ยึกยัก! คุมราคายา-ค่ารักษา

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นัดประชุมวาระพิเศษร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันชีวิตและวินาศภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อหารือในประเด็นที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นสินค้าและบริการควบคุม และกระทรวงพาณิชย์จะนำมติ กกร.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยผลการหารือครั้งนี้ เอกชนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะโครงสร้างบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อน โรคเดียวกัน อาจจะใช้วิธีการรักษาไม่เหมือนกัน เครื่องมือที่จะนำมาใช้แตกต่างกัน บริการก็แตกต่างกันหรือกระทั่งหมอที่รักษาก็มีความเชี่ยวชาญต่างกัน การใช้มาตรการแบบเหมารวม ถือว่าไม่เป็นธรรม จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ส่วนจะยังคงนำมติ กกร.เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในเร็วๆนี้หรือไม่นั้น นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ กระทรวงพาณิชย์ต้องนำข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้มาหารือเป็นการภายในอีกครั้ง เมื่อได้ความชัดเจนถึงมาตรการที่จะนำมาใช้กำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์แล้ว จึงนำเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม. เพราะภาคเอกชนต้องการเห็นมาตรการจะใช้กำกับดูแลที่ชัดเจนก่อน

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ตนเองจะไม่เปลี่ยนจุดยืนในการดูแลผู้บริโภค และไม่มีใครมาล็อบบี้ให้ยกเลิกการนำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าและบริการควบคุม แต่การจะใช้มาตรการใดๆต่อภาคธุรกิจ จำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบให้รอบด้าน รวมถึงต้องเป็นมาตรการที่จะต้องสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า มาตรการที่ควรจะนำมาใช้ คือ การกำหนดส่วนต่างของต้นทุนและกำไรของโรงพยาบาลที่เหมาะสม เพราะค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลรัฐและเอกชนต่างกันมาก เช่น ราคายา โรงพยาบาลเอกชนสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ 20-400 เท่า ค่าผ่าตัดไส้ติ่งเอกชนแพงกว่ารัฐ 14 เท่า แต่ของสิงคโปร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนห่างกันเพียง 2.5 เท่า หากกระทรวงพาณิชย์ไม่เดินหน้าต่อ มูลนิธิฯจะฟ้องศาลปกครองว่า รมว.พาณิชย์ผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดูแลประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การนัดประชุมด่วนครั้งนี้ เนื่องจากหุ้นโรงพยาบาลภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากแรงเทขายอย่างหนัก หลังจากที่ กกร. มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุม ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับผลกระทบจากราคาหุ้นที่ตกลง โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดหุ้นของโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์น่าจะหายไปเป็นหลักหมื่นล้านบาท.