โอกาสทองลงทุนระบบราง รัฐคลอดแพ็กเกจล่อใจฝันไกลถึงขั้นส่งออก

บอร์ดบีโอไอออกมาตรการหนุนพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศ ชี้เป็นโอกาสทองหลังรัฐบาลลงทุนพัฒนาระบบรางกว่า 6 พันกิโลเมตร หวังช่วยทดแทนนำเข้าพร้อมดันส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน คาดความต้องการใช้ตู้รถไฟใน 20 ปี ทะลุหมื่นตู้

น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในช่วงการลงทุนในระบบรางจำนวนมาก ระยะทางรวมกว่า 6,000 กิโลเมตร ดังนั้น จึงมีความต้องการในประเทศมากขึ้นทั้งตัวตู้รถไฟ ระบบราง ระบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ รวมถึงระบบอาณัติสัญญาณและระบบไฟฟ้า จึงเห็นว่าเป็นโอกาสทองที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยทั้งการทดแทนการนำเข้าและมีศักยภาพที่จะส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านด้วย

“มาตรการสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางที่ออกมาครั้งนี้มี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการปรับปรุงประเภทกิจการ โดยปัจจุบันบีโอไอมีมาตรการส่งเสริมที่เกี่ยวข้องกับระบบรางอยู่แล้วแต่อาจจะไม่ครบทั้งระบบ เช่น มาตรการเดิมไม่ได้รวมถึงการผลิตราง และระบบต่างๆ ทั้งระบบไฟฟ้า และระบบอาณัติ สัญญาณ จึงได้เพิ่มเติมเข้าไป เรื่องที่สองคือการประกอบรถตามมาตรการเดิมไม่ได้แยกระหว่างโครงการที่มีการออกแบบทางวิศวกรรมกับที่ไม่มีการออกแบบทางวิศวกรรมให้ได้รับสิทธิเท่ากันคือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี จึงได้ปรับปรุงให้โครงการประกอบรถที่มีการออกแบบทางวิศวกรรมจะให้สิทธิแบบไม่มีการจำกัดวงเงิน ส่วนที่ไม่มีการออกแบบทางวิศวกรรมจะจำกัดวงเงิน เพื่อดึงให้นักลงทุนมีการออกแบบทางวิศวกรรม จะทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น”

ขณะเดียวกัน บีโอไอยังได้ออกมาตรการที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนเร่งลงทุน จึงมีแพ็กเกจเพิ่มเติมให้สำหรับโครงการที่มายื่นขอรับการส่งเสริมเร็วขึ้น โดยกำหนดว่าโครงการที่ยื่นขอภายในปี 2564 จะเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้จากเกณฑ์พื้นฐานที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีแล้ว หลังครบกำหนดแล้วจะเพิ่มการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 3 ปี นอกจากนี้ หากนักลงทุนไปลงทุนในพื้นที่ จ.นครราชสีมาและขอนแก่นและพื้นที่รอบๆ จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มจาก 3 ปีเป็น 5 ปี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวปัจจุบันได้มีบริษัทดำเนินการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และการประกอบรถ ซึ่งเป็นธุรกิจด้านการแปรรูปโลหะอยู่แล้ว จึงสามารถต่อยอดกิจการไปผลิตระบบรางได้ คาดว่าแพ็กเกจที่จะออกมาครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการกระตุ้นธุรกิจในอุตสาหกรรมระบบรางได้รวดเร็วขึ้นตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการ

ทั้งนี้ มีผลการศึกษาออกมาระบุว่า ในกรณีที่ประเทศไทยจะสร้างโรงงานประกอบรถไฟจะต้องมีความต้องการใช้รถไฟปีละประมาณ 300 ตู้ ต่อปีถึงจะคุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งพบว่าความต้องการตู้รถไฟจะเพิ่มขึ้นมากในช่วง 20 ปีข้างหน้ากว่า 10,000 ตู้ โดยตามแผนการพัฒนาระบบราง

ในส่วนของรถไฟทางคู่และทางรถไฟสายใหม่ระยะทางรวม 3,157 กิโลเมตร มีจำนวนตู้รถไฟในส่วนของรถชุดในปัจจุบันจำนวน 228 ตู้ และความต้องการใน 20 ปีข้างหน้า อยู่ที่ 1,365 ตู้, รถโดยสารปัจจุบันอยู่ที่ 1,183 ตู้ จะต้องการเพิ่มเป็น 2,425 ตู้ และรถสินค้าจาก 1,897 ตู้ ในปัจจุบัน ความต้องการจะเพิ่มเป็น 5,787 ตู้

ส่วนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลระยะทางรวม 595 กิโลเมตร และการพัฒนาระบบรถไฟรางเบาในภูมิภาค ระยะทางรวม 213.8 กิโลเมตร ปัจจุบันมีรถไฟฟ้าจำนวน 421 ตู้ ความต้องการใน 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 1,312 ตู้ ส่วนรถไฟรางเบาที่ปัจจุบันยังไม่มี ในอนาคตจะมีความต้องการจำนวน 637 ตู้ สำหรับรถไฟความเร็วสูงระยะทางรวม 2,132 กิโลเมตร จะมีความต้องการจำนวน 102 ตู้ ในอนาคต

นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอยังได้อนุมัติหลักการในการส่งเสริมการลงทุนให้แก่ผู้รับสัมปทานโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ศูนย์คมนาคมพหลโยธินแปลงเอ โดยกำหนดให้ได้รับสิทธิ-ประโยชน์เช่นเดียวกับสมาร์ทซิตี้ ซึ่งหลังจากบอร์ดบีโอไอเห็นชอบแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะได้นำสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไปบรรจุไว้ในเงื่อนไขการประมูลหรือทีโออาร์ ซึ่งคาดว่า รฟท.จะประกาศทีโออาร์ในเดือน ก.พ.นี้.