ไม่พร้อมเปิดคนโหวตดอกเบี้ย “วิรไท” ลั่น!นโยบายการเงินขึ้นกับสถานการณ์

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ระบุเศรษฐกิจไทยขยายตัวดี แม้มีความเสี่ยงต่ำกว่าประมาณการ ยันทำนโยบายการเงินยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ขึ้นดอกเบี้ยได้ ลดดอกเบี้ยได้ ย้ำชัด! ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดเปิดเผยผลโหวตดอกเบี้ยของ กนง.รายบุคคล และไม่อยากให้กรรมการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการประชุมนักวิเคราะห์ เพื่อสรุปแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินรายไตรมาสว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย หากมองจากมุมมองปัจจัยที่จะเข้ามากระทบจากต่างประเทศ มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัว และมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในระดับต่ำกว่าประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. แต่ปีนี้ ธปท.คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4% ซึ่งอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ

ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง จนกระทบเศรษฐกิจให้ต่ำกว่าประมาณการที่คาดไว้ หรือมีสถานการณ์ในประเทศเข้ามากระทบ ธปท.ก็พร้อมใช้เครื่องมือต่างๆ ทางการเงินที่มี รวมทั้งปรับทิศทางนโยบายการเงินเข้ามาดูแล ซึ่งเป็นหลักที่ กนง.ใช้แนวนโยบายการเงินยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลเศรษฐกิจ (Data Dependent) เพราะไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเป็นเศรษฐกิจเปิด ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้น กนง.จะมีการประเมินพัฒนาการของข้อมูลอย่างใกล้ชิด ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการดำเนินนโยบายทางการเงินที่เหมาะสม

“นโยบายการเงินมีเข้มขึ้น ก็ผ่อนคลายได้ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.จึงไม่มีการกำหนดเป้าหมาย การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละปีว่าต้องกี่ครั้ง หรือต้องปรับขึ้นจนเงินเฟ้ออยู่ที่เท่าไร แต่ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการสะสมกระสุน ในการทำนโยบายการเงิน (Policy space) มากขึ้น และสะสมแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้แน่ใจว่า จะใช้นโยบายการเงินได้แรงเพียงพอที่จะมีผลต่อการประคองเศรษฐกิจไทยเมื่อยามจำเป็น เพราะการใช้น้อย อาจไม่ได้ผลที่ดีพอ เช่น ปีที่มีปัญหาความรุนแรงทางการเมือง นโยบายการคลังไม่มี รัฐบาลทำงานไม่ได้ กนง.ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งติดต่อกัน ครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.5% เป็นต้น”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำนั้น ยังไม่น่ากังวล และ ธปท.ก็ไม่กังวลว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะหลุดกรอบล่างของตัวเลขคาดการณ์ที่ 1-4% เนื่องจากประชาชนยังคงจับจ่ายใช้สอยเป็นปกติ และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตสอดคล้องกับศักยภาพ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำส่วนใหญ่เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานในตลาดโลก แต่หากเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบบนจะเป็นสิ่งที่ ธปท.เป็นห่วง เพราะเงินเฟ้อที่สูงมาก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาด้านสังคม ซึ่งให้น้ำหนักตรงนี้มากกว่า

“กนง.ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้ผลข้างเคียงจากดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำนานๆ สร้างความเปราะบาง และเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจการเงินในอนาคต แม้ขณะนี้เสถียรภาพระบบการเงินของไทยจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่เปรียบเหมือนเป็นธนาคารเงาขนาดใหญ่ในระบบการเงินไทย, การออกพันธบัตรที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ, การแข่งขันปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่, การให้สินเชื่อแบบมีเงินทอนในภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณให้เห็นว่า มีการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น”

ส่วนที่มีนักวิเคราะห์ถามว่า กนง.มีแนวคิดที่จะเปิดเผยผลโหวตของคณะกรรมการเป็นรายบุคคลหรือไม่นั้น ในบริบทของสังคมไทยในขณะนี้ คิดว่าการตัดสินใจแบบคณะกรรมการ ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นและถกเถียงเพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสม ก่อนเป็นมติของคณะกรรมการทั้งหมด ยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่าการเปิดเผย ที่ผ่านมา ธปท.เคยพิจารณาแนวคิดดังกล่าว แต่เมื่อศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งมีบางประเทศที่เปิดเผยผลโหวตของกรรมการนโยบายการเงิน แต่อยากจะกลับมาปิด เพื่อให้คณะกรรมการตัดสินใจได้โดยไม่มีแรงกดดัน และในประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ เห็นว่าการไม่เปิดเผยผลโหวตเป็นรายบุคคล ยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่า ซึ่งสำหรับประเทศไทย ไม่ต้องการให้กรรมการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันเช่นกัน.