แบไต๋ความพยายามของเฟซบุ๊ก ยันต่อสู้ "Fake News"

เฟซบุ๊กยืนยันให้ความสำคัญกับการจัดการข่าวเท็จ หรือ Fake News แอคเคาท์ปลอม การสร้างความเกลียดชัง ก่อการร้ายและการล่อลวงเงินในหน้าฟีด...

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเชิญเข้าร่วมโปรแกรม IVLP (International Visitor Leadership Program) ในหัวข้อการบริหารข้อเท็จจริงในยุคสื่อดิจิทัล จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โอกาสนี้ได้เข้าแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมผู้บริหารเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่สำนักงานใหญ่ เมนโลพาร์ค รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯ 

"Ms.Antonia Woodford และ Mr.jason Rudin" 2 ผู้จัดการฝ่ายโปรดักส์ แลกเปลี่ยนข้อมูลในหัวข้อเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเฟซบุ๊ก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ขณะนี้ เฟซบุ๊กกำลังลงทุนด้านความปลอดภัย ความมั่นคง เพื่อให้ข้อมูลปลอดภัยมากขึ้น และสิ่งที่กำลังลงทุนคือ การจัดการข้อมูลในหน้าฟีด รวมทั้งการหยุดยั้งการกระจายข่าวเท็จบนหน้าฟีด

ลำดับข่าวเท็จบนหน้าฟีดมาจากเพื่อน เพจที่ติดตาม ธุรกิจ และโฆษณา โดยขั้นตอนวิธี หรืออัลกอริทึมเฟซบุ๊กจะจัดลำดับว่า จะโชว์อะไร สำคัญไหม การจัดลำดับของอัลกอริทึมจะจับดูตามสัญญาณ เช่น ความเป็นเพื่อน ญาติ แล้วจัดลำดับตามความเกี่ยวโยง คาดการณ์ว่าเกี่ยวกับผู้ใช้งานคนนั้นๆ มากน้อยแค่ไหน จากนั้น นำผสมผสานคะแนนแล้วจัดลำดับการแสดง

นอกจากนี้ ยังมีการผสมความน่าจะเป็น ยอดไลค์ ยอดแชร์ และคอมเมนต์ แล้วได้เป็นคะแนนการแสดงหน้าฟีด 

เมื่อต้นปี 2561 เฟซบุ๊กได้เปลี่ยนแปลงวิธีการให้คะแนน โดยให้ความเชื่อเรื่องการมาเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง สามารถนำไปคุยกันต่อได้ ตรงนี้ จะได้คะแนนสูง นอกจากนั้น กรณีนี้ ยังเพื่อจะต่อสู้กับเนื้อหาไม่ถูกต้องด้วย

เฟซบุ๊กจำเป็นต้องทำตามพันธสัญญาที่ได้ให้ไว้ในประชาคมเฟซบุ๊ก คือ เป็นสังคมน่าอยู่ การทำให้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ปลอดภัย การต่อสู้กับเนื้อหาไม่ถูกต้อง มีการดำเนินการ 3 แบบ อาจเรียกว่า การจัดการเนื้อหา หรือการจัดการคอนเทนต์ เป็นเฟซบุ๊ก คือ 1. นำออก 2. ลดลง และ 3. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการนำออก คือ การนำเนื้อหาออกจากเฟซบุ๊ก มีกฎหลักๆ เช่น เนื้อหาความเกลียดชังและการก่อการร้าย

ส่วนลดลง คือ ทำให้ลดการมองเห็น และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ ทำให้ภาพรวมของเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

ทั้งนี้ กรณีการนำออก การนำข้อมูลเท็จออก เป็นนโยบายข้อมูลปลอดภัย กำจัดข้อมูลปลอม โดยข้อมูลปลอมส่วนมากจะมีความเชื่อมโยงกับชื่อผู้ใช้ หรือแอคเคาท์ปลอม ซึ่งต้องกำจัด

การนำแอคเคาท์ปลอมออกของเฟซบุ๊กนั้น ใช้ระบบอัตโนมัติ โดยช่วงเดือน เม.ย..-ก.ย.2561 ได้นำแอคเคาท์ปลอมออกไปแล้วกว่า 1.5 พันล้านแอคเคาท์ เป็นการกำจัดออกก่อนจะมีผู้รีพอร์ตและอีกวิธี คือ พยายามขัดขวางผลกำไรทางการเงินจากแอคเคาท์ปลอมนำออกจากระบบ ซึ่งไตรมาสที่ผ่านมาของปี 2561 จัดการไปแล้วกว่า 1 พันล้านแอดเคาท์ เนื่องจากเฟซบุ๊กไม่ต้องการให้บุคคลเหล่านี้ ได้เงินจากชุมชน

ส่วนการลดโพสต์ที่มีปัญหานั้น จะลดความเป็นไปได้ในการมองเห็น (ลด Reach) ที่ใช้การจำกัดการเห็น แต่จำกัดได้ไม่หมด พร้อมจัดอันดับให้มองเห็นน้อยลง

การรีพอร์ต คือ เปิดให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรีพอร์ต มีหลายวิธีการ อันดับแรกดูเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน โดยให้ทีมเข้าไปตรวจสอบ ให้ข้อเท็จจริงบทความที่มีความเกี่ยวข้องกัน ต่อมา มีปุ่มพิเศษดูคนโพสต์เป็นใคร มาจากไหน และดูว่า มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ปุ่มนี้ เปิดตัวแล้วทั้งโลก

สำหรับการจัดการเนื้อหาที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กไม่พอใจวัดจากอะไรนั้น ตรงนี้ ทำจากรีเสิร์ชและโฟกัสกรุ๊ปทั้งโลก แน่นอนบางเรื่องอาจไม่ชัดเจน การปิดกั้นไม่เหมือนการก่อการร้ายตรงนี้ ชัดเจน แคมเปญใหม่เกี่ยวกับความสุขสังคม ตรงนี้ เกี่ยวข้องกับข่าวปลอม ข้อมูลปลอม และในลักษณะการโฆษณชวนเชื่อต้องจัดการ

ประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสังคมเฟซบุ๊ก และหน้าฟีด ตรงนี้ จะใช้เครือข่ายกลุ่ม องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง มีกฎต้องทำตาม ไม่มีอคติ ไม่มีฝ่ายรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่รวมทั้งไทย เพื่อให้เป็นกลาง

ภาพรวมการตรวจสอบความจริงของเฟซบุ๊ก การตรวจสอบนั้น ไม่ใช่ทางเดียวกับ การตรวจสอบ ข้อเท็จจริง เรื่องเท็จ มีขั้นตอน 1. ตรวจสอบ 2. ตรวจทาน หาข้อมูล รีเช็ก และ 3. จากคะแนนที่ได้นำมาประมวลผลและดำเนินการ อย่างไรก็ตาม กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเท่าไร จะขึ้นอยู่กับเนื้อหาและความยากง่าย แต่จะเน้นเรื่อง ไวรัล ปากต่อปาก กระแส แพร่กระจาย

นอกจากนั้น ก่อนความพยายามใหม่ๆ ใช้การต่อสู้กับข่าวเท็จ (Fake News) เฟซบุ๊กยังร่วมมือกับหลายๆ ประเทศ ปัจจุบันมี 23 ประเทศและจะมีมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ตรวจสอบแค่ข้อมูลเท็จ ขณะนี้ ขยายไปภาพและวิดีโอด้วย แต่ยังคงมีเสรีภาพในการพูด แสดงความคิดเห็น นอกจากนั้น ยังได้จัดการตั้งแต่ต้นตอของเพจและเว็บไซต์โพสต์ข่าวเท็จ ข่าวปลอมบ่อยๆ และแบนไป เรายังมีคณะกรรมการอิสระที่จะมาดูแลเรื่องการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในขณะนี้ ข้อมูลผิดพลาดในเฟซบุ๊กน้อยลง.