#10 YEARS Challenge ประเทศไทยกับความเปลี่ยนแปลง

ช่วงเวลา 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษ

จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน ขึ้นอยู่กับเรื่องราว ภาวการณ์ และสิ่งรอบข้างในช่วงนั้นๆ

โดยตลอดช่วงเวลา 1 ทศวรรษ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนักกับประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

แต่ในยุค “อินเตอร์เน็ต” เฟื่องฟู

“มือถือ” กลายเป็นอวัยวะที่ 33

เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ “4G” ได้ก้าวเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิต

จนเกิด “สังคมก้มหน้า” อย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ทำให้หลายๆสิ่งในประเทศไทยทั้งสังคมและแวดวงเศรษฐกิจได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

ส่งผลให้หลายๆเรื่องราว หลายๆสิ่ง และหลายๆภาวการณ์ แม้ในช่วงแรกๆจะดูนิ่งๆไม่ค่อยจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
มากนัก เฉกเช่นเดียวกับในอดีตที่ผ่านมา

แต่สุดท้ายด้วยอิทธิพลอินเตอร์เน็ต กระแสดิจิทัล และสังคมก้าวสู่ยุค 4.0 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด

เพราะขืนอยู่นิ่งเฉยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ก็มีสิทธิ์จะกลายเป็น “เศษซาก” ของสังคม

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอประมวลหลายๆสิ่งที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 10 ปีนี้!!!

การบินไทยพลิกตัวครั้งใหญ่

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงของอุตสาหกรรมการบินในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา นับเป็นสิ่ง “ท้าทาย” ที่สายการบินต่างๆ จำต้องปรับตัวอย่างหนัก

ในส่วนของ “การบินไทย” สายการบินแห่งชาติ จะได้เห็นถึงความพยายามปรับเปลี่ยน ปรับโฉมการให้บริการ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างมาก

โดยในยุคดิจิทัล การบินไทยไม่รอช้ารีบปรับตัวเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก หวังรองรับความต้องการของผู้โดยสารในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารแม้ขณะเดินทางบนเครื่องบินทันที

โดยเมื่อปีที่แล้วได้เพิ่มบริการใหม่ “Live TV on Board” ให้ผู้โดยสารที่เดินทางด้วยชั้นเฟิสต์คลาสและชั้นธุรกิจ สามารถรับชมรายการโทรทัศน์สดบนเครื่องบิน รับชมรายการและข่าวสารต่างๆทันเหตุการณ์ในเวลาเดียวกับผู้ชม
ทั่วโลก และไม่พลาดชมรายการแข่งขันกีฬาระดับโลกทุกแมตช์ เช่น ฟุตบอล เทนนิส กอล์ฟ เสมือนนั่งชมที่บ้าน

นอกจากนี้ยังได้เปิดให้บริการ WI-FI บนเครื่องของการบินไทยในชั้นธุรกิจและชั้นเฟิสต์คลาส!!

สมาร์ทโฟน อวัยวะที่ 33

ในยุคนี้ “สมาร์ทโฟน” กลายเป็น อุปกรณ์สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างขาดเสีย ไม่ได้ พัฒนาการของสมาร์ท-โฟนเป็นของสุดล้ำ

iphone 1

แน่นอนว่า “แอปเปิล” เป็นผู้บุกเบิกตลาดสมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ iPhone กับความสามารถในการใช้อินเตอร์เน็ต ผ่านเบราเซอร์ซาฟารี  และมัลติมีเดีย ใช้งานผ่านอีเมล ค้นหาแผนที่ ฟังเพลง ถ่ายรูปเปิดตลาดด้วยการแนะนำ iPhone รุ่นแรก เป็นครั้งแรกในวันที่ 9 ม.ค. 2550 และวางตลาดเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2550 โดยในปีนั้นได้รับรางวัลเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมจากนิตยสารไทม์ประจำปี 2550

เป็นระยะเวลาเกือบ 12 ปีเต็มที่ “แอปเปิล” กล่าวได้ว่าเป็นผู้พลิกโลก นำพาผู้คนในโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โทรศัพท์ iPhone สามารถใช้งานได้ดีตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริง

iphone X

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทิศทางของโทรศัพท์มือถือเป็น คอมพิวเตอร์หน้าจอสัมผัสขนาดเล็กเป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรก ในขณะที่การใช้งานเป็นโทรศัพท์ คือสิ่งสำคัญลำดับรองลงมา!!

ช็อปออนไลน์มาแรง

ในยุคนี้การช็อปปิ้งออนไลน์ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ได้ระบุ ตัวเลขปี 2561 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซโต 8-10% เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าจากจำนวนเพียง 9.3 ล้านคน ในปี 2551 ปัจจุบันมีคนใช้มากถึง 45 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การพัฒนาของเครื่องมือสื่อสาร และราคาที่ถูกลง ทำให้คนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น

ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยเติบโตไปด้วย ทั้งจำนวนผู้ซื้อ ผู้ขายทาง ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สอดรับกับจำ-นวนแพลตฟอร์มโดยผู้ประกอบการในไทยและต่างประเทศเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกัน

โดยปี 2561 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 3.15 ล้านล้านบาท โตขึ้น 14.04% เมื่อเทียบกับปี 2560

โดยประเทศไทย ถือว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ B2C (Business to Consumer) สูงเป็นอันดับที่ 1 ของอาเซียน!!

ถึงยุคโซลาร์เซลล์

การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากเดิมที่เคยใช้น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิง ก็ได้เข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่โครงการโซลาร์เซลล์ หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

เราจะเห็นโรงผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ผุดกระจายทั่วประเทศ

ล่าสุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังพัฒนาก้าวล้ำมากขึ้น ด้วยการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เป็นระบบผลิตไฟฟ้าผสมผสานระหว่างพลังงานน้ำจากเขื่อนและพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำบนเขื่อน ทำให้ต้นทุนค่าไฟต่ำและจ่ายไฟฟ้าได้นานขึ้นเป็น 12 ชั่วโมงต่อวัน

ขณะเดียวกัน การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน พบว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสัตว์น้ำในเขื่อน ทั้งยังไม่เบียดบังพื้นที่ของเกษตรกรแต่อย่างใด

กฟผ.มีแผนดำเนินโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. 9 แห่ง จำนวน 16 โครงการ กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 2,725 เมกะวัตต์!!

รถเมล์ไทย 10 ปีที่รอคอย

“10 ปีที่รอคอย” ประโยคนี้จะว่าไปก็สมกับ “รถเมล์ไทย” ของ “องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)” ที่มีภาพติดตาตรึงใจถึงสภาพรถเมล์เก่าๆ ปล่อยควันดำ ไม่รู้ว่าจะวิ่งกลับถึงอู่หรือไม่ ขณะที่เบาะที่นั่งก็ผุพัง

มา ณ วันนี้ ภาพต่างๆได้ค่อยๆเลือนหายไป เมื่อกระทรวงคมนาคมได้สานต่อนโยบายของรัฐบาลที่พยายามยกระดับมาตรฐานคุณภาพการให้บริการรถโดยสาร ขสมก.

เพื่อหวังให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้มีคุณภาพการเดินทางที่ดีขึ้น และที่สำคัญสามารถจัดซื้อจัดหารถโดยสารปรับอากาศที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวนกว่า 489 คัน ทดแทนรถเมล์เก่าให้บริการประชาชนได้ใช้เป็นจริง ในปี 2562 นี้ ครบทั้ง 489 คัน

โดยรถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวียุคใหม่ยังออกแบบชานต่ำเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ใช้บริการได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนั้น ขสมก.ยังมีแผนจะติดตั้งระบบไวไฟเพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อ ท่องโลกออนไลน์ได้ทุกที่ ทั้งยังเตรียมยกเครื่องปรับปรุงรถเมล์เก่ากว่า 323 คันใหม่อีกด้วย

ว้าว!!

จัดระเบียบสายสื่อสาร

ภาพสายสื่อสารโทรศัพท์ และสายเคเบิลทีวี พาดอยู่บนเสาไฟฟ้าพะรุงพะรัง เราได้เห็นชินตาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

เป็นเพราะการเติบโตของธุรกิจเคเบิลและธุรกิจสื่อสาร โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต เมื่อมีการใช้เพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต จึงจำเป็นต้องลากสายเคเบิลตามแนวเสาสายไฟฟ้าและเสาไฟฟ้า เพื่อต่อเชื่อมไปยังครัวเรือนประชาชน

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เสาไฟฟ้าจะมีแต่สายไฟฟ้าพาดไม่กี่เส้น แต่ในช่วง 10 ปี มีสายสารพัดพาดระโยงระยางนับ 100 สาย อยู่บนเสาไฟฟ้า

แต่จากนี้ไป เราจะเห็นภาพสายสื่อสารที่พาดบนเสาไฟฟ้าได้ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งรวมทั้งสายไฟฟ้าด้วย

เพราะรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เร่งจัดระเบียบสายสื่อสาร นำลงใต้ดินให้หมด เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม

โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และในเมืองใหญ่ๆ เพื่อความสวยงามของบ้านเมือง!!

แบงก์ปรับตัวแทบไม่ทัน

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวแทบไม่ติด จากเดิมที่เน้นการ บริการซึ่งต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง หัวใจหลักจึงต้องเข้าถึงลูกค้า สิ่งที่ทำได้คือยกสาขาไปให้บริการใกล้ลูกค้ามากที่สุด

ในช่วงนั้น ธนาคารพาณิชย์แข่งขันเปิดสาขาเล็กๆ เพื่อเป็นช่องทางการให้บริการฝาก-ถอน-โอนเงิน-ชำระเงิน ที่สำคัญสามารถขายผลิตภัณฑ์การเงิน ทั้งกองทุนและประกัน หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของสาขา จุดที่ชุมชนธนาคารพาณิชย์เปิดสาขาแบบปูพรม เรียกได้ว่าเปิดสาขาใหม่กันทุกวัน

เมื่อโลกมาถึงยุค 4G ธนาคารต่างๆจึงได้คิดค้นพัฒนาจับบริการทางการเงินใส่แอปพลิเคชันบนมือถือ เรียกว่าลูกค้า “โอนเงิน–เติมเงิน–จ่ายบิล” ทำได้บนสมาร์ทโฟน ไม่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรมการเงินที่สาขา

เรียกได้ว่าลูกค้าต้องการใช้บริการอะไรพร้อมจับใส่บนแอปพลิเคชัน ที่สำคัญบริการฟรี ไม่เก็บค่าธรรมเนียม

เป็นเหตุให้ธนาคารพาณิชย์จากเดิมที่แข่งกันเปิดสาขา มาตอนนี้กลายเป็นแข่งกันปิดสาขาซะงั้น!!

ยาสูบกำไรลด

การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) หรือโรงงานยาสูบ ถือเป็นอีกรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่สามารถจัดเก็บรายได้ให้กับรัฐบาลจำนวนมาก โดยแต่ละปีสามารถนำเงินส่งคลังไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท

แต่หลังจากกรมสรรพสามิตได้ออกประกาศพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2560 เพื่อกำหนดแนวทางการจัดเก็บภาษีแบบใหม่ โดยนำระบบ “ราคาขายปลีกแนะ นำ” มาใช้เป็นฐานคำนวณภาษีบุหรี่แทนราคาหน้าโรงงาน หรือราคานำเข้า โดยบุหรี่ราคาถูกกว่า 60 บาทต่อซอง จะต้องเสียภาษี 20% ของราคาขายปลีก และเสียภาษีตามปริมาณ คิดเป็นมวนละ 1.20 บาท หรือซองละ 24 บาท ในปี 2560 และวันที่ 1 ต.ค.ปีนี้ จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 40%

ดังนั้น การขึ้นภาษีครั้งนี้ จึงส่งผลกระทบต่อยอดขายบุหรี่ของโรงงานยาสูบเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาบุหรี่ของโรงงานยาสูบ กับราคาบุหรี่นอกที่นำเข้าจากต่างประเทศสารพัดยี่ห้อจะมีราคาขายปลีกอยู่ในระดับเดียวกับบุหรี่ของโรงงานยาสูบ

ส่งผลถึงกำไรของโรงงานยาสูบ จากเดิมที่มีกำไรมากกว่า “หมื่นล้านบาทต่อปี” แต่หลังจากที่ พ.ร.บ.ใหม่มีผลบังคับใช้ กำไรก็ลดวูบเหลือเพียง 900 ล้านบาทในปี 2560!!

รถไฟไทยใครว่าไม่เปลี่ยน

เมื่อพูดถึง “รถไฟไทย” ของ “การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)” หลายๆคนคงจะอดนึกถึงรถไฟที่ก่อกำเนิดมากว่า 122 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ รุ่นย่า รุ่นทวดรุ่นเทียดไม่ได้ เพราะภาพที่ติดตาทุกๆคนเมื่อรถไฟวิ่งผ่าน ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ก็ยังคงมีความเก่าเหมือนหลุดเข้าไปในยุคละคร “ปริศนา” ก็ไม่ปาน

แต่มาในช่วง 10 ปีให้หลังนี้ รถไฟไทยได้ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ถือเป็นประวัติศาสตร์กันเลยทีเดียว จะเห็นได้จากที่กระทรวงคมนาคมได้มีนโยบายสร้างทางคู่ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อให้การเดินรถของรถไฟไม่ต้องรอสับหลีกทางระหว่างสถานีเหมือนสมัยก่อนๆ

กระทรวงคมนาคมยังเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วนของรถไฟ ทั้งการสร้างทางรถไฟทางคู่ทั่วประเทศที่ได้อนุมัติไปแล้วและกำลังก่อสร้างรวม 7 สายทาง และจะอนุมัติใหม่อีก 9 สายทาง รวมเป็น 16 สายทาง

รถไฟไทยยังได้ลุกขึ้นมาปรับโฉมของการบริการครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์กันอีกด้วย โดยเฉพาะได้สั่งซื้อรถโดยสารใหม่มาให้บริการอีกกว่า 115 คัน ทั้งยังได้ปรับปรุงคุณภาพบริการรถไฟโดยสารชั้น 3 จำนวน 148 คัน

สุดยอด!!

ทาง...ไม่ลาย

ตลอดช่วง 10 ปีหรือเกินกว่านั้น ทางม้าลายในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถูก Disrupt ด้วยนโยบายของผู้บริหาร กทม.ที่เน้นหนักจะต้องสร้างสะพานลอยคนข้ามแทน ด้วยข้ออ้างที่ว่า ใช้ทางม้าลายกันไม่เป็นระเบียบ ใครใคร่ข้ามก็ข้าม จึงทำให้รถติดกันเต็มถนน แต่นั่นก็คือ ข้ออ้างที่ใครๆก็รู้ว่า งบประมาณค่าก่อสร้างสะพานลอยนั้น สูงกว่าจะใช้สีมาทาถนนมาก ถนนหนทางในกรุงเทพมหานคร จึงเต็มไปด้วยสะพานลอยคนข้าม

ส่วนข้างล่างหรือผิวจราจรบนถนน สีที่ทาอยู่ก็ถูกสั่งให้ลบออก บ้างก็ลบเลยไปจนถึงสีของขอบทาง เส้นสัญญาณจราจรไปจนถึงเส้นแบ่งถนน และแม้จะมีกฎระเบียบบังคับให้ผู้คนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนแก่ คนท้อง หรือ คนพิการต้องตะกายขึ้นลงบันไดสะพานลอยให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับหากลงมาข้ามถนนข้างล่าง แต่ผู้คนก็ยังคงเสี่ยงตายวิ่งข้ามถนนดีกว่า เพราะสะพาน ลอยหลายแห่งก่อเกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ใช้นานัปการ บางแห่งยังมีอาชญากรรมซ่อนตัวรออยู่ด้วย

ใครที่มีโอกาสไปเมืองนอกบ่อยๆจะเห็นว่าเมืองใหญ่ๆหลายแห่ง เขาใช้เส้นสีถนน เช่น ขาว เหลือง แดง ดำ เพื่อบอกสัญญาณจราจรที่จะสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็ใช้สัญญาณไฟจราจรที่เสียงดังฟังชัด เพื่อบ่งบอกจังหวะของการหยุดรอ-ข้ามถนน ไม่เหมือนประเทศพี่ไทย ที่เส้นจราจรเลอะเลือน แถมตีเส้นกันจนเลอะเทอะไปหมด ขณะที่ป้าย หรือกรวยสะท้อนแสง ก็ทั้งเน่าและเก่า จนใครๆคงคิดว่าเหมือนบ้านนี้เมืองนี้ช่างยากจนเสียจริงๆ แต่ในข้อเท็จจริงมันกลับตาลปัตรกันคนละด้านชัดๆ...อ้าว...จริงอ๊ะเปล่า?!

ยามยากทีวี-หนังสือพิมพ์

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าเม็ดเงินโฆษณาทีวีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจากปี 2551 ที่มีมูลค่า 39,937 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 56,800 ล้านบาทเมื่อปี 2561 มองเผินๆน่าจะเป็นเรื่องดี ถ้าบังเอิญรัฐบาลไม่ได้เดินหน้าผลักดันให้ระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินจากอนาล็อกเป็นดิจิทัล นำไปสู่การเปิดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลใหม่ปลายปี 2556

อันเป็นจุดเริ่มต้นการทลายอำนาจผูกขาดบิ๊กทีวี 6 ช่องเดิม เพิ่มเป็น 24 ช่อง ทำให้เม็ดเงินโฆษณากระจายเป็นเบี้ยหัวแตก

ตัวอย่างอันน่าเจ็บปวดหนีไม่พ้นกรณีของช่อง 3 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กระแสการแข่งขันอันเชี่ยวกรากทำให้ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน 330 ล้านบาท เมื่อปี 2561 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น ขณะที่ราคาหุ้นจากที่เคยสูงถึง 80 บาท ปัจจุบันเหลือเคลื่อนไหวอยู่ที่ 8 บาท

ขณะที่ “สื่อหนังสือพิมพ์” ผู้อ่านย้ายแพลตฟอร์มไปอยู่บนออนไลน์ เพราะเสพติดมือถือ โฆษณาบนสื่อหนังสือพิมพ์ที่เคยทรงอิทธิพลเป็นอันดับ 2 รองจากทีวี ขยับลดลงจากปี 2551 ที่ 12,841 ล้านบาท เหลือ 7,650 ล้านบาทในปี 2561 ทำให้หนังสือพิมพ์หลายหัวเดินหน้าต่อไปไม่ไหว ต้องปิดกิจการลงหันไปทำออนไลน์อย่างเดียว

นับตั้งแต่ “บ้านเมือง” จนล่าสุด “โพสต์ทูเดย์” ที่ต้องยอมปิดตำนานหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน!!

แห่ใช้โลว์คอสต์คึกคัก

ในสมัยก่อนเวลาบอกจะขึ้นเครื่องบินไปโน่นไปนี่ เอาแค่บินในประเทศ ก็ถือว่าเป็นคนที่มีฐานะ

เพราะค่าตั๋วเครื่องบินสมัยนั้นค่อนข้างจะแพงอักโข

แต่เมื่อเกิดธุรกิจโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในไทย หรือ “สายการ-บินต้นทุนต่ำ” นำร่องโดยบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2547 หลังรัฐบาลไทยเปิดเสรีการบินเมื่อปี 2545 ทำให้สายการบินเอกชนอื่นที่ไม่ใช่ “การบินไทย” สามารถบินเส้นทางหลักทับกับสายการบินแห่งชาติได้ จึงเปิดโอกาสให้มีสายการบินต้นทุนต่ำเกิดขึ้น

จากนั้นเป็นต้นมาก็ทำให้ธุรกิจโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในประเทศไทยเกิดความคึกคัก ประชาชนหันมานิยมใช้บริการโลว์คอสต์แอร์ไลน์กันมากขึ้น เนื่องจากค่าโดยสารถูกกว่าเดิมอย่างมาก

จากความคึกคักของธุรกิจนี้ ทำให้ได้มีหลายๆสายการบินหันมาผุดโลว์คอสต์แอร์ไลน์กันมากขึ้น

นั่นหมายความว่ายิ่งทำให้ธุรกิจนี้ มีการแข่งขันกันดุเดือด ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่ได้ซื้อตั๋วในราคาที่ไม่แพงเกินไป การได้บริการที่ดี มีความถี่ในเที่ยวบินมากขึ้น และยังมีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เรียกได้ว่าในยุคสมัยนี้การนั่งเครื่องบินไปไหนต่อไหน ถือเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว!!

ทีมเศรษฐกิจ