5 คน รักหลานๆเหมือนลูก ถึงเสาร์อาทิตย์หลานๆก็จะโทร.ตามแล้ว

ถ้าไม่ใช่คาสโนวา แล้วตัวตนจริงๆของ “กึ้ง-เฉลิมชัย” เป็นยังไง

ผมคือคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นคนง่ายๆสบายๆ ไม่ชอบอะไรที่เป็นพิธีรีตอง ชอบคนที่ไปลุยกับผมได้ ผมชอบทานข้าวริมถนน ไม่ชอบแต่งตัวเยอะ อะไรที่มันเรียบๆง่ายๆบ้านๆ ผมชอบ แต่เวลาทำงานก็จริงจังมาก มีเรื่องให้ต้องคิดตลอดเวลา เพราะมีหลายบริษัทและมีคนที่ต้องดูแลเยอะ

เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเริ่มฝึกงานที่ออฟฟิศคุณพ่อตั้งแต่อายุ 12-13 ปี เริ่มจากการซีรอกซ์เอกสาร ตอนนั้นไม่เข้าใจว่านี่เหรอคือการทำงาน แต่คุณพ่อบอกว่านี่คือการฝึกความอดทน หลังเรียนจบปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ผมก็มาช่วยธุรกิจครอบครัวเต็มตัว โดยเริ่มจากดูแลกิจการสนามกอล์ฟเลควูด คันทรี คลับ และช่วยบริหารบริษัทในเครืออีกหลายแห่ง

พิสูจน์ฝีมือยังไงให้เป็นที่ยอมรับของเจ้าสัวประยุทธ

ผมเข้ามาพลิกฟื้นธุรกิจของบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA จากขาดทุนต่อเนื่องจนมีกำไร แล้วก็ปรับภาพลักษณ์ TTA จากบริษัทขนส่งสินค้าแห้งเทกอง จนเป็นกลุ่มบริษัทเพื่อการลงทุนชั้นนำของเอเชีย ที่เน้นลงทุนเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายธุรกิจ ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือ, กลุ่มธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่ง, กลุ่มธุรกิจปุ๋ยเคมีเพื่อการเกษตร ตลอดจนการลงทุนธุรกิจด้านใหม่ๆ เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม, ธุรกิจบริหารจัดการน้ำ และธุรกิจโลจิสติกส์ ผมยังทำดีลหมื่นล้านขายโรงงานสเตนเลสของครอบครัวได้สำเร็จ คุณพ่อจะเป็นสไตล์ที่สร้างธุรกิจแล้วเก็บไว้เป็นเจ้าของ แต่ผมเห็นเทรนด์ว่าธุรกิจเหล็กจะกลายเป็นซันเซ็ตที่ถูกแซนด์วิชเข้ามาเรื่อยๆ จึงเสนอให้ท่านขายธุรกิจ ตอนนั้นผมอายุ 29 ปี บินไปต่างประเทศคนเดียวเพื่อเจรจาต่อรองหาพาร์ตเนอร์ จนได้พาร์ตเนอร์เกาหลีมาลงทุนในบริษัท และปิดดีลกันที่หมื่นกว่าล้าน

ในฐานะผู้บริหารยุคใหม่ “คุณกึ้ง” สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้องค์กรบ้าง

หน้าที่หลักของผมคือ กำหนดยุทธศาสตร์และวางแผนการลงทุนของธุรกิจต่างๆในกลุ่มบริษัท ผมตั้งเป้าว่าจะสร้างความยั่งยืนระยะยาวให้ธุรกิจ โดยการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพพร้อมเติบโต เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกัน ก็นำกำไรที่ได้มาตอบแทนคืนสู่สังคมด้วย เวลากำหนดยุทธศาสตร์ของแต่ละธุรกิจ ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าธุรกิจไหนเป็นซันไรส์หรือซันเซ็ต โดยผสมความคิดของคนรุ่นใหม่อย่างผมเข้ากับประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าอย่างคุณพ่อ แล้วค่อยมาเบลนด์กันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รวม

เรียนรู้เคล็ดวิชาอะไรจากคุณพ่อมาบ้าง

ตั้งแต่ 5-6 ขวบ คุณพ่อก็ลากผมไปออฟฟิศไปโรงงาน ให้สัมผัสพนักงานทุกระดับ คุณพ่อเน้นมากว่าทุกคนคือคนสำคัญและเป็นเสมือนคนในครอบครัวของเรา ต้องให้ความสำคัญกับพนักงานทุกระดับ คนชงกาแฟก็สำคัญ คนทำความสะอาดก็สำคัญ คุณพ่อสอนให้เคารพคนในทุกอาชีพ และเปิดกว้างทางความคิดรับฟังคนรอบข้างมากที่สุด ผมได้ซึมซับวิธีการทำงานจากคุณพ่อเยอะ ท่านเป็นคนเปิดกว้างให้ได้ทดลองและเรียนรู้ที่จะทำอะไรใหม่ๆ ปกติผมมักมีความเห็นไม่ค่อยตรงกับคุณพ่อ เราพ่อลูกเถียงกันตลอด ไม่ค่อยฟังกัน แต่การที่เรามีไอเดียไม่ตรงกันกลายเป็นสิ่งดี ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ทำยังไงให้มีแพสชั่นตลอดเวลา จับธุรกิจไหนก็รุ่งไปหมด

ผมเป็นคนขวนขวายที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเสมอ และชอบคิดอะไรนอกกรอบไม่เหมือนใคร คติในชีวิตผมคือ “คนเราทำอะไรต้องคิดก่อนทำ แต่ถ้ามัวแต่คิดแล้วไม่ทำ มันก็จะกลายเป็นฝันกลางวัน” ผมจะเปิดประตูรับโอกาสทุกโอกาส มันมีโอกาสดีๆที่หลุดมือไปเยอะเหมือนกัน ขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสที่เราคว้าไว้แล้วไม่ดี ต้องมานั่งแก้ไข บอกตรงๆว่าเหนื่อยนะครับ แต่ผมคิดว่าเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่กำลังทำเพื่อครอบครัวและเพื่อพนักงานทุกคน อย่างธุรกิจร้านอาหาร ก็เป็นสิ่งที่ครอบครัวชอบ ผมเพิ่งนำแบรนด์ดังจากอเมริกา “ทาโก้ เบลล์” มาเปิดในเมืองไทย ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่คุณแม่ชอบ เพราะเป็นสถานที่ที่ท่านนัดเดตกับคุณพ่อครั้งแรก

เฉพาะธุรกิจครอบครัวก็ล้นมือแล้ว เอาเรี่ยวแรงจากไหนมาจัดคอนเสิร์ตเกาหลีอีก

ตอนจบใหม่ๆผมอยากทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องอยู่ใต้เงาคุณพ่อ เลยไปทำงานในวงการบันเทิง เล่นละครและเป็นพิธีกร เพื่อพิสูจน์ว่าถ้าเราอยากทำอะไรแล้วทำจริงจังก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งเงาคุณพ่อ ตอนนั้นได้รับโอกาสจาก “พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” เป็นรุ่นบุกเบิกของนักธุรกิจที่ผันตัวมาทำงานวงการบันเทิง ผมยังเคยเป็นผู้จัดละครร่วมกับเกาหลี ออกอากาศทางช่อง 9 ชื่อว่า “ใต้ฟ้าตะวันเดียว” ไปดึงนักแสดงหล่อๆจากเกาหลีมา 3 คน ประกบกับ “มาริโอ้ เมาเร่อ” ถือเป็นของใหม่ในยุคนั้น ลงทุนไป 50-60 ล้านบาท เราเป็นเจ้าแรกที่ใช้กล้องดิจิทัลถ่ายละคร ภาพก็จะคมชัดแต่มันแพงมาก จากจุดนั้นทำให้ผมเป็นที่รู้จักของค่ายเอนเตอร์เทนเมนต์เกาหลี มีหลายค่ายเสนอโอกาสใหม่ๆเข้ามาตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ของตัวเอง เปิดบริษัท “โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด” เพื่อจัดคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีในเมืองไทย ศิลปินคนแรกๆที่ติดต่อมาคือ “ลีมินโฮ” และ “จางกึนซอก” ตอนแรกกะจะทำเล่นๆ แต่พอเห็นรอยยิ้มแฟนๆศิลปินเกาหลี มันเป็นธุรกิจที่ขายความสุข ต่อให้ไม่ได้กำไรเป็นตัวเงิน แต่เราได้กำไรเป็นรอยยิ้มของแฟนคลับ จนถึงวันนี้ก็ต้องขอบคุณแฟนคลับชาวไทยทุกคน ผมทำมาได้ 10 ปีแล้ว บอกเลยว่าธุรกิจนี้แทบไม่ได้กำไร คอนเสิร์ตแต่ละคอนเสิร์ตลงทุนอย่างน้อย 10 ล้านบาท จนถึง 100 ล้านบาท แต่มันเป็นแพสชั่นที่เราอยากทำ

ทำงานหนักขนาดนี้ มีวิธีปิดสวิตช์ตัวเองยังไง

สมองทำงานตลอดเวลาหยุดคิดไม่ได้ ต้องคอยคิดงานว่าจะวางอนาคตของแต่ละบริษัทยังไง สมัยก่อนผมจะออกกำลังกายเยอะ แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีเวลา เวลาเครียดๆก็จะเล่นเกมมือถือ หลายคนงงว่าทำไมกึ้งติดเกม มันเหมือนเราได้หายเข้าไปในระบบออนไลน์แป๊บหนึ่ง ได้เปลี่ยนจุดโฟกัสไปอยู่ที่เกมพักหนึ่ง ทิ้งเรื่องงานเรื่องเครียดๆเอาไว้ก่อน

แล้วความฝันที่อยากเป็นนักแสดงยังอยู่ในใจไหม

ก็สนใจนะครับ ผมชอบการแสดง มันได้หลุดความเป็นกึ้ง ได้เป็นคนอื่นแป๊บหนึ่ง การเป็นกึ้งมันก็มีข้อดี แต่ก็ต้องเหนื่อยต้องเครียด เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบสูงมาก.

ทีมข่าวหน้าสตรี