ใช้ AI กรองชื่อขอตั้งบริษัทใหม่ 2 นาทีรู้ผล

พาณิชย์เดินหน้าเชื่อมข้อมูลหน่วยงานรัฐ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า กรมกำลังปรับปรุงระบบการจองชื่อนิติบุคคล ให้สามารถตรวจสอบและทราบผลการอนุมัติการจองชื่อได้ทันที โดยใช้เทคโนโลยีเอไอ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้การจองชื่อใช้เวลาเหลือเพียงไม่เกิน 2 นาที ก็จะทราบผลว่าชื่อที่จองไว้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้หรือไม่ ทำให้ช่วยประหยัดเวลา และการจดทะเบียนทำได้เร็วขึ้น

“กรมจะนำรายชื่อนิติบุคคลที่มีอยู่ในระบบ 1.6 ล้านชื่อ ซึ่งมีการจดไว้เดิม กับชื่อที่เป็นชื่อต้องห้าม เช่น ชื่อกระทรวง ทบวง กรม ชื่อที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ เอาไปใส่ไว้ในระบบ จากนั้นเมื่อมีผู้มายื่นขอจองชื่อ ระบบก็จะตรวจสอบทันทีว่าชื่อซ้ำ หรือไม่ซ้ำ และตรงกับชื่อที่ต้องห้ามนำมาใช้จดทะเบียนหรือไม่ ถ้าไม่ ก็อนุมัติให้นำไปใช้ได้ โดยปกติในแต่ละปี จะมีคนเข้ามาจองชื่อ 300,000 ราย และนำไปใช้จดทะเบียนจริง 70,000-80,000 ราย”

นายพูนพงษ์ยังกล่าวว่า กรมยังได้เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ มีเป้าหมาย 382 หน่วยงาน โดยได้เชื่อมโยงไปแล้ว 118 หน่วยงาน ทำให้หน่วยงานต่างๆสามารถนำข้อมูลนิติบุคคลไปใช้สนับสนุนการทำงานได้แม่นยำขึ้น เช่น หากบุคคลซื้อขายที่ดินกับบริษัท กรมที่ดินก็สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้แทนบริษัทคือใคร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจริงหรือไม่ หรือกรณีหน่วยงานที่ตรวจสอบ หากมีการฉ้อโกง ก็สามารถตรวจได้ว่าบริษัทที่กระทำผิดมีใครเป็นกรรมการ เป็นต้น

และยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล โดยขอความร่วมมือสภาทนายความ เนติบัณฑิตยสภา และสภาวิชาชีพบัญชีให้กำกับดูแลทนายความ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และผู้ทำบัญชี ให้กำชับผู้ประกอบวิชาชีพที่เป็นผู้รับรองผู้ขอจดทะเบียน ให้ลงลายมือชื่อต่อหน้าเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประชาชน ลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นทางธุรกิจ และป้องกันการสวมรอยเป็นบุคคลอื่นมายื่นจดทะเบียน

“การลงลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียน ที่ได้รับการรับรองจากบุคคลที่กรมกำหนด เช่น ทนายความ กรมจะถือว่าลายมือชื่อนั้นถูกต้อง โดยนายทะเบียนไม่ต้องมาตรวจสอบซ้ำอีก และการไม่ลงลายมือชื่อต่อหน้า อาจทำให้เกิดกรณีปลอมแปลงลายชื่อ หรือใช้ชื่อบุคคลอื่นยื่นขอจดทะเบียน ซึ่งผิดกฎหมาย และเป็นเหตุให้คำขอจดทะเบียนอาจถูกเพิกถอนได้ และผู้ที่มีหน้าที่รับรองอย่างทนายความ ผู้สอบบัญชี ก็จะมีความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นทำความผิดและแจ้งความเท็จ มีโทษจำคุกและปรับ และกรมจะแจ้งต่อสภาที่ดูแลเพื่อให้ลงโทษด้วย”.