วันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา เงินสะพัด 6 พันกว่าล้าน ต่ำสุดรอบ 4 ปี

ม.หอการค้าไทย คาดวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา เม็ดเงินสะพัด 6,704 ล้านบาท ส่วนใหญ่คนทำบุญ ตักบาตร เวียนเทียน จี้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาปากท้องอันดับแรก ตามด้วยพัฒนาระบบการศึกษา-ราคาพืชผล

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นางอุมากมล สุนทรสุรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาในปี 62 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,210 ตัวอย่างทั่วประเทศ โดยคาดว่า จะมีมูลค่าการใช้จ่าย 6,704 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีก่อน ต่ำสุดในรอบ 4 ปี เพราะประชาชนกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองศูนย์ ที่ได้ปรับลดเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 62 มาอยู่ในระดับ 3.5%

สำหรับกิจกรรมที่ประชาชนนิยมทำในวันอาสฬหบูชาแลวันเข้าพรรษามากที่สุด คือ ตักบาตร โดยใช้เงินเฉลี่ย 408 บาท, รองลงมาคือ ทำบุญ ใช้เงิน 803 บาท, ถวายสังฆทาน ใช้เงิน 635 บาท, เวียนเทียน ใช้เงิน 310 บาท

นอกจากนี้ยังถือโอกาสท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้เงิน 4,515 บาท และ 21,700 บาทตามลำดับ โดยสาเหตุที่เดินทางไปต่างประเทศ เพราะช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งค่า และบริษัททัวร์จัดโปรโมชั่นราคาถูกจูงใจ โดยแหล่งเงินที่ใช้จ่ายนั้น ผู้ตอบ 78.8% บอกมาจากรายได้ประจำ, อีก 12.7% มาจากเงินออม และ 7.4% มาจากรายได้พิเศษ โบนัส โบนัสพิเศษ

ส่วนพรที่จะขอในวันดังกล่าว ได้แก่ ขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และครอบครัวมีความสุข ขอให้มีโชคมีลาภ หมดหนี้หมดสิน มีเงินมีทองใช้ตลอดปี ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ขอให้กิจการงานค้าขายมีความเจริญรุ่งเรือง ขอให้ประเทศไทยมีความสงบสุขและเศรษฐกิจดีขึ้น และขอให้ประสบความสำเร็จทุกด้าน ปลอดภัยจากอันตรายใดๆ

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์ฯยังได้ถามทรรศนะต่อนโยบายภาครัฐ โดยนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการด่วนตามลำดับคะแนนเต็ม 10 ได้แก่ ปัญหาค่าครองชีพและสินค้าราคาแพง อันดับ 1 ที่ 8.81 คะแนน ตามด้วย พัฒนาระบบการศึกษา 8.31 คะแนน, ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ 8.23 คะแนน, หนี้ครัวเรือน 7.68 คะแนน, ปัญหายาเสพติด 7.57 คะแนน, ทุจริต 7.42 คะแนน, สร้างความสามัคคี ลดขัดแย้ง 7.40 คะแนน เป็นต้น

“เรื่องของปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา แม้ว่าสินค้าหลายชนิดราคาไม่ได้ปรับขึ้น แต่เมื่อรายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น และหลายคนมีหนี้สินมาก ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสินค้ายังแพงอยู่ ขณะเดียวกัน ยอมรับว่ายังมีสินค้าบางประเภทที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่หลายรายต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่าย”.